เร่งสร้างภูมิคุ้มกันสกัดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ลาม ศก.ไทยเมื่อ 1 ต.ค. 51 ,
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ได้สัมภาษณ์นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรายการ "สุรนันทน์ วันนี้" ออกอากาศทางโพสต์ทีวี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2551 โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
สุรนันทน์ : ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนแปรปรวนจากผลกระทบของวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในบ้านเราเองก็มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ และทีมเศรษฐกิจใหม่ แต่สิ่งที่น่าจะติดตามก็คือผลงานที่ผ่านมา 7 เดือนของรัฐบาลอดีตนายกสมัคร สุนทรเวช ซึ่งได้วางแนวทางเศรษฐกิจไว้บ้างแล้ว ส่วนจะมีการสานต่อหรือไม่ หรือว่าควรจะให้มีการทำอะไรต่อ วันนี้เราได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากอดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาเปิดใจกับรายการครับ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ผลงานที่คุณหมอภูมิใจที่สุดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ คืออะไร นพ.สุรพงษ์ : ผมเชื่อว่าใน 7 เดือนที่ผ่านมานั้น มีหลายๆเรื่องซึ่งเกิดขึ้น ที่เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ค่อยได้เกิดบ่อยนัก คือเรื่องเกี่ยวกับการที่มีวิกฤตซับไพร์ม ซึ่งจนมาถึงวันนี้ได้ขยายวงลุกลามไปมากยิ่งขึ้น และยังมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ขึ้นไปถึง 147 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งเราเคยเจอก่อนหน้านี้มาเมื่อ 10 ปีก่อน และที่สำคัญคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศ มีภาวะที่ชะลอตัวอย่างมาก สุรนันทน์ : คือความเสี่ยงทางการเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย นพ.สุรพงษ์ : เพราะฉะนั้นภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องที่เรามานั่งวิเคราะห์ว่าจะทำอะไร สิ่งที่ผมเชื่อว่าในช่วงแรกๆเราทำแล้วประสบผลสำเร็จพอสมควรคือ เรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกๆคนว่าเศรษฐกิจไทยไปได้ บ้านเมืองไทยกำลังจะก้าวเดินต่อไป หลังจากที่ชะงักงันกันมา โครงการต่างๆที่สำคัญ รวมทั้งเมกกะโปรเจกต์ เราควรจะเดินหน้าเลยเป็นต้น สามเดือนแรกได้เน้นมาตรการต่างๆให้ออกมา เช่น มาตรการเรื่องเก็บภาษี การช่วยภาษีให้คนชั้นกลาง ภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณที่ลงไปสู่รากหญ้า และนอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับแผนงานที่จะผลักดันเมกกะโปรเจกต์ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไปพูดต่อกับนักลงทุนชาวต่างประเทศได้ ผมไปที่ญี่ปุ่น ที่สิงค์โปร์ ที่นิวยอร์ค ที่ลอนดอน ทุกคนก็จะถามเลยว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เราก็ไปให้ความมั่นใจแก่เขา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี หลังจากนั้นทุกคนก็มีความรู้สึกที่มั่นใจมากขึ้น สุรนันทน์ : ปัจจัยที่ส่งผลกระทบมีทั้งเศรษฐกิจและการเมืองใช่ไหม หมายความว่ามีทั้งพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยด้วยหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ : ใช่ครับ ตอนช่วงที่ทำ Road Show ขณะนั้นยังไม่มีปัจจัยที่เป็นปัญหาทางการเมืองมากนัก อาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งก็เริ่มที่จะมีการพูดกันบ้างแล้ว แต่พอหลังจากกลับจากเดินทางเสร็จในเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมก็เริ่มมีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงนั้นแหละที่อาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหาว่าความเชื่อมั่นที่เราได้ไปสร้างไว้เริ่มมีปัญหาพอสมควร 
