พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กู้วิกฤตไทยด้วยธรรมาธิปไตยเมื่อ 22 ต.ค. 51 ,
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ได้สัมภาษณ์ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันในนาม ว.วชิรเมธี ในรายการ "สุรนันทน์วันนี้" ออกอากาศทางโพสต์ทีวี เมื่อวันที่ 18 และ 19 สิงหาคม 2551 และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 19 และ 20 สิงหาคม 2551 โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 
สุรนันทน์ สวัสดีครับขอต้อนรับเข้าสู่รายการสุรนันทน์วันนี้ กับผมสุรนันทน์ เวชชาชีวะ วันนี้เราอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่าง... ออกจากห้องส่งมาอยู่ที่สถาบันวิมุตตยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่ท่านผู้ชมผู้ฟังอาจจะรู้จักกันในนาม ว.วชิรเมธี ซึ่งพระอาจารย์ท่านมีหนังสือมีคำสอนมีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ และวันนี้เราจะมาขอความกรุณาจากพระคุณเจ้าในการที่จะให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในยามที่โลกเปลี่ยนแปลง นมัสการพระคุณเจ้า ว.วชิรเมธี เจริญพร... สุรนันทน์ พระคุณเจ้าครับในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงมีความวุ่นวายโดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ดูเหมือนคนไทยจะขาดที่พึ่ง พระคุณเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรว่าคนไทยควรทำตัวอย่างไรครับที่จะทำให้รู้สึกสงบลงได้ ว.วชิรเมธี อาตมาว่าคนไทยขาดที่พึ่งในหลายๆความหมาย หนึ่งที่พึ่งในความหมายว่าความอบอุ่น ซึ่งภาษาพระท่านใช้คำว่า สรณะ เช่นเราขอถึงพระรัตนไตรเป็นสรณะที่พึ่ง ในแง่นี้อาตมาว่าคนไทยก็ขาดนะ คือบางทีเรารู้สึกว่าเรากำลังขาดใครสักคนนึง หรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรามีความอบอุ่นแล้วก็มั่นใจ ที่พึ่งในลักษณะนี้คนไทยมองไปที่ไหน...มองไปทางพระเราก็จะเห็นว่า หลายปีมานี้สถาบันสงฆ์เองมีปัญหาภายในเยอะมาก คุณโยมก็คงจะสังเกตใช่มั๊ยว่า แต่ไหนแต่ไรมาเราก็ไม่เคยเห็นพระออกมาเดินขบวนนะ แต่สองสามปีมานี่แหมทำไมบ่อยจังเลย แล้วก็เริ่มจะรู้สึกว่าชักจะเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว แล้วคนไทยบางส่วนก็รู้สึกว่ารับไม่ได้ บางส่วนก็รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณสะท้อนอะไรหรือเปล่า เวลามีข่าวพระให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวในทางไม่ดี สุรนันทน์ พอลงหน้าหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งดูเหมือนจะเป็นข่าวที่ไม่พึงประสงค์ ว.วชิรเมธี เราก็เลยรู้สึกว่าเสาหนึ่งของที่พึ่งก็คือสถาบันสงฆ์เริ่มมีปัญหามากขึ้น สังเกตมั๊ยว่าในวันที่หลวงพ่อปัญญาถึงแก่มรณะภาพลงไป ทุกสื่อพร้อมใจกันเล่นข่าวนี้ในแง่หนึ่งสะท้อนว่าเราเสียดายท่านมาก เพราะอะไร...ก็เพราะว่าในเวลานี้สังคมกำลังต้องการพระ แล้วพระซึ่งเป็นเสาค้ำพระศาสนาก็มาด่วนไป สุรนันทน์ ในความคิดเห็นของพระคุณเจ้า ทำไม สถาบันซึ่งเมื่อก่อนเป็นที่พึ่งของคนไทยจะเป็นชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งวันนี้ก็มีการกระทบกระทั่งไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำไมมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด หนึ่งคือโลกเปลี่ยน ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยน คือโลกเปลี่ยนมันก็ทำให้อะไรๆต้องเปลี่ยนตาม แม้กระทั่ง บารัคโอบามา แกจับความเข้าใจตรงนี้ได้แกเลยใช้คำว่า change มันเป็นคำในการหาเสียงของแก ก็ปรากฎว่าการตอบรับดีมากๆเลย เพราะแกรู้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่เรียกกันว่า โลกได้เดินทางมาถึงช่วงกำลังเปลี่ยนผ่าน สังคมไทยในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอย่างนี้ สถาบันต่างๆพยายามจะปรับตัว สถาบันไหนที่ปรับตัวไม่ได้สุดท้ายสถาบันนั้นจะกลายเป็น “หลักเหลี่ยมในรูกลม” หรือ อาตมาภาพขอเปรียบอีกอย่างหนึ่งว่า เปรียบเสมือนเจดีย์กลางสี่แยกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลาเราไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเราจะเห็นเจดีย์นี่อยู่กลางสี่แยกหลายแห่ง เราย้อนกลับไปหกเจ็ดร้อยปีที่แล้ว เจดีย์เหล่านั้นหุ้มด้วยทองคำสุกปลั่ง เป็นขวัญเป็นกำลังใจเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนพลเมืองชาวพระนครศรีอยุธยา ทีนี้ผ่านมาหกเจ็ดร้อยปีกลายเป็นแค่ซากเจดีย์ ณ เวลานี้เจดีย์กลางสี่แยกเหล่านั้นเป็นได้แค่อะไร เป็นได้แค่ที่กลับรถเท่านั้นเอง คุณโยมเห็นมั๊ย สะท้อนว่าองค์กรสถาบันอะไรก็ตามที่ไม่ปรับตัวยอมรับความเปลี่ยนแปลง ถึงมีตัวตนอยู่แต่จะอยู่อย่างไม่มีความหมาย ฉะนั้นชาติก็ดี ศาสนาก็ดี พระมหากษัตริย์ ทั้งสามเสาหลักนี้จะต้องปรับปรุงเหมือนกันทั้งหมด เมื่อกี้อาตมาภาพบอกแล้วว่าสถาบันสงฆ์เองก็มีปัญหาถ้าไม่ปรับปรุงนะ วันหนึ่งความเป็นที่พึ่งของสถาบันสงฆ์จะเป็นแต่ในเพียงสัญลักษณ์ แล้วชาติของเรา ณ เวลานี้ประชาชนก็แตกกันหมด ทำไมจึงแตกกัน เพราะประชาชนมองหาที่พึ่งอะไรคือที่พึ่งของประชาชนก็เงิน ทีนี้พอฝั่งไหนให้เงินมาประชาชนก็เฮโลไปฝั่งนั้น ฝั่งไหนไม่ให้เงินประชาชนก็เฉยๆ ก็กลายเป็นว่าคนไทยก็ขัดแย้งกันเอง เพราะอะไร สุรนันทน์ แต่มันก็กลายเป็นเรื่องของเงินไปหมดใช่มั๊ยครับพระคุณเจ้า แม้กระทั่งสถาบันศาสนา พระสงฆ์องค์เจ้าที่ทำผิด แล้วลงตามหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ก็มาจากความโลภเรื่องเงิน ว.วชิรเมธี ต้องการหาเงิน ออกเหรียญรุ่นนั้นรุ่นนี้ สุดท้ายก็ถูกจับได้ไล่ทัน บางทีคนทำเหรียญไปอยู่ในคุกก็มี สุรนันทน์ ผมเห็นแม้กระทั่งง่ายๆ หน้าตลาดบ้านผมมีพระไปยืน เหมือนกับบิณฑบาตร แต่ยืนอยู่หน้าซุ้มอาหารซึ่งเหมือนกับทำมาหากินอยู่ด้วยกันอะไรอย่างนี้ ว.