“ซิก้า” เชื้อมหากาฬผ่านยุง โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

                ในโลกนี้มีเชื้ออยู่ไม่กี่ชนิดที่ส่งผลร้ายลงไปถึงคนรุ่นต่อไปได้  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเชื้อที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้มีนามคล้ายแท่งยาสูบชั้นดีจากคิวบาว่า “ซิก้า”

                ที่เป็นเรื่องประเภท “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะไวรัสซิก้ามีมานานเต็มทีแล้ว  ในบ้านเราก็มีครับ  ดังที่ผมเองทำรายการแล้วมีคนโทรเข้ามาถามอย่างหลักแหลมว่ายุงลายก็มีมานานแล้วทำไมซิก้าถึงเพิ่งมาดังในบ้านเรา  เอาเป็นว่าโรคนี้น่าห่วงอยู่พอดูเพราะคนหนึ่งติดแล้วยังอาจส่งผลให้อีกชีวิตแย่ได้

                พูดง่ายๆว่าไม่ใช่โรคที่ป่วยคนเดียว

                แต่ผลของมันมีในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้มาก

ถึงขั้นยิงยาวลงไปสู่ลูกที่เกิดใหม่ได้เต็มๆ ท่านที่รักลองคิดดูสิครับว่ามีโรคอะไรที่อุตริติดคนหนึ่งแล้วผ่านไปอีกคนในอีกรุ่นหนึ่งด้วยเรียกว่าป่วยกันข้ามเจเนอเรชั่นเลยนะครับ

                น่ากลัวอยู่ไม่น้อย

                เลยเป็นสิ่งที่ชาวโลกเขาหวั่นๆกันอยู่ว่าจะเป็นโรคในยุคที่ไม่ใช่เจเนอเรชั่นเอ็กซ์,วายหรือเจเนอเรชั่นมีแบบที่เขาชอบแบ่งผู้คนในโลกออกเป็นยุคๆตามวัยแล้วแต่ต่อไปอาจเป็น “ยุคซิก้าครองเมือง” หรือเจเนอเรชั่นมีบวกไวรัสซิก้าไป

                ทำให้ลูกหลานของเราตกอยู่ในความเสี่ยงครับ

 “ซิก้า

ไข้เลือดออกละติน

                มีภาพยนตร์เพลงรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังสาวอยู่เรื่องหนึ่งคือ “เวสต์ ไซด์ สตอรี่(West Side story)” ที่เป็นเรื่องของหนุ่มสาวเปอโตริกันจากแถบแคริบเบียนที่เข้ามาเผชิญโชคในอเมริกา  ซึ่งเหตุที่ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะไวรัส “ซิก้า” นี่เอง

                มันมาก่อเรื่องแถวแคริบเบียนกับอเมริกาใต้อย่างวุ่นวายไปหมด

                ไม่ว่าจะคิวบา,คูราเซา,จาไมก้า,โบลิเวีย,บราซิล,โคลอมเบีย,เอกัวดอร์,เปรู,กูยาน่า,ปารากวัย,สุรินัม,เฟร้นช์เกียน่าฯลฯ  มีหลายประเทศติดโผเป็นหางว่าว

                จนตอนนี้กลายเป็นเชื้อแถวหน้าของโลกไปแล้วราวกับเลสเตอร์เทียบชั้นพร้อมยันต์เจ้าคุณธงชัยจนโลกตะลึง  ซึ่งเดิมทีเชื้อนี้มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ประเทศอูกันด้าในป่าซิก้าอันเป็นที่มาของชื่อเชื้อ  โดยแรกทีเดียวคิดกันว่าไม่มีพิษภัยอะไรไม่ร้ายกาจจนมาเมื่อเร็วนี้ถึง(เพิ่ง)รู้กันว่ามันติดต่อสู่มนุษย์ได้โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์!

                มันทำร้ายให้ทารกเกิดใหม่นั้นมีความผิดปกติ

                มีลักษณะที่เห็นชัดคือ “ศีรษะเล็กจิ๋วผิดปกติ(Microcephaly)” ซึ่งไม่ได้ดูน่ารักขึ้นกล้องแบบคนหน้าเล็กแต่การมีศีรษะเล็กนั้นหมายถึงพัฒนาการของสมองซึ่งต่อยอดไปเป็นกระบวนการเติบโตของร่างกายไม่ดีไปด้วย

                แค่คุณแม่กำลังท้องเผอิญถูกยุงกัดก็เสี่ยงแล้ว

                ลำพังเปอโตริโกที่เดียวก็มีรายงานว่าเป็นคนท้องถึง 89% แล้วโดยยุงที่เป็นทูตแห่งอันตรายคือยุงลายบ้าน(Aedes aegypti) ชนิดเดียวกับที่เป็นพาหะนำไข้เลือดออกซึ่งเคยท่องกันมาสมัยเรียน  โดยเจ้าไวรัสซิก้านี้ก็มีอะไรๆที่คล้ายกันอยู่กับไข้เลือดออกหลายประการ

