ย่างเข้าสู่เดือนมีนาคมผ่านมาสองเดือนสถานการณ์ข้าวในประเทศไทยที่ดูเหมือนว่าจะแพงดังทองตั้งแต่ต้นปีกลับไม่เป็นอย่างที่คาด ทั้งนี้มีหลายองค์ประกอบรวมกันอย่างแรกเลยคือเป็นปรกติอยู่แล้วที่ยอดสั่งซื้อจะน้อยในช่วงต้นปีซึ่งกอปรกับเป็นช่วงเก็บเกี่ยวและผลผลิตออกมาเยอะ จึงไม่แปลกที่ราคาค่อยๆปรับตัวลดลง ราคาเป็นไปได้ที่จะลดลงไปได้อีกเนื่องจากผลผลิตนาปรังรอบเดือนมีนาคมนี้จะทยอยออกกันมาแล้ว และดูท่าทางจะมีปริมาณที่มากถึง 5-7 ล้านตัน ทั้งนี้เนื่องจากชาวนาหลายรายเร่งที่จะปลูกข้าวออกมาเนื่องจาก ข้าวราคาดีเมื่อต้นปีและนโยบายประกันรายได้ของรัฐซึ่งกำหนดให้ชาวนาใช้สิทธิปีละสองครั้ง รวมถึงน้ำที่ขาดภาวะภัยแล้งที่ดูจะรุนแรงทำให้ชาวนาหลายรายเร่งปลูกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวทันฤดูแล้ง ปัจจัยภายนอกเช่นราคาข้าวของคู่แข่งเรา เวียดนามเสนอราคาถูกกว่าเราถึงกว่าร้อยเหรียญสหรัฐต่อตันทำให้เราสูญเสียหลายตลาดในการระบายข้าวใหม่ออกมา เช่นตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งเสนอความต้องการซื้อถึง 3 ล้านกว่าตัน ซึ่งเรายื่นราคาแพ้ประมูลเวียดนามไปทำราคาตกมาในช่วงเดือนมกราคมจาก 21บาท/กิโลกรัม เป็น 17บาท/กิโลกรัม ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นราคาที่รัฐบาลประกันรายได้ไว้ที่ตันละ 10,000บาท หรือก่อนหน้านั้นที่ราคาเดือนมกราคมที่แข็งตัวเนื่องจากอินเดียคู่แข่งขันของเราอีกเช่นกันประกาศงดส่งออกข้าวบวกกับข่าวลือในการนำเข้าข้าวอีก 2ล้านตัน ทำให้ผู้ประกอบการข้าวนึ่งรายหลายกว้านซื้อเพื่อกักตุนไว้ จนถึงวันนี้อินเดียบอกว่าผลผลิตข้าวสาลีออกมาล้นตลาดซึ่งเป็นสินค้าทดแทนข้าวสารได้อย่างดีทำให้เรื่องนำเข้าข้าวจากเราเป็นอันซาหายไป มาล่าสุดปลายเดือนกุมภาพันธ์ การออกมาประกาศระบายข้าวของรัฐบาลทำให้ราคาข้าวตกลงมาอีกจาก 17บาท/กิโลกรัม เหลือ 14.5บาท/กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นข้าวเปลือกที่เกวียนละ 8,800 แม้ว่าจะยกเลิกการประมูลก็ตามแต่ราคาก็ไม่ได้ดีดตัวขึ้นอยู่ในระดับเดิม ซึ่งในปัจจุบันราคา16บาท/กิโลกรัม ทอนเป็นราคาอ้างอิงที่ประมาณ 9,300 – 9,500 บาทต่อเกวียน ซึ่งถ้ารัฐบาลจะประกันรายได้ที่ 10,000บาท รัฐบาลจะเริ่มขาดทุนกับเสถียรภาพราคาที่หายไป ดังนั้นถ้าราคาออกไปอย่างนี้รัฐบาลก็ไม่อยากจะซื้อ โรงสีก็ไม่อยากจะซื้อในราคาอ้างอิงดังกล่าว ชาวนาปลูกนาปรังออกมาเดือนนี้ เริ่มออกมาปิดถนนประท้วงให้เห็นกันบางแล้วเพราะขายข้าวสดได้จริงเพียงเกวียนละ 6,500บาท ดังนั้นถ้าปล่อยไปให้เป็นแบบนี้ในเดือนมีนาคมถ้าราคาตกลงอีก ฝ่ายที่เดือดร้อนจะเป็นชาวนาหรือไม่ก็รัฐบาลเองจากนโยบายประกันรายได้ ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาสอนมวยว่า อย่าเพิ่งระบายสต๊อกในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการตลาดข้าวและสต๊อกข้าวที่มีอยู่อีก 6 ล้านตัน ซึ่งโจทย์ในวันนี้กับอดีตต่างกันที่ ค.ร.ม. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบกำไรหรือขาดทุนสำหรับนโยบายระบายข้าวของ กขช. หรือพูดง่ายๆว่าจะระบายข้าวออกถูกๆเพื่อสร้างยอดส่งออกกับผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่รายแล้วจ่ายใต้โต๊ะนั้นทำไม่ได้ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือถ้าจะเปิดประมูลผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าก็ได้น้อยไปคือเดือนละ 2-3แสนตันแถมยังยุ่งยากและ อคส. ก็ต้องมารับภาระขาดทุนอีก ดังนั้นถ้าไม่เอาทั้งสองทาง การระบายข้าวแบบ G to G ก็อาจจะเป็นทางเลือก ถ้ารัฐบาลทำไม่คล่องตัวเหมือนเอกชน ก็อาจจะทำเป็นโครงการช่วยเหลือประชากรโลกในประเทศที่ยากจนโดยบริจาคหรือขายในราคาถูก ซึ่งเป็นความสามารถในการบริหารไม่ว่ารัฐจะจัดการอย่างไร อย่าลืมว่าเราต้องการจะเป็นครัวของโลกใช่หรือไม่ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- (บทความตีพิมพ์ครั้งแรกบนสยามรัฐฉบับวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓) เรื่องที่เกี่ยวข้อง
|

RSS Blog ของ K. Pongpuny