วชิรเมธี เรียกว่าฮั๊วกัน ระหว่างพระสงฆ์กับแม่ค้า ใครเดินผ่านไปผ่านมา ก็มาซื้อของแม่ค้าตักบาตรพระสงฆ์ เต็มบาตรพระสงฆ์ก็เท แล้วก็เวียนเป็นการเวียนเทียนตักบาตรเป็นการทำบุญเชิงพาณิชย์ไป เห็นมั๊ยว่าเพราะฉะนั้นประชาชนเองก็แตก ทีนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ล่ะเป็นอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคที่โลกมาถึงประชาธิปไตยเสรีนิยมเต็มรูปแบบ หลายๆประเทศสถาบันเป็นเพียงสัญลักษณ์ ทีนี้ในเมืองไทยเรานั้นสถาบันไม่เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์แต่ยังมีภัยก็คือถูกจ้วงจาบด้วย ซึ่งอันนี้ก็เป็นอันตรายอย่างหนัก สุรนันทน์ คือจริงๆแล้วสถาบันกษัตริย์เป็นที่ยึดมั่นอยู่ในใจของคนไทยทุกคน ทีนี้ในสามสถาบันพระคุณเจ้า ถ้าเราลองวิเคราะห์ทีละสถาบัน ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกคนยังมีความจงรักภักดี ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งที่สุด คือเสาหลักที่เข้มแข็งอยู่แล้วแต่ไปเข้มแข็งอยู่ท่ามกลางหมู่ประชาชนที่ไม่เห็นคุณค่า จะเข้มแข็งแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องมีวันแตกดับ ก็จะเหมือนเจดีย์กลางสี่แยกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้วนี่ ยังไม่พอนะ ต้องมีคนที่มาเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นด้วยสิ่งนั้นจึงจะมีความหมายสมบูรณ์แบบ 
สุรนันทน์ ในหลักยึดที่จะทำให้สถาบันแต่ละสถาบันมีคุณค่าขึ้นมา พระคุณเจ้ามองว่ามันเป็นหลักยึดเดียวกันมั๊ย หรือว่าแต่ละสถาบันเราควรจะต้องมีหลักยึดที่แตกต่างกัน ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าการที่จะทำให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คงอยู่ในสังคมไทยอย่างมีความหมาย สามสถาบันนี้จะต้องมีหลักยึดชนิดหนึ่งร่วมกัน หลักยึดชนิดนี้ก็คือภาษาพระเรียกว่าธรรมาธิปไตย หมายความว่า ถือธรรมะเป็นใหญ่ ธรรมะในที่นี้ก็คือความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ระเบียบประเพณีต่างๆ ถ้าชาติเอาธรรมาธิปไตยคือเอาความจริงเป็นใหญ่ คนในชาตินี้นะคุณโยมนะก็ไม่ทะเลาะกันหรอก เพราะอะไร...ทำอะไรก็คำนึงถึงธรรมมะ อะไรที่ไม่ถูกธรรมะเราก็ไม่ทำมันก็แค่นั้นใช่มั๊ย ทีนี้ศาสนาเอาธรรมะเป็นใหญ่อะไรที่มันขัดแย้งกับธรรมะพระก็ไม่ทำก็จะอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขน่ากราบน่าไหว้น่าศรัทธาน่าเลื่อมใส พระมหากษัตริย์ก็เหมือนกันอะไรที่ผิดกับทศพิธราชธรรมก็ไม่ทำ ถ้าไม่ทำก็มีความชอบธรรมในการเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ตลอดไป เห็นมั๊ยว่าชาติก็ดี ศาสนาก็ดี พระมหากษัตริย์ก็ดี ถึงที่สุดแล้วทุกคนจะต้องมีแกนอันหนึ่ง เป็นแกนกลางในการยึดเพื่อดำรงค์ความชอบธรรมกับสถาบันของตัวเอง สิ่งนั้นก็คือธรรมมะ การที่เรายึดธรรมะเป็นแกนกลางในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างนี้แหละเราเรียกว่าธรรมมาธิปไตยคือถือธรรมเป็นใหญ่ สุรนันทน์ พระคุณเจ้าครับเมื่อกี้พระคุณเจ้าพูดถึงธรรมาธิปไตย ทีนี้มันก็ง่ายล่ะพระคุณเจ้าไปพบคนมาเยอะทั้ง พระคุณเจ้ามีโอกาสเทศน์มีโอกาสฟัง แต่ถ้าจะบอกว่าอยู่ดีๆมาบอกว่าทุกคนจะต้องมีธรรมะในใจนะ มันก็พูดเป็นนามธรรมเหมือนกันนะพระคุณเจ้า ทำยังไงให้มันเป็นรูปธรรมอยู่ในจิตใจคนได้ ว.วชิรเมธี ก่อนอื่นมันต้องนิยามก่อนว่าธรรมะคืออะไร ที่เรารู้สึกกันว่าธรรมะมันยากนี่ อาตมาคิดว่าที่ว่ามันยากมันมีสองสามเหตุผล หนึ่งยากเพราะทัศนะคติเชิงลบของเราต่อธรรมะเองเราไม่รู้ว่าธรรมะมันคืออะไรมันคลุมๆเครือๆขรึมๆขลังๆ เราก็เลยคิดว่ามันยาก พอรู้สึกไม่ดีอยู่แล้วเราก็เลยไม่อยากไปยุ่ง พอไม่อยากไปยุ่งเราก็คิดว่ามันยาก สองที่มันยากเพราะว่าภาษาที่พระท่านใช้เวลาเทศน์ เวลาสอน เวลาบรรยาย เราเรียกว่าท่านใช้อารามมิกโวหาร คือโวหารหรือถ้อยคำของชาววัดเอามาพูดกับชาวโลกฟังดูแหมมันกว่าจะเข้าใจมันต้องปีนกำแพงหลายชั้นนะ เช่น พระอาจจะบอกว่าคุณโยมต้องมี “กัลยาณมิตร” ต้องมีวิธีคิดที่เป็น “โยนิโส” แค่นี้คุณโยมก็จอดแล้ว สุรนันทน์ แค่นี้ก็จอดแล้วครับขนาดรุ่นผมนะครับ ถ้าไม่พูดถึงวัยรุ่นซึ่งไม่เคยเห็นเลย ว.วชิรเมธี เจริญพร เพราะว่าภาษาวัดนี่เองนะทำให้คนไม่อยากฟังแล้ว พอฟังกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยหันหลังให้พระและก็วัดไป แล้วก็สามอาตมาคิดว่าตัวนี้สำคัญ พิธีกรรมที่ไม่สอดรับกับชีวิตประจำวันของเค้า บางทีเราไปเวียนเทียนพอเราไปถึงปุ๊บแทนที่จะเวียนเทียนเลย สวดมนต์อยู่ตั้งหนึ่งชั่วโมง ช่วงที่โยมมาถึงใหม่ๆอยากจะเวียนเทียนมากแต่มานั่งหลังขดหลังแข็งชัวโมงนึงอารมณ์ไม่ได้แล้ว มาครั้งเดียวเข็ดเลย คือพิธีกรรมมันยืดเยื้อไป แล้วในความยืดเยื้อนั้นบางทีมันไม่มีความลึกซึ้ง มันไม่มีความแยบคาย คนมันก็เลยเบื่อใช่มั๊ย ธรรมชาติความสนใจของมนุษย์เนี่ย 5 นาที 10 นาที แรกเค้าจะสนใจมากมีอารมณ์ร่วม แต่ถ้าอยู่กันสองสามชั่วโมงแล้วยังไม่มีพัฒนาการว่าจะยังไงต่อคนก็ต้องหลับแล้ว ถ้าไม่หลับก็ต้องถอยหลังหนีเรื่องพิธีกรรมก็กลายเป็นกำแพง แต่ตัวสำคัญที่สุดอาตมาคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ธรรมะยากแล้วคนรู้สึกไม่ดีกับธรรมะมากๆคือขาดการสื่อสารที่ดี ขาดผู้สื่อสารธรรมะที่เชี่ยวชาญช่ำชองแล้วก็แจ่มแจ้งลึกซึ้ง ตัวนี้แหละตัวสำคัญที่สุด สุรนันทน์ แต่ความสำคัญของสามส่วนนี้พระคุณเจ้า เมื่อก่อนนี้มันลงตัวนะ อย่างพิธีกรรมต่างๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ยังพาเข้าวัดสอน หรือพระสงฆ์องค์เจ้าไปแม้กระทั่งวัดธรรมดาๆก็น่านับถือ ธรรมมะบางทีฟังยากแต่ว่าอย่างน้อยภาษาก็ยังทันกัน ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วพระคุณเจ้ามองว่า สถาบันสงฆ์จะต้องเปลี่ยนอะไรที่ชัดเจนมากเพื่อให้ทำได้ ว.