|
|
|
|
และก็ยังมีความดีอีกหลากหลายประการ ซึ่งสิ่งที่ทักษิณทำมาทั้งหมด
ตามที่เสนอให้นี้...ยังน้อยเกินไป
แน่นอนว่า...สิ่งที่เขาทำ ย่อมต้องไปสะดุดและไปขัดขาผู้มีอิทธิพล
โดยเฉพาะประการหลังๆ
ทำให้เกิดการลงขันเพื่อจัดการกับผู้เปลี่ยนแปลงระบบ
เพราะอย่างที่บอกว่า ประเทศชาติไทยติดยึดกับระบบอำนาจ และอิทธิพลมามากแล้ว
ใครจะมาสั่งให้เลิก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!!
เรื่องราวใหญ่โตจึงเกิดตามมาเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร
ในวันที่ 19 กันยายน นั่นเอง
ชนวนเหตุหลักของการต่อต้านทักษิณคือ
กลุ่มคนรากหญ้าจะขึ้นมามีบทบาทในสังคมมากขึ้น
(ตรงจุดนี้นักธุรกิจและผู้ประกอบการหัวโบราณยอมไม่ได้
ที่จะให้ชนชั้นกรรมาชีพ รวยเสมอหน้าตน)
ธุรกิจที่ค้าขายกับต่างประเทศจะขายได้น้อยลง
(เพราะตัวเองรับเป็นตัวแทนสินค้าต่างชาติ
ทักษิณจะให้เป็นชาตินิยม ตูยอมไม่ได้ ธุรกิจกูเสียหาย)
จากการที่เคยชี้หน้าด่าว่า หรือชนชั้นรากหญ้าต้องเข้ามาพินอบพิเทา
กราบไหว้บูชา คงจะไม่มีอีกต่อไป (บทบาททางสังคมถูกลดทอนลง)
ลูกน้องกำลังจะกลายเป็นเจ้าของกิจการ (อันนี้ยิ่งแค้นใจเป็นหลายสิบเท่า)
อิจฉาทักษิณ (ทำไมมันรวยกว่าตู แล้วใช้เงินมากมาย ขนหน้าแข้งไม่ร่วง)
เด็กที่โง่ๆ ต้องเป็นขี้ข้า เงินเดือนถูกๆ ก็จะไม่มีอีกต่อไป
(ตูต้องเสียเงินเพิ่มให้พวกมันอีก ต้องเกรงใจพวกมันมากขึ้น)
ทักษิณมีเงิมหาศาล แต่ทำไมขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี
(มันได้จากการขายหุ้นเยอะมากเลย
ของตูได้แค่นิดเดียวเองเพราะหุ้นตูน้อย ต้องให้ประกาศให้มันเสียภาษี!!!)
เป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคม ที่ขึ้นชื่อว่า กินได้ไม่รู้จักหมด
(ขอเงินมันแค่สองสามล้าน ทำเป็นงกไปได้ ตูขอก่อการด่าผ่านสื่อแล้วกัน)
นั่นคือประเด็นหลักๆ ทีเดียว
ประชาธิปัตย์เห็นว่าอยู่นานมาก และพรรคตูเองก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลแน่
เป็นฝ่ายค้านเกือบ 7 - 8 ปี ละเหี่ยใจเว้ย!!!
เพราะทำอะไรก็ก้าวช้ากว่ากัน 1...... อ่านต่อ >
|
|
| [ 0 ความคิดเห็น ] [ 212 ผู้อ่าน ] |
|
|
|
เหตุการณ์ในประเทศที่เกิดขึ้นนั้น
เป็นการแบ่งเป็นฝักฝ่ายระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่ม ได้แก่
คนชนชั้นกลางจนถึงชนชั้นสูงหรือเจ้าขุนมูลนาย มีฐานะดี
ชาติตระกูลดี ลูกหลานขุนนาง พระยา เจ้าพระยา
คนชนชั้นกลางลงมาจนถึงระดับยากจน หาเช้ากินค่ำ
พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ
เป็นสงครามระหว่าง
เจ้าของธุรกิจ ผู้มีอำนาจในประเทศ
กับ ผู้คนที่ถูกใช้แรงงานหรือเป็นลูกจ้างนั่นเอง
ด้วยสภาพสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทยตั้งแต่อดีตมานั้น
มีระบบเจ้าขุน มูลนาย มาเป็นเวลาช้านานแล้ว
และการศึกษาก็สามารถเข้าไปได้ถึงคนชนชั้นกลางเท่านั้น
จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมประชาชนในชาติถึงขาดการศึกษาเป็นจำนวนมาก
เมื่อสภาพสังคมแต่อดีตกาลเป็นเช่นนี้ อีกทั้ง
นิสัยของคนไทยคือ...ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ!!!