                เลยขอเรียกเล่นๆว่า “ไข้เลือดออกอเมริกาใต้” ก็แล้วกันครับ

                เพราะมีอยู่หลายชาติในทวีปนี้ที่จัดว่าเสี่ยงอย่าง “บราซิล” ที่เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนและพาราลิมปิกในปีนี้ก็ถูกหางเลขเอาเหมือนกันด้วยมีรายงานเด็กหัวเล็กถึงกว่า 1,000 รายซึ่งแสดงถึงความเสี่ยงที่จะแจกไวรัสซิก้าเป็นของที่ระทึก เอ๊ย…ระลึกแก่บรรดาผู้เข้าร่วมงานมหกรรมกีฬาระดับโลกนี้ซึ่งทางเจ้าภาพก็ต้องทำการบ้านหนักหน่อยด้วยการควบคุมโรคนี้ให้อยู่หมัด

                เห็นไหมครับว่าเป็นวาระระดับโลก  เริ่มจากเชื้อชื่อพิลึกนี้ผุดมาจากอูกันด้าในอาฟริกาแล้วก็มาโตได้ดิบได้ดี เอ๊ย…ได้โรคกันแถบละตินอเมริกา  ซึ่งจากนั้นจะแวะเยี่ยมที่ไหนในโลกอีก?—นี่ละครับคือประเด็น  เพราะพาหะของมันคือยุงลายนี้ชื่นชอบอากาศแถบศูนย์สูตรที่ร้อนชื้นเป็นอย่างยิ่ง  โดยมีสิ่งที่น่ากลัวแถมพกคือเมื่อสตรีตั้งครรภ์ติดไปแล้วจะแก้ไขได้ยากมากซึ่งทางที่ดีสุดคือป้องกันคุณแม่ตั้งท้องเอาไว้ให้ดี

               อย่าให้เสี่ยงกับเชื้อจากยุงใดๆเลย

“ติดทางเซ็กส์”

ประเด็นใหญ่ที่น่าห่วง

            นอกจากเชื้อซิก้าจะติดผ่านยุงแล้วทำให้เกิดทารกพิการที่ยืนยันได้แน่นอนแล้วนับพันราย  ไวรัสซิก้านี้ยังถูกผู้เชี่ยวชาญสงสัยให้เสียวสันหลังวาบว่ามันอาจติดต่อทาง “เพศสัมพันธ์” ได้เพราะพบเชื้อในน้ำกามผู้ชาย

                นั่นหมายความว่าติดจาก “คนสู่คน” ได้ด้วย

                ซึ่งถ้าเป็นจริงดังนั้นจะเกิดความโกลาหลกันยกใหญ่เพราะแค่การกุ๊กกิ๊กกันกับคนที่มีเชื้อ(ซึ่งยากจะรู้)ก็ทำให้เชื้อนี้ผ่านเข้าตัวอีกคนได้  ด้วยผลของการติดเชื้อซิก้านั้นกระทบถึงในผู้ใหญ่ได้อย่างแรงไม่แพ้เด็กกล่าวคือมันโยงกับการเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของร่างกายเรากับทั้งระบบภูมิคุ้มกันที่อาจคุ้มดีคุ้มร้ายทำร้ายตัวเองได้(Autoimmune disease)  ซ้ำยังไม่พอเพราะมีโอกาสทำให้เกิด “อัมพาต” อ่อนแรงแบบชั่วคราว(Guillain-Barre syndrome)จากเส้นประสาทหลายเส้นอักเสบพร้อมกันได้อีก—เกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะครับเรื่องนี้

                แสบไหมล่ะครับเจ้าซิก้านี่

                ยังมีสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือไวรัสซิก้าที่ว่าร้ายนี้ที่จริงแล้วเรารู้จักมันมาตั้งแต่ปี 1947 คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  ที่เรารู้จักมันครั้งแรกแต่ก็ยังชะล่าใจจนมาถึงทุกวันนี้ที่แม้ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาก็ยังเผยว่า “ต้องรอข้อมูลที่มากกว่านี้” ซึ่งเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้ก่อนเพราะในท่ามกลางบรรยากาศแห่งความไม่แน่ใจนี้การที่เราระวังตัวไว้ก่อนก็ยังเป็นมาตรการที่ดีที่สุด  โดยไวรัสนี้สามารถ “ปรับเปลี่ยนตัวเองได้” จึงประมาทไม่ได้เลยครับ

                อย่าลืมนะครับว่าที่ไหนร้อนชื้นมียุงลายก็อาจเกิดได้

                มีสถานที่คุ้นๆอยู่ในใจไหมครับ?