วชิรเมธี สถาบันสงฆ์จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ ประการที่หนึ่งเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไขการบริหารการปกครองให้มีลักษณะกระจายอำนาจ แล้วก็มีความคล่องตัวมากกว่านี้ ถามว่าทำไมต้องเปลี่ยน เพราะทุกวันนี้รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง พอรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางนี้การบริหารจัดการก็เกิดความอืดอาดยืดยาดล้าช้า เวลามีปัญหาขึ้นมาทีสังเกตมั๊ย สื่อมวลชนตีข่าวพระอยู่เป็นอาทิตย์ อยู่เป็นสองอาทิตย์ แต่เราก็เห็นได้ชัดเลยว่ายังไม่มีสถาบันสงฆ์ออกมาพูดว่าที่ถูกมันเป็นอย่างนี้ แล้วที่ไม่ถูกมันเป็นอย่างนั้น แล้วก็ปล่อยให้ภาพลักษณ์ของสถาบันสงฆ์ถูกทำลายโดยสื่อมวลชนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าสื่อเค้าอยากทำลายนะสื่อก็รายงานไป แต่เค้าไม่ได้คำตอบไงว่าไอ้ที่ถูกต้องมันคืออะไร เพราะฉะนั้นในการบริหารการปกครองคงจะต้องปรับกันขนานใหญ่ สุรนันทน์ ฉะนั้นสถาบันสงฆ์ตอนนี้เหมือนกับระบบราชการใหญ่ๆอันนึง ว.วชิรเมธี เจริญพร คืออาตมาคิดว่าระบบมันใหญ่ อืดอาดซับซ้อน เหมือนคนอ้วนน่ะคุณโยม ขยับตัวลำบาก นั่งอยู่ตรงไหนแล้วก็นิ่งเลย รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่คล่องไม่แคล่ว เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าน่าจะมีการปรับองค์กรให้มีความคล่องแคล่วมากขึ้น ด้วยการบริหารจัดการในลักษณะที่กระจายอำนาจมากขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น สองสิ่งที่จะต้องปฏิรูปสำคัญที่สุดเลยนะ ก็คือการปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ ให้พระสงฆ์มีความลึกซึ้งในทางธรรมะ ขณะเดียวกันมีความรอบรู้ในทางโลก ถ้าลึกซึ้งในเรื่องของธรรมะแต่ไม่รอบรู้ในทางโลกท่านก็รู้แต่ทางธรรม และก็เทศน์ได้แต่คนใกล้วัดของท่าน ท่านไม่สามารถเชื่อมโยงคำอธิบายธรรมะของท่านเข้ากับศาสตร์ร่วมสมัย ก็ความรู้ธรรมะที่ดีที่สุดแต่ไม่มีความรู้ทางโลกมาเป็นเครื่องมือก็เหมือนปลากระป๋องที่ไม่มีที่เปิดกระป๋อง มันมีประโยชน์นะแต่ถ้ามันไม่มีที่เปิดนะ สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับว่าทักษะ เอาทักษะการสื่อสารเข้ามาปรับเพื่อให้พระสามารถเทศน์ให้คนเข้าใจได้ ว.วชิรเมธี เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ท่านมีการศึกษาในทางธรรมที่ลึกซึ้ง สุรนันทน์ เพราะฉะนั้นการไปเรียนเป็นเปรียญถึง 9 ประโยค อะไรพวกนี้ก็ยังจำเป็น ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าจำเป็นอยู่แต่ไม่พอ คือเราจบเปรียญธรรม 9 ประโยค เราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็เหมือนด๊อกเตอร์ สมมุติเป็นด๊อกเตอร์ทางฟิสิกส์ไปถามทางการเมืองท่านก็ไม่รู้แล้ว หรือถ้าเป็นด๊อกเตอร์ทางการเมืองไปถามทางสังคมศาสตร์ท่านก็ไม่รู้แล้ว ฉะนั้นการที่เราเรียนสูงไม่ได้หมายความว่าเราจะรอบรู้ทุกเรื่อง เราแค่รู้ทีละเรื่องๆๆ ทีนี้พระยิ่งแล้วใหญ่เลยพระรู้แต่ธรรมะ พอเดินออกจากวัดทีนึง โอ้โห..โลกเปลี่ยนไปมโหฬารเลย ทีนี้ความรู้ของท่านเนี่ยมันก็เหมาะกับยุคสมัยหนึ่ง ทีนี้พอท่านไม่รู้ศาสตร์สมัยใหม่ท่านจะสื่อสารกับใคร ท่านเรียนภูมิปัญญาในยุคโบราณ แต่กำลังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ภาษาวัยรุ่นก็บอกว่ามันผิดฝาผิดตัวมันไปกันคนละทิศคนละทาง สุดท้ายความรู้ที่มีมากมายก็ทำประโยชน์อะไรได้น้อย 
สุรนันทน์ ในอดีตมีการสังคายนาลักษณะปฏิรูปอย่างนี้บ้างไหมครับ ว.วชิรเมธี ก็มีปฏิรูปมาเป็นระยะๆคุณโยม ตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ 4 ซึ่งปฏิรูปการพระศาสนาให้ทันกับการรับมือจักรวรรดินิยมตะวันตก หลังจากยุคนั้นก็มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการพระศาสนาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นท่านพระพุทธทาสภิกขุก็ปฏิรูปอีกครั้งหนึ่ง และยุคนี้เป็นยุคที่วิเศษที่สุดเลย แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง พอสิ้นยุคของท่าน อาตมาคิดว่าตอนนี้บรรยากาศของพุทธศาสนาในเมืองไทยกลับเข้าไปสู่ในบรรยากาศไสยศาสตร์เยอะแยะมากมาย สุรนันทน์ สถาบันสงฆ์มีการคุยกันมั๊ยครับ ในหมู่พระสงฆ์ว่า เราจะสร้างไม่ใช่สร้างแค่พระ แต่จะสร้างผู้นำของพระได้อย่างไร ว.วชิรเมธี เจริญพร ถามว่าคุยมั๊ยในระดับผู้ใหญ่เนี่ยอาตมาภาพบอกตามตรงว่ายังไม่รู้ แต่ในระดับพระทำงานอย่างรุ่นอาตมาเนี่ยประมาณ 30 ต้นๆขึ้นไปก็ได้คุยกันตลอด แล้วเราก็มองเห็นร่วมกันว่ารอให้คนอื่นเปลี่ยนนั้นเมื่อไหร่ไม่รู้เค้าถึงจะเปลี่ยน สู้เราเปลี่ยนที่ตัวเองดีกว่าเพราะฉะนั้นพระหนุ่มรุ่นใหม่จำนวนมากที่ได้รับการศึกษาดีทั้งทางโลกทางธรรม คุณโยมจะสังเกตว่าเดี่ยวนี้เท่าทันทางโลกเท่าทันทางธรรมแล้วก้าวออกมาทำงานมากขึ้น ซึ่งถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปอาตมาคิดว่าก็น่าจะเป็นผลดีต่อสถานการณ์ทางพุทธศาสนาในสังคมไทย สุรนันทน์ เราคุยกันเรื่องของการสร้างพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่จะเป็นทั้งผู้ที่มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในภาษาที่คนเข้าใจ และก็ผู้นำด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีพระสงฆ์เหมือนกับทุกองค์กรมีทั้งคนดีคนไม่ดี พระก็ดูจะเหมือนมีทั้งพระที่ดีๆแล้วก็พระที่ไปทำเรื่องที่เสียชื่อเสียงและดูจะเป็นข่าวมากกว่าอีก ตรงนี้ได้มีการหารือกันมั๊ยครับว่าเราควรจะวางมาตรการอะไรที่จะดูแลพฤติกรรมของพระเหล่านี้ ว.