รู้จักเกลือแร่(ให้ดี)ก่อนจะแย่ เพราะ “ท้องเสีย” โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

รู้จักเกลือแร่(ให้ดี)ก่อนจะแย่ เพราะ “ท้องเสีย” โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

รู้จักเกลือแร่(ให้ดี)ก่อนจะแย่ เพราะ “ท้องเสีย” โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

การกินดีอยู่ดีจนเกินพอดีกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าการขาดอาหารได้ง่ายๆทีเดียวครับ  ซึ่งเรื่องนี้น่าเน้นเป็นวาระแห่งชาติมากเพราะเรามักคิดว่านโยบายที่ดีต้องมีคำว่า “กินดีอยู่ดี” ซึ่งที่จริงต้องพ่วงคำว่า “อย่างเหมาะสม” เข้าไปด้วย

เพราะการกินดีมากเกินไปสามารถเข้าข่ายทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวได้

ในเรื่องของการ “กินดี” นี้ที่จริงแล้วซับซ้อนครับ  เอาเป็นว่าต้องค่อยๆหาประสบการณ์ไปเพราะภัยจากอาหารไม่ได้มีอยู่แค่โรคอ้วน,ไขมันจุกตับหรือเบาหวานกำเริบเท่านั้นหากแต่ยังมีผลต่อทางเดินอาหารโดยรวมได้

ทว่าคนเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยแค่ลำไส้กับกระเพาะเหมือนกระสือ

หากแต่ยังมีปาก,หลอดอาหาร,ตับ,ตับอ่อน,ต่อมไร้ท่อทั้งหลายและเส้นประสาทน้อยใหญ่อีกมาก

ดังนั้นความผิดปกติของทางเดินอาหารจึงมีได้หลายอาการที่ต้องอาศัยความช่างสังเกตแล้วจะค่อยๆรู้ได้เหมือนดังที่กล่าวไปว่าประสบการณ์จะช่วยได้  แม้แต่เรื่องง่ายๆที่ทุกคนย่อมเคยเป็นอย่าง “ท้องเสีย” หรือถ่ายหนักไม่ปกตินี้ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไปคว้ายามากินก็หาย

ดังมีคำพูดที่ได้ยินอยู่มากมายเวลาท้องเสียเช่น

-          ไปหายาหยุดถ่ายมากิน

-          หาเกลือแร่ผงมาชงดื่ม

-          ซื้อคาร์บอนมากินสักหน่อย

จากเท่าที่เห็นมายาที่มาจากคนไข้ท้องเสียที่ซื้อรับประทานเองส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยยาฆ่าเชื้อนอร์ฟล็อกหรือแบ็กทริมเป็นหลักแล้วก็มีเกลือแร่ซองติดมาเป็นของที่เห็นบ่อยคู่กัน

เรื่องของ เกลือแร่นี้ไม่ธรรมดาครับ

ที่มาของปัญหา เกลือแร่

ได้มีการประกาศจากทางการให้ทราบความแตกต่างของเครื่องดื่มเกลือแร่แบบที่นักกีฬาหรือคนเสียเหงื่อเขาดื่มกันว่ามันคนละอย่างกับโออาเอสที่เป็นเกลือแร่แก้ท้องเสียโดยเฉพาะ

จนเป็นเรื่องฮือฮากัน

ผมเองก็เพิ่งรู้ตอนสื่อเขาอยู่ในสายโทรศัพท์รอสัมภาษณ์โดยเขาว่าตอนนี้มีผู้ออกความเห็นมาเยอะในโซเชียลเลยอยากให้ช่วยอธิบาย  ซึ่งผมเองก็ว่ามีผู้รู้ท่านแสดงความรู้อยู่เยอะแล้วเลยขออนุญาตเล่าแบบไม่หนักวิชาการนัก  เอาแบบคุยกับคนที่รักกันชอบกันว่าเมื่อร่างกายเสียน้ำออกไปไม่ว่าจะ “เสียเหงื่อ” หรือ “ท้องเสีย” ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “เสียเกลือแร่”

ตรงไปตรงมาคือแร่ธาตุในตัว รั่วหลุดออกไปตามน้ำที่ไหลออก

ดังนั้นการเติมน้ำเกลือแร่ให้ร่างกายก็มีจุดประสงค์เพื่อเติมทั้ง “น้ำและเนื้อ” ซึ่งส่วนที่เป็นเนื้อที่ว่าก็คือแร่ธาตุที่ไหลออกไปกับน้ำด้วยครับ  โดยวิธีการเติมน้ำให้มนุษย์นั้นก็ไม่ยากซึ่งดูไปออกจะง่ายกว่าเติมน้ำให้รถยนตร์บางยี่ห้อด้วยซ้ำ

