เกาเหลาข้าวไทย
เมื่อ: 23 ก.พ. 53 10:59:46 , เปิดอ่านแล้ว 124 ครั้ง

            

               กลางสัปดาห์ที่แล้ววงการข้าวได้ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง จากข่าวที่กระทรวงพาณิชย์แถลงเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลบ่ายวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นจำนวน 500,000ตัน และอีก 1.5ล้านตันซึ่งจะทยอยเปิดออกมาเพื่อประมูลทั้งเพื่อส่งออกและผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า การประกาศเช่นนี้ออกมาทำให้ราคาข้าวขาว 5% ในตลาดเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วตกลงมาจาก 16,000บาทต่อตัน เป็น 14,500บาทต่อตัน สำหรับรัฐบาลการที่ปล่อยให้ราคาข้าวตกลงไม่เป็นผลดีทั้งในแง่เสถียรภาพของราคาและมูลค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ลดลงถึงกว่า 10,000ล้านบาท อย่างไรก็ตามสต๊อกรัฐบาลที่มีอยู่ในมือนี้ถือว่าค่อนข้างมากคือ 5-6 ล้านตันข้าวสารหรือคิดเป็น 20% ของปริมาณข้าวที่เทรดกันในตลาดโลกสำหรับ 1 ปีซึ่งประมาณ 30 ล้านตัน

                ตามหลักการแล้วการระบายสต๊อกของรัฐบาลนั้นจะต้องพยายามไม่ให้กระทบกับราคาตลาด และรัฐบาลต้องไม่เสียผลประโยชน์จากการเปิดประมูลและการกดราคาจากผู้ส่งออก ราคาข้าวที่ค่อนข้างสูงจากปลายปีที่แล้วทำให้รัฐบาลไม่ขาดทุนจากโครงการประกันรายได้ แต่ปัญหาในปัจจุบันคือยอดส่งออกที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงกว่า 30% เนื่องจากราคาข้าวของประเทศเราสูงกว่าเวียดนามคู่แข่งอับดับสองอยู่มาก ขณะเดียวกันรัฐบาลซึ่งจะต้องเตรียมพื้นที่และงบประมาณเพื่อที่จะรองรับปริมาณข้าวนาปรังที่จะออกมาสู่ตลาดอีกในช่วงกลางเดือนมีนาคมอีก 3-4 ล้านตัน

                ฉะนั้นในปัจจุบันจึงมีฝ่ายที่เห็นด้วยกับการระบายข้าวและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยคือฝ่ายที่ไม่มีสต๊อกในมือซึ่งพยายามจะเคาะราคาให้ลดลงเนื่องจากราคาขายในปัจจุบันถ้าขายล่วงหน้าไว้สามารถมาไล่ซื้อของถูกได้ในภาวะตลาดขาลงได้ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่บางราย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะระบายข้าวในช่วงนี้คือกลุ่มที่มีสต๊อกอยู่ในมือซึ่งคือกลุ่มโรงสีและกลุ่มชาวนา ดังนั้นในช่วงนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ Lobby กันของแต่ละฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์

เริ่มต้นจากที่กลุ่มผู้ส่งออกอยากให้เปิดการประมูลโดยนำค่าเสื่อมราคามาใช้โดยคิดค่าเสื่อมจากระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้าวคือข้าวสต๊อก 1 ปีหักค่าเสื่อม 5% ข้าวสต๊อก 2ปี หักค่าเสื่อม 15% หรือ 4ปี หักที่ 50% ซึ่งข้าวที่มีในสต๊อกรัฐบาลเป็นข้าวอายุ 2 ปี ดังนั้นเมื่อประกาศออกมาอย่างนี้ทำให้ราคาในตลาดตกลงถึงตันละเกือบ 2,000บาท ทั้งๆที่จริงๆแล้วข้าวเก่า(ถ้าเก็บไว้ในโกดังที่ได้มาตรฐาน) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นซะอีก ซึ่งข้าวเก่าขายในประเทศราคาปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-22บาท แต่ข้าวใหม่สีสดก่อนเก็บอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-16บาท ดังนั้นถ้ารัฐบาลใช้วิธีคิดค่าเสื่อมในการประมูลแบบนี้ รัฐบาลจะเสียผลประโยชน์จากราคาจริงที่ควรจะขายได้ ในทางตรงกันข้ามยอดส่งออกอาจจะเพิ่มจากการราคาส่งออกที่ต่ำลง แต่ต้องย้อนถามว่าคุ้มหรือไม่กับยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทส่งออกไม่กี่รายกับราคาข้าวในประเทศที่ตกลง

คณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะเป็นคนชี้ขาดในการอนุมัติประมูลที่จะประกาศออกมาในวันอังคาร 23 กุมภาพันธ์ ถ้า กขช. ไม่อนุมัติให้ขาย ราคาก็จะปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับ 16บาทกว่าต่อกิโลกรัม (ราคาประกันข้าวเปลือกปัจจุบัน 10,000บาทต่อเกวียน ตกเป็นข้าวสารที่ 17บาทต่อกิโลกรัม) ถ้าอนุมัติให้ขายราคาจะปรับลงบวกกับใกล้ช่วงเก็บเกี่ยว ประชาชนผู้บริโภคในประเทศคงไม่ได้อานิสงส์จากการปรับลดดังกล่าวเพราะเป็นข้าวนาปรังใหม่ที่ส่วนมากสำหรับส่งออก แต่ในทางการเมืองนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้เห็นเกมงัดข้อกันระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ในเรื่องเดิมคือ การอนุมัติระบายข้าว ซึ่งว่ากันว่างานนี้คงไม่ยอมกันง่ายๆ