วชิรเมธี เดี๋ยวนี้คณะสงฆ์ก็มีพระวินยาธิการ พระวินยาธิการก็เรียกกันง่ายๆว่าตำรวจพระเข้ามาทำหน้าที่สอดส่องดูแลตรงนี้ด้วย แต่อาตมาคิดว่าการแก้ปัญหาด้วยการตามจับคนผิดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ เราต้องไปที่ต้นน้ำ ฉะนั้นสิ่งสำคัญต่อมาที่เราจะต้องปฏิรูปคืออะไร อาตมาคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปการบริหารจัดการงานของสถาบันสงฆ์ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว ทันสมัย และก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของยุคนี้ให้มากขึ้น เช่นในทางโลกเค้าก็มีการปรับองค์กรที่เราเรียกว่าเป็นรีเอ็นจิเนียริ่ง อาตมาคิดว่าบางทีการทำงานของพระสงฆ์แต่ละองค์กรจะต้องรีเอ็นจิเนียริ่ง คือยกเครื่องกันใหม่ เช่น สำนักงานของเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค กระทั่งมหาเถระสมาคม อาจจะต้องมี Call Center คอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ ให้มีศูนย์ข้อมูลที่ทันอกทันใจได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจจะมีฝ่ายธรรมะบริการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลญาติโยมในการช่วยเหลือเกื้อกูลในการให้คำแนะนำกรณีต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะถ้าหากเรายังบริหารจัดการองค์กรกันอยู่อย่างนี้นะ คนไทย 60 ล้านคน แต่มีพระนักเทศน์ไม่มาก และถ้าพระรูปไหนที่เป็นพระนักเทศน์คนก็จะกองอยู่ที่ท่าน งานก็จะไปกองอยู่ที่ท่าน ทำงานกันแทบล้มประดาตาย ไม่เพียงสังคมไม่ดีขึ้นท่านจะไปก่อนสังคม เห็นมั๊ย คือกำลังคนมันไม่พอกันก็จะหมดแรงก่อน เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่าเราจะต้องหันกลับมาบริหารจัดการให้มันมีความคล่องตัว และก็เปิดช่องว่างให้พระรุ่นใหม่ได้ทำงาน คือบางทีพระของเรามักจะไปติดกันว่าต้องเป็นพระที่อายุพรรษาเยอะๆถึงจะไว้ใจให้ทำงาน ที่นี้พออายุพรรษามากๆพอได้ทำงานปับอยู่ไม่กี่ปีก็ไปเพราะแก่แล้วนี่ ขณะเดียวกันคนที่พร้อมจะทำงานอาตมาคิดว่าอายุ 20 ให้เค้าทำงานได้แล้ว ทีนี้ถ้าเกิดว่าทำได้มาก อายุงานก็มีมากมาย สุรนันทน์ พระคุณเจ้าพูดเหมือนกับว่าพระก็มีหมดไฟเหมือนกัน ว.วชิรเมธี เจริญพร อาตมาก็คิดอย่างนั้น คือบางทีเราพึ่งได้ทำงานตอนอายุ 60 แล้วขึ้นมาเป็นผู้บริหารอาตมาว่าไม่ทันแล้ว ไฟมันลงไปๆในขณะที่ปัญหาสังคมมันกำลังรุก ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็แรง แล้วก็เข้มข้น ทีนี้ผู้บริหารที่สูงอายุมากๆในทางโลกเค้าเกษียร แต่ของพระกำลังให้ทำงานมันก็รับมือกับปัญหาต่างๆไม่ได้ ชาวโลกก็บอกว่าไม่ทันใจ ฉะนั้นจึงมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งบอกว่าบางทีคณะสงฆ์ก็เป็นได้แค่เสือกระดาษ คือไม่ทันอกไม่ทันใจก็ต้องปฏิรูป แล้วก็ประการที่สี่ สิ่งที่ต้องปฏิรูปนะการวางยุทธศาสตร์การแผยแผ่พระพุทธศาสนา ทุกวันนี้เราเป็นลูกของพ่อเดียวกันคือพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกฉบับเดียวกัน แต่คุณโยมเชื่อมั๊ยคุณโยมก็จะเห็นพระ หรือบางทีก็ออกมาทำปลัดขิกขาย บางทีก็ตะกรุด บางทีก็ของขลัง บางทีก็เทพบ้าง อาตมารู้สึกว่า เอ..ทำไมมันไม่ตรงกับพระไตรปิฎกนะ บางรูปก็บอกใบ้ให้หวย บางรูปก็ไปเลยนะหน้าทองของท่านไป บางรูปก็คุณวิเศษณ์เวทย์ไสย์ บางรูปก็แสดงฤทธาปาฏิหารย์ บางรูปก็นู๊นเลยไปขึ้นเวทีม๊อบต่างๆเลย เอ๊ะทำไมมันมีความแตกต่างหลากหลายขนาดนี้ ทำไมไม่มีการวางยุทธศาสตร์การเทศน์ การสอนให้ออกมาแล้วพูดง่ายๆว่ามีการรับประกันคุณภาพหน่อย ทุกวันนี้เวลาอาตมาจะเทศน์ อาตมาถือหลักว่าอาตมาทำการรับประกันการเทศน์ ทุกครั้งที่จะเทศน์ต้องมีการศึกษาต้องหาข้อมูล ต้องตั้งความหวังว่าโยมจะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เป็นความรู้ใหม่เสมอ อาตมาภาพอยากให้พระนักเทศน์ทุกคน ก่อนจะเทศน์ก่อนจะสอนทำตัวอย่างนี้ พูดง่ายๆว่าพระ พยายามฝึกให้ตัวเองมีมาตรฐานในการเทศน์ในการสอน เพราะว่าเดี๋ยวนี้คุณโยมก็จะเห็น เอ๊ะ..พระวัดนี้บอกว่าเอาทำบุญนะตามศรัทธานะ พระวัดนี้ก็บอกว่ามีเท่าไหร่ทุ่มเลยโยมหมดตัวได้ยิ่งดี ทำไมมันไปกันคนละทาง พระบางวัดบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปกราบนะก็คงจะเห็นข่าวใช่มั๊ย แต่พระบางวัดก็บอกว่าเราไม่เพียงแต่จะต้องกราบท่านเท่านั้น เราต้องมาช่วยกันสร้างองค์ใหญ่ๆด้วย ทำไมในหมู่พระด้วยกันสอนคำสอนจากพระบรมศาสดาคนเดียวกัน แต่ไปคนละทิศละทาง สุรนันทน์ ก็หมายความว่าในบางส่วน หรือบางวัด พระบางองค์ ความเป็นวัตถุนิยมก็เข้าไปเยอะสิครับ ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าวัตถุนิยมทะลุทะลวงไปจนถึงเรือนชานกุฏิของพระสงฆ์ เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าถ้าสถาบันสงฆ์อยากจะคงบทบาทอยู่ในสังคมอย่างมีความหมาย ก็ต้องปฏิรูปในสามสี่ประเด็นที่เราพูดมาโดยรวมก็คือ การบริหารการปกครอง สองการปฏิรูปการศึกษา สามก็คือการจัดการ สี่ก็คือยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาให้มีคุณภาพและทิศทางที่ชัดเจน สุรนันทน์ แต่อย่างไรก็ตามอันนั้นเป็นสิ่งที่ทางฝ่ายสงฆ์ทำ แต่ก็ต้องยอมรับตรงๆนะพระคุณเจ้า ว่าไอ้ศาสตร์ที่งมงาย ไอ้ไสยศาสตร์เนี่ยมันดึงดูดคนได้ง่ายกว่าเยอะเลย มีความรู้สึกว่าแหมมันไปแล้วมันมีทั้งสนุก มีทั้งเป็นที่พึ่ง แก้ปัญหาให้เค้าได้ทันที อย่างหมอดูก็สามารถบอกเค้าได้เลยคุณไปทำชีวิตอย่างนี้ แต่ไปคุยกับพระบางทีต้องเหมือนต้องไปนั่งสมาธิอีก เป็นปีกว่าจะได้ ว.วชิรเมธี คืออย่างนี้ ชอบอะไรที่มันรวดเร็วทันใจ เปิดปุ้บติดปั๊บ มนุษย์ชอบอะไรอย่างนี้ ถ้าไปหาพระที่เป็นปัญญาชนบอกว่าโยมอยากรวยใช่มั๊ย หนึ่งขยันหา รักษาดี มีกัลญาณมิตร ใช้ชีวิตแบบพอเพียง โอ๊ย..มันนานเหลือเกินกว่าจะถึงตรงนั้น เอาอะไรง่ายๆมั๊ย เอ้า..โยมเอารุ่นนี้ไปรับรองกูให้มึงรวย เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าไสยศาสตร์ก็ยังคงมีบทบาทอยู่ แต่อาตมาไม่ได้บอกว่าการที่ไสยศาสตร์มันคงอยู่มันไม่ดีนะ อาตมาว่ามันดี แต่มันไม่ใช่ดีถึงที่สุด แล้วสิ่งที่น่าสังเกตก็คือสังคมไทยจะไปได้แค่ไสยศาสตร์แค่นั้นหรือ เราไปได้ไกลกว่านั้นได้มั๊ย ถ้าเราสามารถพาโยมไปให้ไกลได้กว่าไสยศาสตร์ได้มั๊ย อาตมาเคยวิเคราะห์ไว้เป็นบทความเรื่องเหตุปัจจัยที่เมืองไทยยังคงล้าหลังได้ตั้ง 14 ข้อ หนึ่งในนั้นอาตมาบอกว่า เหตที่เมืองไทยยังคงล้าหลังเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิมีมากเกินไป คุณโยมสังเกตมั๊ยในบ้านเมืองที่เจริญแล้ว อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส สิ่งศักดิ์สิทธิเค้าจะน้อยมาก แต่การศึกษาเค้าจะดีมากๆ 