ทำได้ 2 ทางคือหยอดเข้าไปทาง เส้นเลือดดำหรือไม่ก็ ทางปาก

                บางทีก็กรอกเข้าไปทั้ง 2 ทางเลย

เพราะคนไข้ท้องเสียมีสิ่งที่ห่วงเฉพาะหน้าอยู่ไม่กี่อย่างที่จะทำให้กลายเป็นเรื่องวิกฤตได้คือภาวะขาดน้ำ(Dehydration)และเกลือแร่(Electrolyte depletion)จนความดันโลหิตต่ำแล้วเข้าสู่ภาวะ “ช็อก(Hypovolemic shock)”

ท้องเสียก็ช็อกได้นะครับ

                ไม่จำเป็นต้องเป็นไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว

ดังที่เกริ่นไปว่าเรื่องวิชาการของน้ำเกลือแร่มีคนพูดไปเยอะแล้วหาอ่านได้ทั่วไป  ครั้งนี้จึงขอนำเกร็ดเล็กๆที่ฝรั่งเขาสนใจเกี่ยวกับเครื่องดื่มเกลือแร่ชื่อดังๆยี่ห้อต่างๆที่เชื่อว่าแทบทุกท่านรู้จักหรือเคยลิ้มชิมรสด้วยซ้ำ  แต่ครานี้ฝรั่งเขาสนใจว่าน้ำเกลือแร่ที่แห่ซื้อกันดื่มนี้มันต่างจากน้ำเกลือแร่ที่ธรรมชาติมอบให้ในรูปของผลไม้มีน้ำอยู่ภายในกะละอย่างไร

จะดูว่า น้ำมะพร้าวกับ เกลือแร่ขวดมีความต่างตรงจุดไหน

งานนี้ใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์มาแยกธาตุฟันธงกันลงไปเลยว่าไผเป็นไผ เอ๊ย…อย่างไหนแจ่ม  ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้ถูกนำเสนอในงานประชุมใหญ่ครั้งที่ 244 ของสมาคมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกา(American Chemical Society)ที่ฟิลาเดลเฟียครับ

ดร.จันทรศรี ภัทธชยา จากมหาวิทยาลัยอินเดียน่าในนิวอัลบานีได้ทำการเปรียบเทียบแบบ “ชนยักษ์” กับเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อดัง  โดยพบว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นของน้ำมะพร้าวชื่นใจจากธรรมชาติคือ “โพแทสเซียม” ที่เป็นแร่ธาตุช่วยการทำงานของร่างกายนั้นในน้ำมะพร้าวมีอยู่เหนือกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่ขวดถึง 5 เท่า!

โพแทสเซียมช่วยการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ

ท่านที่เป็น “ตะคริว” ง่ายหลังออกกำลังหรือเสียเหงื่อมากถ้าได้โพแทสเซียมในปริมาณที่ดีก็จะช่วยจัดการอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ทำให้หลายท่านเจ็บปวดได้  แม้ในผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังแต่มีโพแทสเซียมต่ำ,เป็นตะคริวบ่อยหรือรับประทานอาหารได้น้อยน้ำมะพร้าวนี้ก็ช่วยได้นะครับ

โดยเฉพาะในผู้ที่กินอาหารไม่สุขภาพนักที่มักมีโพแทสเซียมต่ำแต่โซเดียมสูงอย่างอาหารฟาสต์ฟู้ดและประเภทสะดวกกินแต่ไม่แคร์วิตามินทั้งหลายนั้นมีการสำรวจพบว่าคนที่กินแบบขาดโพแทสเซียมแต่หนักเค็มนี้จะมีโอกาสตายจากโรคหัวใจมากกว่าชาวบ้านถึง 2 เท่าซ้ำความเสี่ยงมฤตยูจากโรคอื่นๆยังมีเพิ่มขึ้นอีกถึง 50%

แต่แค่เพียงน้ำมะพร้าว 1 แก้ว(12ออนซ์)ก็ช่วยให้ท่านได้ธาตุโพแทสเซียมมากกว่ากล้วยงามๆ 1 ผลแล้ว

อย่างไรก็ดีครับ ในโลกนี้ย่อมต้องดูทั้ง 2 ด้าน  ซึ่งน้ำมะพร้าวที่แสนดีของเราก็ยังมีจุดอ่อนอยู่เล็กน้อยในเรื่องแร่ธาตุเพราะเมื่อวิเคราะห์ลงไปถึงแร่ “โซเดียม” แล้วก็พบว่าต่ำกว่าน้ำเกลือแร่พร้อมดื่มซึ่งถ้ากล่าวอย่างยุติธรรมก็ต้องว่าน้ำเกลือแร่แบบขวดนั้นก็มีคุณค่าช่วยนักกีฬาและผู้เสียเหงื่อได้เหมือนกัน

