Get the Flash Player to see this player.
ในช่วงนี้ภาวะการเมืองประเทศไทยร้อนแรง เรียกได้ว่าอาจจะเป็นกลียุคที่หลายๆคนออกมาออกว่ารักประเทศแล้วก็ต้องต่อสู้เพื่อประเทศ แต่แล้วการต่อสู้นั้นกลับกลายเป็นทำให้ปัญหายิ่งใหญ่โตขึ้นไปอีกเพราะเป็นคนในประเทศที่ออกมาต่อสู้กันเองโดยอ้างคำว่ารักประเทศ หลายคนๆนอกประเทศเป็นห่วงเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศเงินทุนต่างชาติชะลอที่จะลงทุน และหลายๆคนในประเทศเป็นห่วงเกี่ยวความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางรายได้ของตน ทั้งหมดจะเรียกได้ว่าเป็นทุกข์ของประเทศเรา ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่าทุกข์นั้นเกิดจากปัจจัยเพียง ๖ ประกาศคือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ผู้ใดลดละไม่ยืดถือความอยากทั้ง ๖ ได้ผู้นั้นสิ่งนั้นก็จะไม่ทุกข์ ประเทศก็เช่นเดียว เศรษฐกิจตะวันตกบอกให้ประเทศเราพัฒนาก้าวไปข้างหน้า แต่เรารู้ไหมว่าอะไรคือปัจจัยและแรงขับที่เราต้องการให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ในอดีตอาจจะเป็นความจำเป็น ซึ่งเรื่องความยากจนเรื่องปากเรื่องท้องเป็นเรื่องที่จำเป็นของทุกคน แต่ในปัจจุบันแรงขับเคลื่อนที่จะนำพาประเทศเราในก้าวไปข้างหน้ากลับกลายเป็นความอยาก ทั้งอำนาจ ความเจริญ เงินทอง GDP ! ความสุขของคนเราไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือวัตถุนอกกายเป็นตั้งต้น แต่ความสุขนั้นเริ่มจากที่ข้างในจิตใจเป็นตั้งต้น ประเทศก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรายึดถือความพอเพียงเป็นที่ตั้งละทิ้งความอยากไว้ช่วงคราว กลับมามองถึงข้อดีจุดร่วมของสังคมผู้เขียนเชื่อว่าพวกเราทุกคนจะเริ่มมองเห็นประเทศไทยน่าอยู่และสดใสขึ้น จากจุดนี้พวกเราค่อยๆเริ่มสร้างสรรค์ และพัฒนาไปบนพื้นฐานของความจำเป็นและความสุข ดังนั้นคนในประเทศก็จะมีความสุขในการก้าวไป ไม่ใช่ก้าวนำประเทศไปเพื่อหาความสุขความสบายและเพื่อตอบสนองความอยากทั้ง ๖ ประกาศข้างต้น ประเทศของเราเป็นประเทศเกษตรกรรมมาหลายพันปีและเราก็มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสุขที่จะแบ่งบันให้ประเทศรอบข้างได้จากคำพูดที่ว่า สยามเมืองยิ้ม และประเทศของเราเพิ่งมีประชาธิปไตยมาได้ไม่ถึง 100 ปี ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวคิดทางการเมืองจะไม่เหมือนกัน เราทุกคนเห็นต่างกันได้ ประชาธิปไตยของเราต้องใช้เวลาในการปรับเพื่อให้เข้าสู่วัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันมีความรุนแรงเกิดขึ้นดังนั้น ความต้องการประชาธิปไตยเป็นความอยากที่จะให้เป็นตามนั้นหรือ เมื่อไม่ได้ไม่เป็นอย่างที่คิดจึงเกิดทุกข์เกิดจากแย่งชิงกันจนลุกลามถึงระดับสังคม การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบันนั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศด้วยอันเนื่องมาจากความไม่พอเพียง คนที่มีทุนก็ไม่พอเพียงกับทุนที่มี คนไม่มีทุนก็ยิ่งไม่พอเพียงกับชีวิตที่เป็นอยู่ ความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ การพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการลดความบีบคั้นทางสังคมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเราไม่ยืดถือความพอเพียงเป็นที่ตั้ง ทุกคนในประเทศต้องแข่งขันกันและจะเพิ่มความแตกต่างแตกแยกทั้งสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น เราคงจะต้องเริ่มต้นจากผู้มีสติก่อน เริ่มจากการเสียสละ เริ่มจากในประเทศ ค่อยๆเริ่มไม่ต้องรีบ แต่เป็นทางเดินที่ถูกต้อง อย่างที่ พระราชดำรัส ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดาฯ วันพุธที่ 4 ธันวาคม 2517 มีข้อความสำคัญว่า “ คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ “ ___________________________________________________________________________________ (บทความตีพิมพ์ครั้งแรกบนสยามรัฐฉบับวันพุธที่ 10 มีนาคม 2553) |

RSS Blog ของ K. Pongpuny