สุรนันทน์ เพื่อนฝรั่งผมมา ผมยกมือไหว้ไปหมดเพื่อนฝรั่งงง บอกว่าไปบ้านไอไม่เห็นไปยกมือไหว้อนุสาวรีย์เขาเลย ว.วชิรเมธี เจริญพร คือการที่เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิมากเกินไปทำให้คนไทยไม่เรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเอง เวลาบ้านเมืองวิกฤตคุณโยมสังเกตมั๊ย บ้านเมืองไม่เปลี่ยน เราก็บอกว่าต้องเปลี่ยนดวงเมือง ต้องทำบุญประเทศ ผู้นำต้องระมัดระวังคำพูด เพราะว่าช่วงนี้พุทธอยู่ที่ปาก แล้วก็ต้องบูชาโน้นบูชานี่เยอะแยะไปหมดเลย คุณโยมสังเกตมั๊ยว่าเมื่อตอนเป็นคนธรรมดาๆ ผู้นำทางการเมืองก็ไม่เชื่อสิ่งเหล่านี้ ทีนี้พอมีอำนาจวาสนาหันมาเชื่อไสยศาสตร์มากขึ้นแล้วคุณโยมคิดว่า ประเทศที่บริหารด้วยไสยศาสตร์ซึ่งมีคำแนะนำแต่ไม่มีการรับประกันหลังการแนะนำ บ้านเมืองมันจะมีอนาคตยังไง เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าถ้าบ้านไหนเมืองไหนมีสิ่งศักดิ์สิทธิมากเกินไปนั้นสะท้อนแนวโน้มว่าบ้านเมืองกำลังเสื่อม กำลังเสื่อมอย่างแรงเลยทีเดียว สุรนันทน์ พระคุณเจ้าพูดถึงความที่ผู้นำประเทศหลายๆคน ไม่ใช่ทุกคนหรอกแต่หลายๆคนไปงมงายเรื่องไสยศาสตร์ ไปงมงายเรื่องความเชื่อบางอย่าง ที่ไม่ใช่เป็นความเชื่อทางพุทธ แล้วก็ทำให้บางทีสังคมหรือการเมืองเองอาจจะหลงผิดไป ธรรมะกับการเมืองเข้ากันได้ไหมครับ ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าไม่เพียงแต่เข้ากันได้นะ จริงๆมันคือเรื่องเดียวกัน ถามว่าทำไมต้องเป็นเรื่องเดียวกัน การเมืองเป็นเรื่องอะไร การเมืองก็คือเรื่องการบริหารจัดการผลประโยชน์เพื่อที่จะให้ประชาชนทั้งชาติ ถึงทรัพยากร ถึงผลประโยชน์ของชาติร่วมกันอย่างยุติธรรม ทีนี้คนที่จะมาเป็นผู้บริหารจัดการผลประโยชน์ของชาติให้กับประชาชนถ้าไม่มีธรรมะมันจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะกลายเป็นการจัดสรรผลประโยชน์ของชาติเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ง่ายๆเลยพอจัดสรรผลประโยชน์ของชาติเป็นผลประโยชน์ของตัวเองการเมืองก็วิกฤตทันที ด้วยเหตุนี้การเมืองจึงต้องมีธรรมะ เพราะธรรมะเป็นเครื่องมือในการทำให้นักการเมืองนั้นทำประโยชน์สุขให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุรนันทน์ แต่ทำอย่างไรจะให้นักการเมืองมีธรรมะในใจ ว.วชิรเมธี เบื้องต้นต้องแก้ความเข้าใจผิดก่อนคือคนไทยมีความเข้าใจผิดๆว่า ธรรมะอยู่ก้อนนึง การเมืองอยู่ก้อนนึง ธรรมะเป็นเรื่องของพระและวัด การเมืองเป็นเรื่องของชาวบ้านคนมีกิเลส พอคิดอย่างนี้ นักการเมืองก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรมหรอก ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของชาววัดเค้า พวกเราอยากทำอะไรก็ทำตามภาษาคนมีกิเลส แล้ววิ่งตามกิเลสไปเป็นยังไงก็เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน คอรัปชั่นเชิงนโยบาย แล้วก็เกิดการฉ้อราษฏร์บังหลวง อาตมาคิดว่าถ้าทิ้งเอาไว้อีก 10 ปี นะการคอรัปชั่น จะกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของคนไทยซึ่งตรงนี้ถ้านักการเมืองไม่ตระหนักรู้บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นหลังของเราน่าเป็นห่วงมากๆ ฉะนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหาตรงนี้นักการเมืองจะต้องเอาธรรมะเลยมาเป็นเข็มทิศในการทำงานทางการเมือง ยิ่งมีธรรมะจะยิ่งเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จในเวทีการเมือง ยิ่งขาดแคลนธรรมะจะยิ่งเป็นนักการเมืองที่ล้มเหลวในทางการเมือง สุรนันทน์ อะไรคือ ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด พระคุณเจ้าผมเองก็เคยอยู่ในวงการเมือง หลายคนที่เริ่มต้นดีแต่พอเลี้ยวผิดทาง หรือพอเงินผ่านมือเยอะขึ้นเสียผู้เสียคนไป อะไรที่จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้นักการเมืองหรือแม้กระทั่งคนธรรมดาที่มีโลภ โกรธ หลง ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าสติกับปัญญา สติจะทำให้นักการเมืองบอกตัวเองอยู่เสมอ ว่าเราเป็นแค่ข้าช่วงใช้ของประชาชน เรามาทำงานเพื่อเป็นผู้ให้ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อเป็นผู้กอบโกย ถ้าคุณมีสติคุณยืนอยู่ตรงจุดนี้อย่าให้มันเลยเส้นนี้ไป นักการเมืองคือผู้ให้ไม่ใช่ผู้กอบโกย นี่คือสติ คุณจะต้องชัดเจนนะ สองปัญญาทุกครั้งที่ทำอะไรให้ใช้ปัญญาให้ใช้เหตุให้ใช้ผลอย่าใช้อารมณ์ อย่าใช้ผลประโยชน์มาจูงใจ อย่าใช้พรรคพวกเพื่อนฝูงมาเป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจทางการเมือง ถ้าเราชัดเจนในสติว่านักการเมืองคือผู้ให้ และชัดเจนในปัญญาว่าทุกอย่างต้องมีเหตุมีผลรองรับต้องอธิบายได้ต้องโปร่งใสแค่นี้ก็เป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ สุรนันทน์ ก็เหมือนกับว่าเราต้องกลับไปสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ว.วชิรเมธี เจริญพร เพราะฉะนั้นอาตมาอยากจะบอกว่าเมืองไทยเสียเวลามากเหลือเกินกับการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่กี่ฉบับเข้าไปแล้วเนี่ย แต่สิ่งหนึ่งที่เราขาดก็คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเราขาดอย่างแรงเลย เวลาเราไปต่างประเทศคุณโยมก็จะสังเกตเห็นใช่มั๊ยว่าเราเดินๆอยู่ในอเมริกาทุกหนทุกแห่งถ้าคุณจะข้ามถนนนะคุณต้องไปทางม้าลาย ถ้าไม่ใช่ทางม้าลายแล้วคุณไปข้ามรับรองได้เลยว่าคุณได้เจอตำรวจแน่ๆ หรือคุณไปยืนรอเช็คอินถ้าคุณลัดคิวนิดเดียวตำรวจมาเลยสังคมเค้าไม่ยอม อาตมาได้อ่านหนังสือพิมพ์ว่าตำรวจจับคุณยายคนหนึ่งขึ้นโรงพัก โทษฐานที่ว่าคุณยายปล่อยให้สนามหญ้าของตนเองนี่ตายไม่ดูแลนี่เค้าสะท้อนอะไร สะท้อนว่าคุณยายมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้หน้าที่ของคุณยายก็คือต้องดูแลซิอย่าให้หญ้าตายอย่าให้ต้นไม้เฉาถ้าไม่ดูแลกฎหมายก็มาเล่นงาน นี่คือวัฒนธรรมประชาธิปไตยในชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ในเมืองไทยเนี่ยวัฒนธรรมประชาธิปไตยเรื่องสิทธิก็ดี เรื่องหน้าที่ก็ดี การเคารพกฎจราจรก็ดี มันไม่ลงลึกถึงประชาชน สุรนันทน์ วันนี้ทุกคนพูดเหมือนกับทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่ค่อยให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตรงนี้ธรรมะในทางธรรมสอนไว้บ้างไหมครับ ว.