สุรนันทน์ : พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่างประเทศเขามองอย่างไร นพ.สุรพงษ์ : เท่าที่ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุน เขามั่นใจเลยว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจเรามั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราผ่านจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อ 11 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้เราพิสูจน์ตัวเองพอสมควร สถาบันการเงินของเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงวันนี้ได้ ก็แสดงว่ามีความเข้มแข็งอยู่ เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหรือว่าธุรกิจที่แท้จริง Real Sector ต่างๆ สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว เราก็ประสบความสำเร็จ มีเรื่องเกี่ยวกับภาคการผลิตหลายๆอย่างก็เริ่มมีการพัฒนาในเรื่องของเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบก็เริ่มมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นเขาเห็นว่าประเทศเราน่าลงทุน แต่ว่าก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาคิดว่าเราจะต้องปรับปรุง อย่างเช่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องเกี่ยวกับความรู้ของคนของเราเอง เรื่องทักษะต่างๆในการผลิตสินค้าต่างๆเหล่านี้ เพราะฉะนั้นพอเราบอกว่าเรากำลังจะลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องเกี่ยวกับพวกรถไฟ เรื่อง Logistics เรื่องคน เรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เขาบอกว่าใช่เลย นี่คือสิ่งเขาอยากจะเห็น สุรนันทน์ : สะท้อนออกมาในสิ่งที่คุณหมอมาวางต่อไปไหม จริงๆมาตรการ 6 มาตรการ มันก็เป็นมาตรการระยะสั้นแต่ก็ให้ความมั่นใจเพิ่ม คุณหมอเริ่มต้นอย่างไรกับ 6 มาตรการนี้ นพ.สุรพงษ์ : 6 มาตรการนี้เริ่มต้นมาจากที่มาที่ไปว่า เราเห็นว่าภาวะของน้ำมันเพิ่มขึ้นเร็วมาก อย่างตอนเดือนมีนาคมประมาณ 120 พอเดือนกรกฎาคมขึ้นมา 147 เรากลัวขึ้นไปถึง 150 หรือสิ้นปีอาจจะถึง 200 ด้วยซ้ำ เงินเฟ้อเองก็เพิ่มขึ้นจาก 4 - 5 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ 8 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ วันที่เราตัดสินใจเรื่อง 6 มาตรการ เพราะเราคิดว่าปัญหาทั้งเงินเฟ้อก็ดี ปัญหาเรื่องน้ำมันก็ดี คงไม่จบลงง่ายๆ และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้สามารถชะลอตัวได้ เราคงต้องมีมาตรการบรรเทาทุกข์ โดยเฉพาะสำหรับคนจนในเมือง คนจนในชนบทเราไม่ค่อยห่วงมากนัก เพราะว่ามีเรื่องเกี่ยวกับราคาพืชผลที่ดี เรื่องราคาข้าวในตลาดโลกช่วยพอสมควร แต่คนจนในเมืองมีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเราจะทำให้คนจนในเมืองสามารถจะอยู่ได้ในระยะสั้น เหมือนกับว่าเป็นยาแก้ปวด หมายความว่าช่วยทำให้เขาบรรเทาทุกข์ก่อน เรื่องเกี่ยวกับค่าน้ำค่าไฟ เรื่องค่าเดินทางโดยรถเมล์อะไรต่างๆอย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็ค่อยๆเตรียมการที่จะให้เขาสามารถจะสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต เลยคิดว่าระยะสั้น 6 เดือน ช่วยเขาก่อนดีไหม สุรนันทน์ : ก่อนที่คุณหมอจะออกมาจากคณะรัฐมนตรี 6 มาตรการยังไม่จบ จริงๆต้องปลายปีใช่ไหมครับ น.