ก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่กำลังจะเอาอะไรใหม่เข้ามาใช้
ย่อมได้รับการปฏิเสธในเบื้องต้นก่อน
ไม่ว่าเรื่องหรือแนวความคิดนั้นจะดีอย่างไรก็ตาม
โดยเฉพาะความคิดที่จะพัฒนาองค์การหรือพัฒนาชาติ
จากคนชนชั้นกรรมาชีพ
ก็กลับดูถูกจากกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองมีการศึกษาสูง
มีความรู้มาก จบจากต่างประเทศ
เพียงคิดว่า
น้ำหน้าอย่างพวกเอ็ง จะมีปัญญาที่ไหนมาพัฒนาชาติ!!!
ย่อมสร้างความไม่พอใจและความร้าวฉานให้แก่กลุ่มชนชั้นล่าง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่กดขี่ด้านแรงงานมานานแล้ว
ถึงแม้ปัจจุบันนี้ก็ตาม จะเห็นได้จาก
การที่หัวหน้าหรือผู้ที่มีอำนาจในองค์การ จะใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลัก
ไม่ค่อยที่จะรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มบุคคลที่ทำงานฝ่ายปฏิบัติการ (Worker)
ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้น อยู่หน้างาน และรับรู้ความเป็นจริงขององค์การทั้งหมด
แต่เหล่าผู้บริหารนั้นไม่ได้มาลงมือทำด้วย เพียงนั่งในห้องแอร์บัญชาการ
คิดอะไรก็สั่งการลงมาตามลำดับขั้น...
และเป็นเช่นนี้แทบทุกบริษัท (หากผู้บริหารมีอายุมากกว่า 55 ปี หรือเกือบจะเกษียณ)
สังเกตได้ว่าองค์การที่ผู้บริหารเป็นคนรุ่นใหม่...... อ่านต่อ >
|
|
| [ 0 ความคิดเห็น ] [ 188 ผู้อ่าน ] |
|
|
|
ถาม : “อนาคตอยากจะทำอะไร?”
ตอบ : “อยากจะเปิดธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง”
ตอบ : “อยากมีกิจการไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ ไว้ที่หนึ่ง”
ตอบ : “อยากมีธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ”
ตอบ : “อยากมีห้องอาหารเล็กๆ สักห้องหนึ่ง”
ทำไมต้องเล็กๆ???
คำว่าเล็กๆ ที่เราพูดกันจนชินปาก
ผมว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เรายึดติดกับมัน
จนเราดำเนินกิจการนั้นได้จริงๆ ก็จะมีข้อเรียกร้องต่อมา...
“ทำไมไม่เห็นจะร่ำรวยกับเขาเสียที”
“ทำไมคนอื่นเขารวยเอา รวยเอา แต่เรานี่สิแย่”
“เปิดร้านอาหารคนก็เขากันตั้งเยอะแยะ แต่ไม่ยักกะรวย”
ก็เพราะคำว่า “เล็กๆ” นี่ล่ะครับ
ที่คอยทิ่มแทงใจอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่รู้สึก
และเกิดขึ้นก็เพราะการเริ่มต้นตัดสินใจของเราเองตะหากครับ...
เพราะเราเริ่มต้นด้วยคำว่าเล็กๆ
นั่นคือเหตุ...เราก็ต้องยอมรับผล...นั่นคือเล็กๆ ตามที่เราตั้งเป้าไว้!!
แต่หากเราตั้งเป้าใหม่...
“ผมอยากจะเปิดกิจการใหญ่ๆ สัก 1 ไร่”
“ผมอยากจะมีร้านอาหารขนาดสัก 6 คูหาเป็นอย่างต่ำ ทำเลติดถนน”
“ผมตั้งใจจะเปิดกิจการใหญ่ๆ ในต่างประเทศ”
เราเคยคิดให้ออกมาในรูปแบบนี้บ้างไหมครับ?
เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนี้ แต่คิดแบบนี้แทน...
“ไม่กล้าคิดหรอก...เดี๋ยวเขาจะหาว่าเว่อร์!!”
“โอ๊ย...ขืนพูดอย่างนั้น คนอื่นได้หัวเราะเยาะตาย”
“แหม...เดี๋ยวเขาจะหาว่า ไม่รู้จักเจียมตัว”
“น้ำหน้าอย่างผม ไม่มีปัญญาหาที่มันใหญ่ๆ หรอกครับ”
“ทำแค่นี้ให้ได้ก่อนก็ดีแล้ว...เดี๋ยวเป็นหนี้หัวโต”
“เล็กๆ ก็ดีแล้ว ใหญ่ๆ เดี๋ยวคนอื่นหมั่นไส้เอา!!”
มัวแต่แคร์ มัวแต่ห่วงคนอื่นเขาจะว่าเรา เขาจะดูถูกเรา
จึงเป็นการปิดกั้นความคิด...
นี่คือความเป็นจริงของคนไทย!!
เราไม่เคยคิดที่จะมีกิจการใหญ่ๆ...... อ่านต่อ >
|
|
| [ 0 ความคิดเห็น ] [ 139 ผู้อ่าน ] |
|
|
|
เรื่องภาวะโลกร้อน
ตอนนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นสำคัญ
ที่ทั่วโลกให้ความสนใจกันถ้วนหน้าครับ
ประเทศเราเองก็ไม่ได้น้อยหน้า
ร่วมสนับสนุนกับภาวะโลกร้อนกันอย่างดี
แต่จะกระตุ้นความรู้สึกและจิตสำนึกได้เพียงใด
เราคงต้องรอดูต่อไปก่อนครับ
ในวันที่ผมต้องไปเรียนที่รามคำแหง
ต้องยืนรอลิฟท์ ที่อาคารสุโขทัย
ทำให้เห็นว่าเรื่องช่วยกันลดหรือประหยัดพลังงาน
ม.ราม ก็ได้ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการเรียนเลยครับ
มีสติ๊กเกอร์ติดแถวๆ บริเวณที่กดเรียกลิฟท์
ให้ตระหนักถึงการเดินขึ้นบันได
ว่าสามารถที่จะช่วยลดพลังงานได้อย่างไรบ้าง
เป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นหรือจิตสำนึกได้
ดังนั้นเวลาที่จะกดลิฟท์ขึ้นไปชั้นหรือสองชั้น
คนจะมองหน้า ด้วยความเหยียดหยาม (ว่าเข้าไปนั่น)
ว่าทำไมไม่มีจิตสำนึกบ้างเลย!!
อย่างน้อยๆ เราช่วยกันคนละไม้ละมือ ก็เป็นส่วนดีครับ
โดยเฉพาะเรื่องของการประหยัดพลังงาน
ประเทศเราก็รณรงค์ (ที่จริงน่าจะใช้คำว่า สนับสนุนมากกว่า
เพราะคำว่ารณรงค์แปลว่า การต่อต้าน ไม่ใช่การสนับสนุนนะครับ
พวกเราอย่าใช้ผิดก็แล้วกัน แต่เมื่อเขาใช้ ก็ใช้ตามกันไป
เพราะมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกในที่สุด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
ที่อาจจะต้อง Comment ในครั้งต่อไปครับ)
รณรงค์ให้ประหยัดกันมาตั้งนานแล้ว
พวกเราจำโฆษณา โครงการประหยัดพลังงานหารสอง ได้หรือเปล่าครับ?
ผมว่าถ้าไม่เป็นการเหลือบ่ากว่าแรง น่าจะนำมาออกอากาศอีกครังหนึ่ง
จะช่วยได้ไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะ
“ป ปลานั้นหายาก...
ต้องลำบากออกเรือไป...”
พวกเราต่อกันได้ไหมครับ
จบลงด้วยประโยคที่ว่า...