วชิรเมธี คือคำว่าสิทธิเสรีภาพทำไมเราจึงปฏิบัติผิดๆ เพราะเราไม่เข้าใจ สิทธิต้องมาพร้อมหน้าที่ เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าสิทธิไม่ได้มาพร้อมหน้าที่นะคนจะเอาแต่เรียกร้องสิทธิ์ ชั้นอยากได้โน้นชั้นอยากได้นี่ แต่ถามว่าแล้วคุณทำอะไร คุณไม่ทำอะไรเลย ก็ปล่อยให้คนอ้างสิทธิ์ ถ้าอ้างสิทธิ์มนุษย์จะอ้างสารพัดแหละ เพราะอะไรมนุษย์ทุกคนมีความต้องการ สิทธินี้วางหลักการพื้นฐานอยู่ตรงการตระหนักรู้ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการ ถ้าเขามีความต้องการแล้วเขาก็อ้างสิทธิ์ ฉันต้องได้โน้นฉันต้องได้นี่ โดยไม่มีการทำหน้าที่มาควบคู่กัน เมืองไทยจะกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักเรียกร้องสิทธิ์ แต่ไม่มีการทำหน้าที่เกิดขึ้น แล้วจะเจริญมั๊ยอย่างนี้ ก็ไม่เจริญไม่มีคนทำงานไม่ทำงานแต่เรียกร้องเงินเดือนสูงๆ ไม่เป็นนักการเมืองที่ดีแต่เรียกร้องประชาชนว่า อย่ามาเดินขบวนได้มั๊ย มันไม่ได้คุณเอาแต่เรียกร้องสิทธิแต่คุณไม่ทำหน้าที่คุณก็ไม่มีความชอบธรรม 
สุรนันทน์ พระคุณเจ้าพูดอย่างนี้ ถ้าฟังอย่างนี้ในฐานะที่ผมเรียนรัฐศาสตร์ พุทธศาสนากับประชาธิปไตยก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่า ประชาธิปไตยถ้าอยากให้เจริญต้องมีพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง พูดอย่างนี้ไม่ใช่อาตมาเป็นพระก็แน่ล่ะซิไม่ใช่เลย พุทธศาสนาคือระบบภูมิปัญญาที่เป็นสากล ถ้าคุณรังเกียจคำว่าพุทธศาสนาคุณใช้คำว่าภูมิปัญญาที่เป็นสากลก็ได้ ดูซิคำสอนคำไหนของพระพุทธเจ้าที่ท่านพูดออกมาแล้วนักปราชญ์ราชบัณฑิตยอมรับไม่ได้บ้าง มันเป็นหลักเหตุผลแท้ๆเลยฉะนั้นถ้าเราเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาบูรณาการในการทำงานทางการเมือง อาตมาคิดว่านักการเมืองทุกคนประสบความเร็จ และไหนๆพูดเรื่องการเมืองก็อยากจะพูดอีกแรงจูงใจนึงที่คุณโยมถามว่าทำไมนักการเมืองถึงล้มเหลว เพราะนักการเมืองเนี่ยมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจทางการเมือง การทำงานทางการเมืองสิ่งสำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้านักการเมืองตัดสินใจทางการเมืองไม่เป็นก็นำความวิบัติมาให้มากมาย เหมือนที่เราเห็นในสังคมไทยของเรา การตัดสินใจทางการเมืองมีสามรูปแบบนะคุณโยม หนึ่งโลกาธิปไตยก็คือเอาเสียงข้างมากว่า คือ ประชาชนอยากได้อะไร นโยบายไหนมันถูกใจประชาชนมันได้คะแนนเอาไว้ก่อน ถูกศีลธรรมมั๊ยเอาไว้ก่อน ถูกกฎหมายมั๊ย ไม่เป็นไรแก้กฏหมายให้สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการแล้วมันได้คะแนน ทำแบบนี้ก็หายนะได้ นี่คือการตัดสินใจในลักษณะที่เรียกว่าโลกาธิปไตยเอาประชาชนเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของประชาชน สุรนันทน์ ปริมาณอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีคุณภาพด้วย ว.วชิรเมธี ในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อเราพูดถึงเสียงของประชาชน เราหมายถึงเสียงที่มาพร้อมคุณภาพด้วย ไม่ใช่เสียงอย่างเดียวเพราะถ้าเอาเสียงอย่างเดียวใครๆก็มีเสียงใช่มั๊ย ทำยังไงจะให้เสียงเหล่านั้นมีคุณภาพ ในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเค้าจึงให้ความสำคัญต่อการศึกษาสูงมาก เห็นมั๊ยคุณโยมในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สิงคโปร์นี่นะกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเป็นอันดับสองรองจากกระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงมหาดไทย ในประเทศฝรั่งเศสนี่ให้เรื่องการศึกษาขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอะไร ถ้าไม่เช่นนั้นประชาชนออกเสียงแต่เป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพก็มีปัญหา สองก็คืออัตตาธิปไตย อัตตาธิปไตยก็คือฉันเป็นฉันเอง ในเมืองไทยคุณโยมเคยได้ยินมั๊ย จอมพล สฤษดิ์ ธนรัตน์ บอกว่าข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แล้วจะไว้ใจได้มั๊ยล่ะ ถ้าเกิดผู้นำคุ้มดีคุ้มร้าย ผีเข้าผีออก แล้วก็ถูกหมอดูชักนำอย่างนี้ แล้วก็มาบริหารประเทศโดยไม่เป็นตัวของตัวเอง ประเทศก็วุ่นวาย พึ่งคนเดียวไม่ได้หรอกโบราณก็บอกว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว อัตตาธิปไตยก็เหมือน ฮิตเลอร์ เหมือน พอล พต เหมือน เบนิโต มุสโสลินี นั่นแหละคือบทเรียนที่ว่าอัตตาธิปไตยเมื่อไหร่ก็หายนะเมื่อนั้น สามธรรมาธิปไตย ผู้นำที่ตัดสินใจโดยเอา ความจริง ความถูกต้อง แล้วก็กฎหมาย แล้วก็ระเบียบประเพณีเป็นแกนกลางในการตัดสินใจ จะตัดสินใจทางการเมืองทุกครั้งถามว่าหนึ่งมีความจริงรองรับมั๊ย ไม่ใช่การเล่นเล่ห์เพทุบาย สองเอาความถูกต้องก็คือมันถูกกับศีลธรรมมั๊ย นักปราชญ์ราชบัณฑิตยอมรับได้มั๊ย สามถูกกฎหมายในทางนิติศาสตร์ใช้ได้มั๊ย สี่ก็คือระเบียบประเพณีแต่โบราณสืบกันมาเคยมีมั๊ยแบบนี้ถ้ามีก็ทำตามนั้น ถ้าตัดสินใจโดยยึดสี่อย่างนี้เค้าเรียกว่าธรรมาธิปไตย แล้วใครๆก็เล่นงานเราไม่ได้ ก็เป็นนักการเมืองที่ใช้ได้ สุรนันทน์ อาจารย์ครับเราครอบคลุมเกือบหมดแล้ว แต่ปัญหาใหญ่วันนี้อีกปัญหานึง ซึ่งอย่างผมมีลูกเป็นวัยรุ่นก็เริ่มเป็นห่วงว่าวัยรุ่นไทยกำลังเข้าไปสู่ระบบ เมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องผู้ใหญ่แต่เด็กเองก็ยังไม่มีภูมิคุ้มกันเลย แล้วก็ห่างไกลธรรมะมากกว่าผู้ใหญ่ด้วย ท่านอาจารย์มองแล้วควรจะแก้ไขยังไงครับ ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าเด็กจะมีอนาคตหรือไม่ ให้ดูว่าผู้ใหญ่คิดยังไงกับเด็ก ถ้าผู้ใหญ่เค้ารู้ว่าเด็กมีความสำคัญ ผู้ใหญ่จะไม่ปล่อยให้เด็กอยู่กันตามลำพัง โตกันตามลำพัง เรียนกันตามลำพัง ใช้ชีวิตกันตามลำพัง แต่ผู้ใหญ่จะเข้ามาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด คุณโยมเคยได้ยินคำโบราณที่ท่านพูดถึงเด็กมั๊ยท่านบอกว่าให้ใช้คำว่าเลี้ยงดู