พ.สุรพงษ์ : จะสิ้นสุด 31 มกราคม ปีหน้า สุรนันทน์ : มาถึง ณ จุดนี้คุณหมอมองว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน น.พ.สุรพงษ์ : สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนก็คือความทุกข์ของคนลดลง คืออย่างที่มีทางสื่อมวลชนเองไปสัมภาษณ์พ่อแม่หลายคนที่มีลูกเรียนหนังสือ เรื่องเกี่ยวกับค่าเดินทางของเค้าก็ดี เรื่องค่าน้ำค่าไฟก็ดี เรื่องนี้ถ้าหากเป็นคนที่มีฐานะเดือนหนึ่งไม่กี่ร้อยอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนที่เขาหาเช้ากินค่ำ เดือนหนึ่งไม่กี่ร้อยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขามาก เรื่องนี้ก็คงช่วยได้พอสมควร เรื่องที่สองก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตน้ำมันวันนี้ก็มีคนถามว่าน้ำมันลงแล้วภาษีสรรพสามิตควรจะขึ้นไหม ผมคิดว่าตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อไปถึงเรื่องเงินเฟ้อมันลดลง และประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มันลดลงด้วยแล้ว วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไรก็ยังแกว่งตัวอยู่บ้างแถวๆ 100 กว่าๆ ฉะนั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป ตรงนี้มันมีส่วนช่วยทำให้สถานการณ์เรื่องเงินเฟ้อ ลดลงมา 6 เปอร์เซ็นต์กว่าๆเราก็สบายใจ 
สุรนันทน์ : เราควรจะสบายใจหรือเราควรจะยังเข้มข้นต่อ น.พ.สุรพงษ์ : อย่างที่บอกนี่คือยาแก้ปวด คือมาตรการบรรเทาทุกข์เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าหมดฤทธิ์ยาแก้ปวดเมื่อไหร่เราจะปวดอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือว่าอีกประมาณ 4 เดือนข้างหน้าเราจะรับมืออย่างไร เช่นเรื่องมาตรการสร้างรายได้มีการคิดกันว่ามาตรการสร้างรายได้ของคนจนในเมืองที่จะไปเปิดพื้นที่ใต้ทางด่วนเพื่อให้ทำมาค้าขาย เรื่องการ Retrain คนทำอย่างไรให้คนที่บอกว่าอยากจะมีทักษะเพิ่มเติม ทักษะภาษา ทักษะทางด้านหัตถกรรมทางด้านฝีมือ เรื่องเกี่ยวกับพวกสปา ซึ่งเขาสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากแรงงานได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราได้วางกันไว้ ผมเคยบอกว่าผ่านจากมาตรการ 6 เดือนไป 2 เดือน ผมจะประกาศมาตรการชุดใหม่นั่นก็คือมาตรการที่ว่า สุรนันทน์ : วันที่ 1 ตุลาคม งบประมาณใหม่จะประกาศใช้ คุณหมอว่างบประมาณใหม่จะต้องทำอะไรบ้างในช่วง สี่ ห้าเดือน ที่จะทำให้เกิดการกระตุ้นได้อย่างแท้จริง น.พ.สุรพงษ์ : ถ้าเรามามองในภาพรวมของปัจจุบันนี้ ว่าสถานการณ์ทางการเงินของโลกวันนี้มีปัญหา เราไม่รู้ว่ามาตรการ เจ็ดแสนล้านของอเมริกาที่คุยกันอยู่จะออกมาใช้ได้เต็มที่แค่ไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องแก้ปัญหาคือสร้างภูมิคุ้มกันให้เร็วที่สุด เราถึงจะสามารถผ่านไปได้ ภูมิคุ้มกันทำอย่างไร คือพยายามเน้นว่าเศรษฐกิจภายในเราต้องเข้มแข็ง ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องการส่งออกถูกกระทบหรือไม่อย่างไร แต่เศรษฐกิจภายในต้องเข้มแข็ง ก็จะช่วยได้ แล้วงบประมาณปี 2552 