 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------

                   (บทความตีพิมพ์ครั้งแรกบนสยามรัฐฉบับวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)



เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แสดงความคิดเห็น
ท่านต้องเข้าสู่ระบบสมาชิกก่อน ถึงจะสามารถเขียนความคิดเห็นได้
LOGIN
อีเมล์:
รหัสผ่าน:
 
  ลืมรหัสผ่าน?
  สมัครสมาชิก!
ประวัติผู้เขียนบล็อก
บทความอื่น ๆ
มองหลากมิติ: "ย้อนรอยอดีตค้าข้าวไทย"
เศรษฐกรขำกลิ้ง: "ขาวข่าวข้าว"
มองหลากมิติ: "Change II: เปลียนเพื่ออนาคต"
มองหลากมิติ: "Asean Game - Rice Match"
มองหลากมิติ: "Change I: เปลียนเพื่ออนาคต"
มองหลากมิติ: "ภาคใต้"
มองหลากมิติ: "วันเข้าพรรษา ๒๕๕๓"
มองหลากมิติ: "ศึกข้าวหอม ไทยVSอเมริกา"
มองหลากมิติ: "ต้นทุนข้าว"
มองหลากมิติ: "ข้าวไทยแข่งกับใคร?"
มองหลากมิติ: "ข้าวไทยน่าเป็นห่วง?"
มองหลากมิติ: "World on Change"
มองหลากมิติ: "World on Change"
มองหลากมิติ: ปัญหาที่ "กรุงเทพ" II ?
มองหลากมิติ: ปัญหาที่ "กรุงเทพ" ?
มองหลากมิติ: กรุงเทพหรือประเทศไทย?
"แก่นพุทธศาสน์" โดยพระพุทธทาสภิกขุ หนังสือดีเด่นปี 2508 จากองค์การยูเนสโก
มองหลากมิติ: "อาทิตย์แห่งธรรมะ"
มองหลากมิติ: อนาคตชาวนาไทยฝากไว้กับใคร
มองหลากมิติ: "พืชมงคล"
มองหลากมิติ: "ข้าวล้นตลาด"
มองหลากมิติ: สวนเกษตรจัดสรร อาชีพคนรุ่นใหม่
มองหลากมิติ: เกษตรยั่งยืน ทางเลือกคนรุ่นใหม่
มองหลากมิติ: วิกฤติน้ำ ตอน ประชุมลุ่มน้ำโขง
มองหลากมิติ: วิกฤติน้ำแกษตรไทย
มองหลากมิติ: น้ำ วิกฤกติแห่งทศวรรษ ตอนวันน้ำโลก
มองหลากมิติ: น้ำ วิกฤกติแห่งทศวรรษ
มองหลากมิติ: "ความสุขของประเทศ"
มองหลากมิติ: คิดไม่ได้ ขายไม่ออก
"มองหลากมิติ" Rice Trade 2010
เกษตรยั่งยืน?
ปุ๋ยเคมีกับดับชาวนาไทย
ทำนาบนความเสี่ยง
สวัสดีปีใหม่ ปีเสือไทย ไม่ใช่เสือกระดาษ
A brief history of thai rice
Thailand Drug Problem part4: ปัญหาสังคมเรื้อรัง
Agricultural Overview II
Agricultural Overview
ชาวนาเข้มแข็ง 2012
เกษตรไทย 2010
พระราชดำรัส ๒๕๐๘ พระราชดำรัส ๒๕๒๑
AFTA ข้าวไทย ๒๕๕๓: ผลประโยชน์ซึ่งใครได้หรือใครเสีย
เพิ่มมูลค่าข้าวไทยใน Brand Inter
โครงการประกันรายได้
ระวังจะประกันลม !!
ระบบการแทรงแซงสินค้าเกษตรประเทศไทยต้อง ปฏิรูป !!!!
การประมูลข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
Drug Issue III
GPD แพะรับบาปยามเศรษฐกิจตกต่ำ
ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นกับโอกาสของประเทศไทย
ความมั่นคงทางอาหารกับความเสี่ยงของชาวนาไทย
พักเวลา.. กับข้อมูลดีๆจาก "Don't Drink Club"
OTOP ยุด 2009
นาฬิกาปลุกยังไม่ธรรมดา
สรุปผลการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปีการผลิต ๒๕๕๒
มาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี ๒๕๕๒
Japan Trip - Thailand Festival part III
Japan Trip - Thailand Festival part II
Japan Trip - Thailand Festival part I
เหตุผล หรือ อารมณ์
ทฤษฎีสี
เศรษฐกิจจะดีหรือปีหน้า ?
Thailand Drug Problem II (ATS)
พัฒนาจิตพัฒนาตน
"การรักษามะเร็ง" update 2009 from Johns Hopkins Hospital
Thailand Drug Problem
"...บางคนสงสัยนะว่า ทำไมการศึกษาไทยมีปัญหาอยู่เรื่อย..."
Share |