ให้เลี้ยงดู หรือบางทีท่านก็ใช้ว่าอบรมบ่มนิสัย เลี้ยงนี่หมายความว่าอะไร ดูอยู่ใกล้ๆหรือเอาเด็กมาอยู่ใกล้ๆ เหมือนนักฟุตบอลเลี้ยงลูกฟุตบอล อย่าให้ลูกฟุตบอลห่างเท้าอันนั้นคือเลี้ยงลูกฟุตบอล ดูก็คืออะไร จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าเค้ามีพฤติกรรมยังไง มีวิวัฒนาการที่น่าพอใจมั๊ย อันนี้ก็คือเลี้ยงแล้วก็ดู เลี้ยงหมายความว่าเอามาอยู่ใกล้ๆเราจะได้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ ดูก็คืออะไรที่มันผิดปกติก็รีบเข้าไปแก้ไข คำถามคือทุกวันนี้พ่อแม่กี่คนที่มีเวลาเลี้ยงคืออยู่ใกล้ลูก ดูคือเฝ้าจับตาดูลูกอย่างใกล้ชิดแล้วก็พยายามเป็นครูคนแรกของลูก เวลานี้ลูกๆส่วนมากอยู่กับคนใช้บ้างอยู่กับคุณตาคุณยายบ้าง อยู่กับโทรทัศน์ กับเกมส์ GTA ใช่มั๊ย แล้วก็เป็นยังไงทุกวันนี้ ผลผลิตมันก็ออกมาอย่างนั้นมันสะท้อน สะท้อนว่าพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่เห็นหรือยัง เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าปัญหาของเด็กนะ แท้ที่จริงเพราะผู้ใหญ่เป็นปัญหา สุรนันทน์ แต่พ่อแม่หลายคนก็เหมือนกับว่าบางทีก็ไปอ้างบอกว่ามีปัญหาเศรษฐกิจ ต้องไปหาเลี้ยง เดี๋ยวนี้สามีภรรยาคนนึงจะหยุดทำงานไม่ได้ ก็ต้องทำงานทั้งสองคนไม่งั้นหาเลี้ยงไม่ได้ ที่ทำทั้งหมดเพื่อลูก ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ถ้าคุณบอกว่าคุณทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่สุดท้ายคุณได้ลูกเลวๆมาคนหนึ่ง เห็นมั๊ยมันไม่คุ้มใช่มั๊ย พ่อแม่ออกบ้านแต่ตีห้าแล้ว กลับบ้านสามทุ่มสี่ทุ่ม หาเงินหาทองแทบล้มประดาตาย ทั้งหลายอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่คุณโยมรู้มั๊ยคุณมีเงินเป็นร้อยล้าน แต่สิบปีนั้นคุณแทบไม่ได้อยู่กับลูกเลย พอมีเงินร้อยล้านปุ๊บคุณถึงจะเริ่มอยู่กับลูกแล้วมาสอนคุณโยมว่าทันมั๊ย มันเลยไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูกมันต้องการเวลา ต้องการความใกล้ชิด ต้องการการเอาใจใส่ คนจำนวนมากอยากให้ลูกดีแต่ไม่มีเวลาดีๆให้แก่ลูก ลูกก็เลยเอาดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า ถ้าอยากให้ลูกดีพ่อแม่ต้องดีก่อน คนจำนวนมากมักจะไปโทษเด็กแท้ที่จริงอาตมาว่ากลับมาเริ่มต้นที่เราเถอะ โทษที่เรา เพราะถ้าคุณโทษที่เด็กคุณโยมรู้มั๊ยเด็กจะได้อะไร อย่างดีที่สุดเด็กก็ได้รับการกล่าวโทษ ถูกประณาม แต่ถ้าโทษที่พ่อแม่อาตมาคิดว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข 
สุรนันทน์ ครับ แต่ถ้าอยู่ในครอบครัว สมมุติบางครอบครัวเป็นครอบครัวที่ดี ดูแลลูกใกล้ชิดไอ้รอบบ้านนี่ไปหมดแล้ว พอลูกของตัวเองซึ่งดีเนี่ยไปมั่วสุมหรือไปมีเพื่อนชักจูงไป ไอ้สิ่งล่อใจในสังคมเราเหล่านี้เนี้ยมันมีอะไรที่เราจะไปทำให้มันหยุดได้มั๊ย หรือว่ามันเป็นโลกของมันเราก็ต้องยอมรับสร้างภูมิคุ้มกันให้เราดีกว่า ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่ามันต้องสร้างภูมิคุ้มกันนะ คือคนโบราณเวลาสอนลูกท่านให้ธรรมะ เดี๋ยวนี้นี่เรามักจะเข้าใจผิดว่าจะสอนลูกต้องให้ความรู้ อาตมาสังเกตนะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ลูกก็เรียนแทบล้มประดาตายนะ เสาร์อาทิตย์ไปไหนเรียนพิเศษ กวดวิชา วันเสาร์เอาไปเรียนภาควิชาการ วันอาทิตย์ไปตีขิมบ้าง ไปเรียนยูโด เอาไปเรียนว่ายน้ำ คำถามก็คือลูกมีความรู้เต็มหัวไปหมด แต่ธรรมะอยู่ไหน การมีความรู้ไม่ได้ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันนะคุณโยม เพราะความรู้นั้นเป็นดาบสองคม บางทีรู้มากก็โกงได้คล่อง รู้มากก็สามารถเป็นคนตลบตะแลง บางทีเค้าตลบตะแลงไม่ใช่กับคนนอกนะเอากับพ่อแม่เลย ใช้ความรู้หลอกพ่อหลอกแม่เลย พ่อครับผมไปทำรายงานนะ จริงๆไปอยู่บ้านเพื่อนเลย เพราะฉะนั้นเค้ายังไม่ทันได้หลอกคนอื่นหรอก หลอกพ่อแม่คนที่เลี้ยงเค้ามานั่นแหละก่อนเลย อาตมาจึงอยากบอกว่าพ่อแม่จะให้ความรู้กับลูกอย่างเดียวไม่พอนะ คุณต้องให้ธรรมะด้วย เพราะความรู้มันเป็นดาบที่เปลือยฝัก ถ้าไม่มีธรรมะก็คือดาบที่ไม่มีฝักใครไปแตะตรงไหนมันก็บาดมือทั้งนั้นนะ เห็นหรือยังไม่ว่าจะเป็นเจ้าของดาบหรือคนที่ถูกหยิบยื่นดาบให้อันตรายทั้งหมด สุรนันทน์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีเหมือนกับสอนธรรมะไปด้วย ใครจะเป็นคนสอนในเมื่อพ่อแม่เองก็ไม่มีความรู้ทางธรรมมะ กลับมาโจทย์เดิมที่เราพูดกันตอนแรกเลย ว.วชิรเมธี คือต้องช่วยกัน พระก็ต้องสอน พ่อแม่ก็ต้องสอน สังคมก็ต้องสอน สื่อมวลชนก็ต้องสอน นักการเมืองก็ต้องสอน สุดท้ายทุกคนต้องช่วยกันสอน เดี๋ยวนี้เวลามีปัญหาอาตมาสังเกตนะ คนไทยจะบอกว่าต้องแล้วแต่กระบวนการยุติธรรม อาตมาสงสัยว่าเอ้า..แล้วกระบวนการอื่นๆนี่มันใช้ไม่ได้เลยหรือเดี๋ยวนี้ เหลือกระบวนการเดียว แสดงว่าเดี๋ยวนี้กระบวนการเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็แย่แล้ว กระบวนการถ่ายทอดธรรมะของพระก็แย่แล้ว กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมก็แย่แล้ว กระบวนการสื่อมวลชนก็แย่แล้ว ทุกคนฝากความหวังไว้ที่ศาล คำถามก็คือ ศาลแบกรับภาระขนาดนี้ได้มากมั๊ย ภาระที่แท้จริงของศาลคืออะไร เห็นหรือยังว่าศาลก็เริ่มบรรทุกเกินพิกัดแล้ว อีกสักพักนึงพอศาลจะอยู่ไม่ได้สังคมก็จะทรุดอีก ฉะนั้นอาตมาคิดว่าทุกภาคส่วนนี้จะต้องมาช่วยกัน สถาบันสำคัญสถาบันหนึ่งนะคุณโยมนะ สถาบันการศึกษา อาตมาอยากจะบอกว่าการศึกษาทุกวันนี้เป็นการศึกษาระบบสุนัขหางด้วน คือเราเรียนเฉพาะวิชาหนังสือ วิชาชีพ แต่วิชาที่สำคัญวิชาหนึ่งเราไม่เรียนกันคือวิชาชีวิต วิชาชีวิตคือธรรมะ ธรรมะเนี่ยจะทำให้เรารู้จักบริหารจัดการกิเลสได้ ถ้าเราบริหารจัดการกิเลสได้เมื่อไหร่นะ คุณก็เอาความรู้มาใช้ในทางที่ถูกต้อง ฉะนั้นเรียนวิชาหนังสือไม่พอ เรียนวิชาชีพไม่พอต้องเรียนวิชาชีวิตคือธรรมะด้วย สุรนันทน์ ในสังคมโบราณ บ้าน วัด โรงเรียน มันเป็นชุมชนเดียวกันหมด เดี๋ยวนี้มันแยกกันไปหมดพระคุณเจ้า เราจำเป็นจะต้องกลับมาให้มันอยู่ด้วยกันมั๊ย