จะทำอย่างไร สิ่งที่ผมให้เป็นนโยบายไว้กับผู้ที่เป็นผู้เกี่ยวข้องในช่วงก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง ขอให้มีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อะไรที่เป็นปัญหาแก้ปัญหาให้หมด ถ้าบอกว่างบประมาณที่เคยมีการตั้งไว้เมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์ แล้วบอกว่าการลงทุนก่อสร้างเพิ่มไปแล้วเพราะค่าก่อสร้างมันเพิ่มขึ้น ก็มาจัดอันดับความสำคัญของโครงการเลย โครงการไหนสำคัญน้อยตัดทิ้งไป เอางบประมาณมาโปะทำให้เร็ว สุรนันทน์ : สำหรับมาตรการระยะสั้น เพราะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอันนี้เป็น “ประชานิยม” สุดๆ ที่ผ่านมานี่ลดแลกแจกแถม แล้วก็มีแนวโน้มด้วยซ้ำไปว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ด.ร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ให้สัมภาษณ์ด้วยแล้วว่า จะเริ่มเอางบประมาณลงรากหญ้า ตรงนี้เป็นระยะสั้นแล้วจะทำให้สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยอย่างที่คุณหมอตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ : คือคำว่า “ประชานิยม” จริงๆแล้วเป็นคำที่ถูกทำให้รู้สึกว่าเสียหาย ผมคิดว่ามาตรการหลายๆมาตรการไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนหมู่บ้านก็ดี เรื่องเกี่ยวกับ SML ก็ดี ถ้าพูดแล้ว นี่คือมาตรการที่จะทำให้เกิดการพลิกฟื้นเปลี่ยนแปลงวิถีทางของระบบงบประมาณครั้งใหญ่ไม่ใช่ของประเทศไทยแต่เป็นของโลกด้วย ลองคิดดู อย่างที่บังคลาเทศที่มีกรามีนแบงก์ ถ้าบอกว่ามีการทำโครงการนี้ในประเทศไทย คงต้องมีคนบอกว่าสงสัยเป็นประชานิยม เอาเงินไปให้คนจนกู้โดยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วอยู่ๆจะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้เงินกู้กลับคืนมาหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วกรามีนแบงก์กลายเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลโนเบล กลายเป็นโครงการที่เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาในประเทศโลกที่ 3 เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องโครงการ SML ก็ดีเรื่องกองทุนหมู่บ้านก็ดี วันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องของการที่หว่านเงินไปแล้วมันสูญหายไป ถ้าหากเรากลับไปวิเคราะห์หลายๆหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะสามารถได้ผลกลับมาในลักษณะที่ว่า ทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของคนที่เป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันว่าต้องเดินหน้าต่อไป สุรนันทน์ : คุณหมอมองว่าไม่ได้เป็นโครงการเฉพาะกิจ แต่ไปปรับโครงสร้างจริงๆ น.พ.สุรพงษ์ : ถูกต้อง เรื่องนี้จะกลายเป็นโครงสร้างที่ถาวรเหมือนกับเรื่อง 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นประชานิยม วันนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนชื่นชมยินดี เรื่องกองทุนหมู่บ้านหรือ SML ผมมั่นใจว่าเดินหน้าต่อไปจะกลายเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบงบประมาณของประเทศ แต่ว่าเรื่องนี้ถ้าถามว่าจะเห็นผลอีกนานไหม ก็ต้องใช้เวลา 