ถึงจุดนี้ตามรายงานไม่ได้สรุปไว้ว่าควรดื่มชนิดใดหรืออย่างไร  ผมเลยขอสรุปไว้ให้เหมาะกับการใช้งานได้จริงด้วยก็คือท่านสามารถดื่มน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ได้ถ้าออกกำลังกายแบบไม่เสียเหงื่อหนักหรือเล่นกีฬาประเภทเบาๆถึงปานกลาง  นอกจากนั้นน้ำมะพร้าวยังดีกับผู้ที่เสี่ยงกับโซเดียมอย่าง “ความดันสูง” และ “โรคไต” ที่ต้องใช้ความระวังกับ “เกลือ” ที่มีอยู่มากทั้งในน้ำเกลือแร่และเกลือแร่แบบซองอื่นๆ

จึงอยากให้ท่านที่รักใช้ความระมัดระวังแต่ก็ไม่ต้องกังวลเมื่อได้อ่านเรื่องต่างๆในโซเชียล แค่ให้ทำสิ่งต่อไปนี้เป็นขั้นไปเมื่อท้องเสียคือดูแลเรื่องขาดน้ำ,ป้องกันความดันต่ำและถ้ามีติดเชื้อต้องทำให้หาย  ส่วนถ้าเริ่มกินอาหารได้นั้นเรื่อง “เกลือแร่” ก็มีอยู่ในอาหารสดเช่นกัน

                ขอท่านไม่ต้องกังวลไปนะครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

ขอบคุณภาพจาก stevepb

Related posts:

  1. เกลือบำบัด โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช “ทะเล…. Somewhere beyond the sea Somewhere waiting for me…” เพลงลาแมร์นี้ฟังแล้วชวนให้ละเมอถึงหาดทราย...
  2. “ดัชนีชี้น้ำตาล” ช่วยมนุษย์ชอบหวานได้มีเฮ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ของกินซ่อนหวานกับค่าน้ำตาลที่ต้องรู้                 การได้รับประทานของหวานยามเหนื่อยล้าหรือว่าเวลาที่ได้พักผ่อนกับครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความสุขแบบสั่งได้อย่างไร้ข้อสงสัย แต่ในบางครั้งหลังจากนั้นมันกลับทำให้รู้สึกผิดว่าได้เพิ่มหวานให้กับชีวิตหรือตามใจปากจนห่วงเรื่องสุขภาพกับรูปร่างขึ้น ทำให้รู้สึกบุญๆบาปๆอยู่ชอบกล เรื่องนี้มีทางออกอยู่ครับ มีนักวิทยาศาสตร์ฉลาดเฉลียวที่คิดเช่นเดียวกับท่านผู้อ่านที่รักว่าอยากหาสิ่งที่เป็น “ตัวชี้ที่ชัด” ของอาหารก่อนจะกินให้เห็นกันได้จะๆก่อนเสมือนมีไฟแดงไฟเขียวติดชนตาอยู่หน้าอาหารแต่ละชนิด  นี่เป็นที่มาของสิ่งช่วยชี้ความหวานที่ซ่อนอยู่คือตัวเลขแทนผลของอาหารที่จะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเราให้พุ่งครับ...
  3. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  4. ประโยชน์ของ “ไอศกรีม” ในหน้าร้อน โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ของกินหน้าร้อนล้วนแต่น่าลิ้มลอง  อย่างไอศกรีมหลากรสที่เย็นฉ่ำ  น้ำปั่นสมูทตี้ที่เย็นชื่นใจหรือขนมน้ำแข็งแบบไทยๆที่กินแล้วไม่เลี่ยนดี ล้วนเป็นของกินที่ขั้วตรงข้ามกับความร้อนรอบตัว                 โดยส่วนตัวแล้วผมชอบเสน่ห์น่ารักของของเย็นประดามีพวกนี้ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่เคยเห็นใครที่เคี้ยวหวานเย็นแล้วหน้าบึ้งหรือเดินเล็มไอศกรีมแล้วทำหน้าเครียดเลย  เห็นมีแต่รอยยิ้มและประกายตาสุขใจช่วยให้คนที่เห็นมีความสุขไปด้วยสมกับเป็น “ของกินอารมณ์ดี”                ...
  5. 10 อาหารสุขภาพรอบรั้วโรงเรียน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงนี้น้องๆเรียนหนังสือกันอย่างขมักเขม้นท่ามกลางสายฝนพรำนะครับ  พอตกเย็นพอเพลาคนไข้ที่คลินิกลงบ้างแล้วผมชอบเดินลัดเลาะไปแถวรั้วโรงเรียนครับ  เผอิญว่าคลินิกผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนแถวห้วยขวางรู้จักดี  ที่เดินใกล้โรงเรียนน่ะไม่ได้ไปเหล่อะไรครับ  แต่เพราะมีห้องสมุดประชาชนใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ ไปดูน้อง เอ้อ…หนังสือใหม่ๆน่ะครับ ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นจนคนรู้จักดีว่าไอ้นี่ชอบเดิน  แถมบางทีก็ไปถ่ายรายการหน้าโรงเรียนก็บ่อยไป  ได้เห็นพี่คนขายอาหารอร่อยๆริมรั้วโรงเรียนหลายเจ้า ...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top