หรือว่าเราจะใช้สื่อสารมวลชนแบบใหม่เลยที่จะเข้าถึง ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่า รูปแบบเดียวไม่พอแล้ว บ้านก็ไม่มีเวลาไปวัด พ่อแม่ก็ต้องทำงานใช่มั๊ย วัดก็ไม่มีเวลาดูแลบ้านเหมือนกันเพราะว่าจะสร้างโบสถ์อยู่เนี้ย ยังติดเงินติดทองอยู่เนี้ย แล้วก็ประกาศหาเจ้าภาพ โยมก็บอกชั้นไม่ไปหรอกไปก็เสียซิ ใช่มั๊ย โยมก็เลยเข็ดขยาดวัดเพราะอะไร กลัวจะถูกวัดตบทรัพย์ แล้วโรงเรียนเป็นยังไง โรงเรียนก็เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลแล้วต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ย คอรัปชั่น แย่งที่นั่งตั้งแต่เข้าชั้นอนุบาล เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าพอมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องจ่ายเหมือนกัน ก็เราเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล บ้าน วัด โรงเรียนแตกกระจายเลยตอนนี้ ฉะนั้นเราจะฝากความหวังไว้กับสามสถาบันแค่นี้ไม่พอ อาตมาคิดว่าทุกสถาบันต้องมาคิดร่วมกัน อาตมาขอเล่านิดหนึ่งว่า 30ปี ที่แล้วบุคคลชั้นนำของฮ่องกงเค้าประชุมกันนะคุณโยม เค้าสรุปว่าปัญหาของฮ่องกงคืออะไร คอรัปชั่น แล้วเค้าก็วางวิสัยทัศน์ว่า 30 ปี จากนี้ไปฮ่องกงต้องไม่มีคอรัปชั่น หรือมีก็น้อยที่สุด 30 ปีจากบัดนั้นมาถึงบัดนี้ ตอนนี้ฮ่องกงเป็นประเทศตัวอย่างในการมีธรรมาภิบาลระดับโลก อีกประเทศหนึ่งคือเกาหลีใต้ 20 ปีที่แล้ว เค้าคุยกันเค้าบอกว่าเกาหลีต้องบุกโลก ณ เวลานี้เนี่ยวัฒนธรรมที่เราเรียกว่า เคป๊อป ไปทั่วโลก นักร้องนักแสดง คนดังๆนี่ติดหนึ่งใน 500 ผู้ทรงอิทธิพลโลก เลขาธิการยูเอ็นคนเกาหลีใต้ คุณโยมเห็นมั๊ยว่าถ้าเราหันกลับมาคิดร่วมกันว่าสังคมไทย วิกฤตขนาดนี้เพราะอะไร เราจะก้าวออกจากวิกฤติได้อย่างไร คิดร่วมกันโดยไม่ต้องเอาการเมืองมายุ่งนะ เอาผู้มีเจตนาดีต่อสังคมไทยทุกภาคส่วนมาคิดร่วมกันอาตมาคิดว่าบางทีคำตอบที่ดีๆอาจจะไม่ออกมาจากภาคการเมืองก็ได้ อาจจะออกมาจากภาคประชาชน นี่แหละถ้าเราคิดร่วมกันเราก็มีอนาคต สุรนันทน์ ธรรมาธิปไตย ถ้ามันเป็นสังคมที่พระคุณเจ้าพูดตั้งแต่แรก แล้วก็คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าถ้าเรามาระดมสมองกันจริงๆ ข้อสรุปมันคงไม่พ้นตรงนี้ แต่ธรรมาธิปไตยที่มันควรจะเป็นในเมืองไทย พระคุณเจ้าเคยฝันไว้มั๊ยว่ามันน่าจะหน้าตาเป็นยังไง ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าหนึ่งการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน และสุจริตโปร่งใส นั่นคือธรรมาธิปไตยทางการเมือง สองการศึกษาที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งการรู้จักคิดเชิงวิเคราะห์ บุคคลคิดเชิงวิเคราะห์เป็น มีจิตสำนึกสาธารณะแล้วก็มีศีลธรรมในตัวเอง อันนี้คือธรรมาธิปไตยทางการศึกษา สามสังคมคนอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายอย่างสมานฉันท์ นั้นก็คือธรรมาธิปไตยทางสังคม แล้วก็เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่สุจริต ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และก็มั่งคั่งมั่นคง โดยมีพื้นฐานอยู่ที่วัฒนธรรมการทำงานหนักของคนไทย การรู้จักเก็บ รู้จักออม แล้วก็การสุจริตโปร่งใส มีวัฒนธรรมทางการเงินการคลังที่ได้มาตรฐาน นี่ก็เป็นธรรมาธิปไตยทางเศรษฐกิจ แล้วก็พระสงฆ์สอนสอดคล้องกับพระธรรมวินัยไม่ทำให้ชาวบ้านโง่ลงกว่าที่เป็น หรือเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในทางสติปัญญาอย่างแท้จริงได้ นี้คือธรรมาธิปไตยของสถาบันสงฆ์ เห็นมั๊ยว่าธรรมาธิปไตยไปเป็นแกนกลางของทุกภาคส่วนในสังคม 
สุรนันทน์ ปัญหาที่ผมติดใจอยู่อย่างเดียว ผมเข้าเริ่มเข้าใจนะครับ แต่ผมก็ยังติดใจว่า ในตัวที่จะเป็นตัวจุดประกายตรงนี้มันคืออะไร มันจำเป็นจะต้องเป็นบุคคลคนนึงมั๊ย ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าใครก็ได้นะที่คิดว่าเมืองไทยเสียเวลากับวิกฤตมามากพอแล้ว แล้วคนๆนั้นลุกขึ้นมา อาตมาคิดว่าโลกของเรานี่เปลี่ยนแปลงเพราะคนคนเดียว คุณโยมเชื่อมั๊ยเมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้วเจ้าชายสิทธัตถะเห็นความฟอนเฟะของสังคมอินเดีย ก็เดินเข้าป่าไป ตรัสรู้ปุ๊บก็เดินออกจากป่า ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็เปลี่ยนแปลงสังคมอินเดียได้ จากนั้นก็มีพระเยซูใช่มั๊ยที่เห็นสภาวะวุ่นวายเยอะแยะไปหมดเต็มไปด้วยสงคราม ก็เสียสละตัวเองเข้าสู่สงคราม ก็ตายเพื่อให้คนตื่นแล้วพอพระองค์ท่านตายแล้วคนตื่นมากมาย ก็เห็นว่าสงครามมันเต็มไปด้วยความอัปยศก็เลิกฆ่าฟันกันสุดท้ายสันติภาพก็มาเกิดขึ้นนะ แล้วก็บางทีในทางวิทยาศาสตร์จุดเปลี่ยนสำคัญก็เช่นหลังยุคมืดที่ กาลิเลโอ หรือนักวิทยาศาสตร์สำคัญๆถูกเผา ก็เกิดยุคเรเนซองขึ้นมา โอโห..อะไรๆเปลี่ยนเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าการที่มันมีวิกฤติเยอะเยอะในแง่หนึ่งนะมันอาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับสิ่งดีๆในอนาคตก็ได้ คือถ้ามันวิกฤตถึงที่สุดแล้ว มันไปเตือนมนุษย์ว่าคุณมาสุดโต่งแล้วนะกลับเนื้อกลับตัวได้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณของวิกฤติมันก็มีอยู่ สุรนันทน์ ผมได้คุยกับหลายคนเหมือนกันไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำเป็นคนที่เด่นดังอะไร แต่ประชาชนเริ่มมีจิตใจอย่างที่พระคุณเจ้าพูด เค้าน่าจะต้องลุกขึ้นมามั๊ย ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ว.วชิรเมธี การที่เราจะออกจากวิกฤติได้ สิ่งแรกที่สุด เราต้องร่วมกันคิด แล้วก็คิดอย่างถูกต้องที่ภาษาพระเราเรียกว่าสัมมาทิฐิ สองต้องร่วมกันทำถ้าทำคนเดียวไม่เกิดหรอกเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการพลัง ต้องการความสมานฉันท์จากทุกภาคส่วน แล้วก็สามร่วมกันวางพิมพ์เขียวให้กับประเทศไทย เหมือนที่ฮ่องกง เหมือนที่เกาหลี เหมือนที่ญี่ปุ่น เหมือนที่เยอรมัน วางพิมพ์เขียวให้กับประเทศของตัวเองแล้วก็ก้าวออกไป ทำสามเรื่องนี้ได้นะอาตมาว่าเมืองไทยมีอนาคตแน่นอน & |