สุรนันทน์ : แต่ก็มีโครงการบางโครงการใน 6 มาตรการ เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี น.พ.สุรพงษ์ : อันนี้ผมเรียนอยู่แล้วว่าคือ ยาแก้ปวด ส่วน SML และกองทุนหมู่บ้านนี่ไม่ใช่ยาแก้ปวด เป็นโครงการพัฒนาเชิงโครงสร้างของเรื่องระบบงบประมาณ เรื่องของการทำให้คนจนเข้าถึงแหล่งทุน แต่เรื่อง 6 มาตรการ คือยาแก้ปวด อันนี้ถึงบอกว่าต้องสั้น เราถึงบอกว่า 6 มาตรการ 6 เดือนเท่านั้น ถ้าหากย้อนกลับมาว่าระบบงบประมาณในช่วงไตรมาสแรก เดือนตุลาคม 51 ถึงธันวาคม 51 เราก็ต้องเร่งผลักดันงบประมาณ เพื่อให้งบประมาณสามารถที่จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศ อย่างน้อยก็คือทำให้ไม่มีผลกระทบเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ว่าเรื่องที่ผมคิดว่าต้องทำระยะสั้นเช่นเดียวกันอย่างน้อยคือ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือเรื่องเมกะโปรเจกต์ ต้องเดินหน้าแน่นอน โครงการรถไฟสายสีม่วงซึ่งวันนี้อยู่ในขั้นตอนของการเปิดประมูลต้องจบแล้วนะครับ ต้องหาตัวผู้ประมูลรับเหมามาทำได้ และสิ้นปีนี้ต้องเริ่มก่อสร้าง รถไฟสายสีแดง รถไฟสายสีน้ำเงิน ขั้นตอนขณะนี้คือได้คุยเรื่องแหล่งเงินทุนแล้ว คุยกับเจบิกแล้ว ต้องรีบจบให้เร็ว สุรนันทน์ : ในสถานการณ์อย่างนี้กู้เงินเข้ามาทำจะไม่มีปัญหาหรือครับ น.พ.สุรพงษ์ : ไม่มีปัญหา ผมเรียนได้ว่าวันนี้เรื่องของเงินที่มีอยู่ ในระบบของโลกยังมีเงินอยู่ คือสถาบันการเงินของอเมริกาที่ล้มไปมีคนเข้าไปอุ้ม จริงๆแล้วมีคนที่เขาต้องการจะลงทุน ถ้าหากการหาที่ลงทุนของเงินหาที่ลงได้ไม่เหมาะสม แล้วมาลงทุนในเรื่องของน้ำมันอีก ลงทุนเรื่องทองอีก ก็จะเจอปัญหาว่าราคาตรงนั้นยิ่งน่าห่วง ฉะนั้นเรื่องการกู้เงินมาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ ในส่วนของเงินกู้จากธนาคารโลกก็ดี หรือของจากเจบิก หรือของจากที่อื่นๆ มีข้อเสนอเข้ามา แต่แน่นอนว่าต้นทุนของเงินมันจะสูงขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณากันดูว่าจะทำอย่างไร หรือถ้าหากต้นทุนเงินสูงขึ้นจริงๆอาจจะต้องใช้โครงการที่เรียกว่า PPP (Public Private Partnership) เรื่องของการร่วมมือรัฐและเอกชน อีกเรื่องที่ผมห่วงก็คือ การท่องเที่ยว ตรงนี้อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าผมคุยกับรัฐมนตรีวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ก็บอกว่าเรื่องการท่องเที่ยวขณะนี้เริ่มเข้าสู่ High Season ก็จะสังเกตว่าปีนี้กับปีที่แล้วไม่เหมือนกัน ปีนี้เรื่องอัตราของการเข้าพักลดต่ำลง สุรนันทน์ : ตรงนี้ปัจจัยคืออะไร ปัจจัยคือความมั่นใจหรือเปล่า น.พ.สุรพงษ์ : หลายปัจจัยครับ ปัจจัยเกี่ยวกับเสรีภาพทางการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับการชุมนุมนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ปัญหาเกี่ยวกับน้ำมันของราคาค่าโดยสารเครื่องบินที่มันแพงขึ้น นอกจากนั้นก็คือปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบของระบบเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทุกคนก็ต้องระมัดระวัง สุรนันทน์ : ทางฝรั่งเองเขาก็กอดเงินไว้เหมือนกัน ไม่อยากเอามาใช้ น.พ.สุรพงษ์ : ทุกๆที่ต่างก็ดึงดูดคนไปท่องเที่ยว คำถามก็คือว่า เราเองมีมาตรการอะไร การเข้าไปช่วยเรื่องภาษี ซึ่งเป็นระยะสั้น แต่ระยะกลางต่อๆไปที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องต้องเริ่มศึกษาอย่างเช่นเรื่องของการคลังที่เคยพูดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย เรื่องของการดูโครงสร้างภาษีของทั้งระบบ 