“โอ้ลูกหลาน...จำจงดี”
เพราะช่วงนั้น มีแรงกระตุ้นทั่วทั้งประเทศ ฮือฮาแซงโค้ง
โฆษณาอื่นๆ มากมาย
และการแยกขยะเป็นประเภทต่างๆ
ที่ปัจจุบันพวกเรายังใช้กันอยู่ ก็มาจากโฆษณา
โครงการประหยัดพลังงานหารสองนี่ล่ะครับ
ผมว่าน่าจะเป็นช่วงที่เราต้องกลับมากระตุ้นอีกครั้งหนึ่ง
ก็คงฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและโหมประชาสัมพันธ์ด้วยครับ
ก่อนที่ฤดูร้อนของประเทศไทย จะร้อนจนหลอมละลายกว่านี้...... อ่านต่อ >
|
|
| [ 0 ความคิดเห็น ] [ 162 ผู้อ่าน ] |
|
|
|
เป็นเรื่องใหญ่พอสมควรกับเรื่องของระบบการศึกษาไทยครับ
ระบบการศึกษาไทยไปไม่ถึงดวงดาว
เพราะอะไร? เป็นคำถามที่ถามกันมากมายเหลือเกิน
เรื่องของการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการศึกษา
เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาได้
เพียงแต่ไม่ต้องอ้างอิงกับเรื่องของอำนาจในการบริหารการศึกษา
หรืออำนาจทางการเมือง
ปัญหาหลักใหญ่ที่เกิดขึ้นคือระบบของการเรียนการสอนในเมืองไทย
ไม่ได้สอนให้นักเรียนรู้จักการคิดแตกต่าง หรือการคิดอะไรใหม่ๆ
แต่กลับสอนให้คิดตามแบบแผนที่สอนกันเรื่อยมา
พอมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น
นักวิชาการส่วนใหญ่จะตจ่อต้านและไม่ยอมรับทันที
ก็แสดงให้เห็นในเรื่องของการมีอัตตาสูง
เกรงว่าการยอมรับ จะทำให้ภูมิปัญญาของตนดูด้อยค่าลง
แต่การยอมรับความคิดใหม่ๆ
จะทำให้ภาพรวมของประเทศเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เพราะความรู้ มีการลื่นไหล เปลี่ยนถ่ายตลอดเวลา
อีกสิ่งที่สำคัญคือ การให้ความสนใจกับกลุ่มเด็กนักเรียน
ผู้เรียนมีสองประเภท คือ
เด็กเรียนเก่ง
เด็กเรียนไม่เก่ง
เราชอบนักเรียนแบไหนครับ?
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ตอบข้อที่ 1
ชอบเด็กเรียนเก่ง สนใจเรียน
แต่แท้ที่จริงกลุ่มที่ควรให้ความสนใจมากที่สุดคือ
กลุ่มเด็กเรียนไม่เก่ง
เพราะปัญหาด้านการศึกษา และปัญหาสังคมมาจากเด็กไม่เก่ง
การที่เราให้ความสนใจใส่ใจกับเด็กเรียนไม่เก่ง
ก็จะทำให้เขามีคุณธรรมในใจ
เด็กเรียนเก่งมักจะยึดถือเอาความเก่งเป็นที่ตั้ง
จนทำให้ความรับผิดชอบหรือความรู้ผิดชอบชั่วดีน้อยลง
ยิ่งโตขึ้น การเอารัดเอาเปรียบยิ่งสูง
เพราะความเป็นคนเรียนเก่ง มากความสามารถ
จึงรู้จักการหลบหลีกหรือเอาตัวรอด
โดยมิได้สนใจใคร
ในทางกลับกันครับ
เด็กที่เรียนไม่เก่ง มักจะแสดงออกเพื่อให้คนสนใจ
ดังนั้น หากให้ความสนใจกับพวกเขามากขึ้น
ก็จะทำให้เขามีคุณธรรมในจิตใจ
คนที่แย่ เมื่อกลับตัวเป็นคนดี จะเป็นคนดีแบบหน้าใจหาย
และจะมี EQ สูง
IQ กับ EQ แบบไหนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติ??
คนแบบไหนที่ระบบการศึกษาควรให้ความสำคัญ
เด็กเก่ง หรือ เด็กเกเร??... อ่านต่อ >
|
|
| [ 0 ความคิดเห็น ] [ 195 ผู้อ่าน ] |
|
|
[1]
|