กลางสัปดาห์ที่แล้ววงการข้าวได้ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง จากข่าวที่กระทรวงพาณิชย์แถลงเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลบ่ายวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นจำนวน 500,000ตัน และอีก 1.5ล้านตันซึ่งจะทยอยเปิดออกมาเพื่อประมูลทั้งเพื่อส่งออกและผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า การประกาศเช่นนี้ออกมาทำให้ราคาข้าวขาว 5% ในตลาดเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วตกลงมาจาก 16,000บาทต่อตัน เป็น 14,500บาทต่อตัน สำหรับรัฐบาลการที่ปล่อยให้ราคาข้าวตกลงไม่เป็นผลดีทั้งในแง่เสถียรภาพของราคาและมูลค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ลดลงถึงกว่า 10,000ล้านบาท อย่างไรก็ตามสต๊อกรัฐบาลที่มีอยู่ในมือนี้ถือว่าค่อนข้างมากคือ 5-6 ล้านตันข้าวสารหรือคิดเป็น 20% ของปริมาณข้าวที่เทรดกันในตลาดโลกสำหรับ 1 ปีซึ่งประมาณ 30 ล้านตัน ตามหลักการแล้วการระบายสต๊อกของรัฐบาลนั้นจะต้องพยายามไม่ให้กระทบกับราคาตลาด และรัฐบาลต้องไม่เสียผลประโยชน์จากการเปิดประมูลและการกดราคาจากผู้ส่งออก ราคาข้าวที่ค่อนข้างสูงจากปลายปีที่แล้วทำให้รัฐบาลไม่ขาดทุนจากโครงการประกันรายได้ แต่ปัญหาในปัจจุบันคือยอดส่งออกที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงกว่า 30% เนื่องจากราคาข้าวของประเทศเราสูงกว่าเวียดนามคู่แข่งอับดับสองอยู่มาก ขณะเดียวกันรัฐบาลซึ่งจะต้องเตรียมพื้นที่และงบประมาณเพื่อที่จะรองรับปริมาณข้าวนาปรังที่จะออกมาสู่ตลาดอีกในช่วงกลางเดือนมีนาคมอีก 3-4 ล้านตัน ฉะนั้นในปัจจุบันจึงมีฝ่ายที่เห็นด้วยกับการระบายข้าวและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยคือฝ่ายที่ไม่มีสต๊อกในมือซึ่งพยายามจะเคาะราคาให้ลดลงเนื่องจากราคาขายในปัจจุบันถ้าขายล่วงหน้าไว้สามารถมาไล่ซื้อของถูกได้ในภาวะตลาดขาลงได้ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่บางราย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะระบายข้าวในช่วงนี้คือกลุ่มที่มีสต๊อกอยู่ในมือซึ่งคือกลุ่มโรงสีและกลุ่มชาวนา ดังนั้นในช่วงนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ Lobby กันของแต่ละฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์ เริ่มต้นจากที่กลุ่มผู้ส่งออกอยากให้เปิดการประมูลโดยนำค่าเสื่อมราคามาใช้โดยคิดค่าเสื่อมจากระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บข้าวคือข้าวสต๊อก 1 ปีหักค่าเสื่อม 5% ข้าวสต๊อก 2ปี หักค่าเสื่อม 15% หรือ 4ปี หักที่ 50% ซึ่งข้าวที่มีในสต๊อกรัฐบาลเป็นข้าวอายุ 2 ปี ดังนั้นเมื่อประกาศออกมาอย่างนี้ทำให้ราคาในตลาดตกลงถึงตันละเกือบ 2,000บาท ทั้งๆที่จริงๆแล้วข้าวเก่า(ถ้าเก็บไว้ในโกดังที่ได้มาตรฐาน) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นซะอีก ซึ่งข้าวเก่าขายในประเทศราคาปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-22บาท แต่ข้าวใหม่สีสดก่อนเก็บอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-16บาท ดังนั้นถ้ารัฐบาลใช้วิธีคิดค่าเสื่อมในการประมูลแบบนี้ รัฐบาลจะเสียผลประโยชน์จากราคาจริงที่ควรจะขายได้ ในทางตรงกันข้ามยอดส่งออกอาจจะเพิ่มจากการราคาส่งออกที่ต่ำลง แต่ต้องย้อนถามว่าคุ้มหรือไม่กับยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทส่งออกไม่กี่รายกับราคาข้าวในประเทศที่ตกลง คณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะเป็นคนชี้ขาดในการอนุมัติประมูลที่จะประกาศออกมาในวันอังคาร 23 กุมภาพันธ์ ถ้า กขช. ไม่อนุมัติให้ขาย ราคาก็จะปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับ 16บาทกว่าต่อกิโลกรัม (ราคาประกันข้าวเปลือกปัจจุบัน 10,000บาทต่อเกวียน ตกเป็นข้าวสารที่ 17บาทต่อกิโลกรัม) ถ้าอนุมัติให้ขายราคาจะปรับลงบวกกับใกล้ช่วงเก็บเกี่ยว ประชาชนผู้บริโภคในประเทศคงไม่ได้อานิสงส์จากการปรับลดดังกล่าวเพราะเป็นข้าวนาปรังใหม่ที่ส่วนมากสำหรับส่งออก แต่ในทางการเมืองนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้เห็นเกมงัดข้อกันระหว่างประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย ในเรื่องเดิมคือ การอนุมัติระบายข้าว ซึ่งว่ากันว่างานนี้คงไม่ยอมกันง่ายๆ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- (บทความตีพิมพ์ครั้งแรกบนสยามรัฐฉบับวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เรื่องที่เกี่ยวข้อง
|

RSS Blog ของ K. Pongpuny