สุรนันทน์ : เรื่องนี้เป็นอะไรที่คนก็เป็นห่วง บางคนบอกลดภาษีก็ดี บางคนบอกขึ้นภาษีก็ดี ซึ่งการเมืองในสหรัฐอเมริกาจะเห็นว่าเขาเถียงกันเรื่องพวกนี้ ของเราจริงๆแล้วโครงสร้างภาษีที่คุณหมอเข้าไปดูแล้วเป็นธรรมจริงๆหรือเปล่า และควรจะมีอะไรที่ต้องปรับปรุงอีก น.พ.สุรพงษ์ : ก่อนที่จะพ้นจากหน้าที่ ผมได้คุยกับสำนักงานเศรษฐกิจและการคลังหลายรอบ เขาได้มาเสนอครั้งแรกผมได้ให้ข้อคิดติงไปบางประเด็น แล้วก็กลับมาเสนออีกสองสามรอบ คิดว่าคงจะส่งต่อให้กับรัฐมนตรีท่านใหม่ แต่เราจะใช้โครงสร้างภาษีแบบปัจจุบัน อาจจะยากนิดหนึ่ง เพราะว่าถ้าเปรียบเทียบในประเทศเพื่อนบ้านที่ภาษีนิติบุคคลก็ดี ภาษีบุคคลธรรมดาก็ดี จะไปสู่ทิศทางที่ลดลง สิงคโปร์ ฮ่องกง ลงไปอยู่แถว สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลของเรา สามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย และเวียดนามก็ต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้นคงต้องมานั่งทบทวนตรงนี้ดู แต่หลักการที่ผมให้ไปคือว่า จะต้องพยายามทำให้โครงสร้างภาษีแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันเองก็จะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มีรายได้น้อย อย่างภาษีบุคคลธรรมดาถ้าจะมีการลดลงไม่ใช่ลดให้คนที่รวยมากกว่าคนที่จน คนที่จนจะต้องลดมากกว่า นอกจากนั้นในเรื่องของการที่จะจัดเก็บภาษี ไม่ใช่ไปมุ่งคนที่อยู่ในฐานปัจจุบัน ผมคิดว่าคงจะต้องไปดูว่ามีคนที่ไม่ได้อยู่ในฐานภาษีมีเท่าไหร่ ซึ่งผมดูแล้วมากพอสมควร แต่เข้าระบบแรกๆจะต้องมีแรงจูงใจเช่น นิรโทษกรรมหรือไม่ ในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง สุรนันทน์ : มีคนเสนอเรื่องภาษีเรื่องภาษีมรดก คุณหมอคิดอย่างไรครับ น.พ.สุรพงษ์ : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมศึกษาแล้ว คือนอกจากภาษีนิติบุคคลธรรมดา ก็มีเรื่องภาษีที่ดินซึ่งเราได้เสนอเป็นกฎหมายเข้าไปแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ขั้นตอนของกฤษฎีกา ภาษีมรดกก็เช่นเดียวกัน ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำ คือเราต้องทำให้โครงสร้างภาษีเราเป็นโครงสร้างภาษีที่เป็นมาตรฐานระดับโลก คือที่อื่นเขาทำอย่างไรเราคงต้องทำเช่นกัน สุรนันทน์ : ในช่วง เจ็ด แปด เดือนที่ผ่านมา ในภาพของโครงสร้างของสถาบันการเงิน ซึ่งในปี 2540 เราเคยมีปัญหาไปครั้งหนึ่งแล้ว และก็มีการปรับปรุงปฏิรูปในบางส่วน แต่หลายๆส่วนก็ยังมีความเป็นสถาบันการเงินแบบไทยๆ ในลักษณะนี้ภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลก สถาบันการเงินไทยมีผลกระทบหรือไม่ และควรจะต้องทำตัวอย่างไร น.พ.สุรพงษ์ : ผมคิดว่าบทเรียนจากปี2540 ทำให้สถาบันการเงินไทยปรับตัวไปพอสมควร แต่ถามว่าดีที่สุดหรือยัง ต้องตอบว่ายัง และมีการบ้านที่ต้องทำอีกมากมาย แต่ว่ามาถึงวันนี้ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า ด้วยความระมัดระวังความไม่ประมาทในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีผลต่อประเทศไทยน้อย ยกเว้นบางสถาบันการเงินที่ไปซื้อ CDO ไว้ก็จะมีบ้าง แต่ว่าก็ไม่ได้อยู่ปริมาณที่น่าเป็นห่วง ผลกระทบโดยตรงคงไม่มี แต่ว่าผลกระทบโดยอ้อมซึ่งผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต่อๆไปคือปัญหาเรื่องสภาพคล่องของการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ลงทุนที่เป็นชาวต่างประเทศหรือบริษัทที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศก็ต้องพยายามที่จะต้องดึงเงินกลับไป ตรงนั้นอาจจะมีผลเกี่ยวกับสภาพคล่องบ้าง ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด 
สุรนันทน์ : คุณหมอมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างแบงก์ชาติกับคลัง ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรไหมครับ น.พ.สุรพงษ์ : ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยจริงๆก็เกิดขึ้นทั่วโลก ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างทางฝ่ายที่เน้นนโยบายการคลังกับฝ่ายที่เน้นนโยบายการเงิน ฝ่ายที่เน้นเรื่องการเติบโตกับฝ่ายที่เน้นเรื่องเสถียรภาพ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาที่เห็นต่างกัน ถ้าเห็นตรงกันคงเป็นเรื่องที่แปลก แต่ว่าเราต้องมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน ผมเองผมเรียนได้เลยว่า อย่างผมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเวลาเรามีเรื่องที่จะตกลงร่วมกันเราจะคุยกัน ที่เห็นอย่างชัดเจนกรณีที่เรายกเลิกมาตรการสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกคนบอกว่าจะต้องไปสู่การปลดท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแน่ แต่แล้วก็สามารถที่จะมองหาจุดที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะช่วยร่วมกันทำงาน สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหารือกัน น.พ.สุรพงษ์ : ถูกต้องครับ เพราะว่ากรณีการยกเลิกมาตรการ 30 เปอร์เซ็นต์ ผมบอกผู้ว่าฯ เลยว่าผมเป็นทีมเดียวกับท่าน ถ้าหากเราทำเรื่องนี้ท่านเห็นด้วยกับการยกเลิกไหม ท่านบอกเห็นด้วย ถ้าเช่นนั้นเรามาช่วยกัน หามาตรการทั้งการเงินการคลังคอยช่วยสนับสนุน ถ้าทำแล้วโชคร้ายออกมาเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง และทุกคนไม่เห็นด้วยเลยว่าเราทำสิ่งนี้ออกไป ท่านลาออกผมก็ลาออกด้วย แต่ว่าแน่นอนในบางเรื่องอาจจะเห็นต่างกันอย่างเช่นปัญหาเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งตรงนี้พอมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเกิดขึ้น ซึ่งครั้งนี้เงินเฟ้อเกิดขึ้นจากต้นทุนน้ำมัน ก็มีความเห็นที่แตกต่าง ฝ่ายหนึ่งบอกว่า การไปเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายไม่ได้ช่วยเรื่องลดเงินเฟ้อ แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้ ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน แต่ว่าผมถือว่า หากเป็นเรื่องที่เป็นบทบาทของแบงก์ชาติหรือกรรมการนโยบายการเงิน ก่อนการตัดสินใจผมจะไม่พูดอะไรเลย ให้ท่านตัดสินใจเต็มที่ในทางสาธารณะผมจะไม่พูด เมื่อท่านตัดสินใจจบ ผมพูดได้ว่าผมเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร และถ้าพูดในเรื่องของการจัดบทบาทผมคิดว่าบทบาทในแง่ของนโยบายในภาพกว้างเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง แต่เรื่องความอิสระในการใช้เครื่องมือทางการเงิน เราต้องให้อิสระกับธนาคารแห่งประเทศไทย สุรนันทน์ : หากย้อนกลับไปที่ 7 เดือน ถ้าเกิดคุณหมอจะทำอะไรใหม่จะทำอะไร น.พ.สุรพงษ์ : อยากทำให้เร็วขึ้น ผมคิดว่าเราทำเร็วแล้วแต่ยังเร็วไม่พอ หลายๆเรื่องถ้าหากเราสามารถที่จะลงไปขับเคลื่อนได้เร็วกว่านี้ก็จะทำให้เราสามารถทันกับสถานการณ์มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าขณะนั้นก็ใช้เวลาค่อนข้างมาก เรียกว่าถ้าเปรียบเหมือนเทียนก็เผาตัวเองไปเยอะ & |