                เมื่อผู้เชี่ยวชาญออกมาแบไต๋ว่ามันยังเป็นเชื้อที่ต้องเรียนรู้กันต่อขนาดนี้ดังนั้นในเรื่องการรักษาท่านที่รักคงพอเดาได้(ว่ายังไม่มีแน่ทั้งยาและวัคซีน)  ซึ่งเหตุที่ทำให้จากวันที่พบเชื้อนี้ครั้งแรกร่วม 70 ปีแล้วแต่ยังไม่มียารักษาก็เพราะความ “เข้าใจผิด” ของผู้เชี่ยวชาญนี่ละครับ

                เพราะพากันคิดว่า “ไม่อันตราย(Benign)”

                เลยทำให้คิด(ผิด)ต่อว่า “ไม่คุ้มที่จะลงทุนวิจัยยารักษา”

                เฮ้อ…

                เรื่องล้อมคอก  เอ๊ย…ล้อมกรอบทีหลังนี่มีในทุกชาติทุกภาษาละครับ

                แต่เรื่องนี้ส่วนตัวผมรู้สึกเห็นใจเขาอยู่ครามครันเพราะถ้าดูกันถึงอาการของโรคไวรัสซิก้าที่มันใช้บังหน้าแล้วก็จะรู้สึกว่ามันไม่ร้ายกาจอะไรคล้ายกับไข้หวัดธรรมดาๆเสียด้วยซ้ำ เช่นป่วยตัวร้อน,ปวดเมื่อย,ปวดหัว,ปวดข้อ,ตาแดงฉ่ำๆดูกร่ำไข้ซึ่งก็ดูแล้วชวนให้ไล่ไปกิน “พารา” แล้วนอนพักจะตาย

                ยากที่จะคิดไกลไปถึงว่าเป็นโรคร้ายผ่านมาสู่มนุษย์อีกรุ่นหนึ่ง(ผ่านตั้งครรภ์)ได้

                ในทางอายุรวัฒน์เราจึงเน้นความรอบคอบถี่ถ้วนในทุกองศาสุขภาพมากที่สุดเพราะเรื่องนี้เป็นชีวิตของมนุษย์อีกรุ่นหนึ่งที่จะเป็นกำลังให้โลกของเรายุคต่อไป

                เอาเถิดครับ—ตอนนี้ทาง NIH ที่อเมริกากำลังพัฒนาวัคซีนมาใช้กันอยู่

                เขาว่าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า “ยา” ที่ใช้รักษาเพราะว่าโรคนี้มีอาการอยู่แค่ไม่กี่วันเท่านั้นการใช้ยาจึงไม่จำเป็นมากเท่ากับ “วัคซีน” ที่เป็นทางป้องกันระยะยาวกว่า

                ส่วนระหว่างนี้ผมว่าวิธีที่เราจะกันตัวเองและคุณแม่ที่กำลังท้องได้ดีที่สุดก็คือลดความเสี่ยงจากการสัมผัสกับเชื้อซิก้าครับ

โดยมีเทคนิกที่เราทุกคนทำได้เองดังต่อไปนี้

ลดเสี่ยงซิก้าล่ามนุษย์

1) ระวังการเดินทางไปประเทศเสี่ยง  ต้องเช็คให้ดีเพราะมีรายชื่ออยู่ หลายสิบชาติที่ประกาศว่ามีการแพร่ระบาดของไวรัสนี้โดยเฉพาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องป้องกันเรื่องยุงกัดไว้เป็นอย่างดี

2) กันยุงไว้  ดังที่เล่าไปว่ายุงลายเป็นตัวการพาไวรัสซิก้าล่าคนได้  ดังนั้นก่อนที่จะเป็นผู้ถูกล่าขอให้ป้องกันเรื่องยุงกัดเอาไว้ก่อนโดยไม่จำเป็นต้องกันแต่ยุงลายเสมอไป  เรื่องนี้อย่าชะล่าใจทีเดียวเพราะมีความเป็นไปได้ว่ายุงสายพันธุ์ A. Albopictus ที่เรียกว่า “ยุงลายสวน(ไม่ใช่ยุงที่เพ้นท์รูปสวนนะครับ)” ก็อาจแพร่เชื้อได้เหมือนกัน

3) ป้องกันเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง  ให้ระวังเรื่องการสัมผัสทางเพศกับผู้ที่มีความเสี่ยงไวรัสซิก้าเช่นเดินทางมาจากบริเวณที่ต้องสงสัยเพราะไวรัสนี้อาจติดผ่านเพศสัมพันธ์ได้

4) คุมกำเนิด  ถ้าไม่ปรารถนาการตั้งครรภ์อยู่แล้วให้เลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมดีกว่าเสี่ยงให้เด็กที่เกิดมามีความผิดปกติเพราะบางทีการมีศีรษะเล็กนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่จะตามมาครับ

5) ฝากครรภ์  เป็นการป้องกันที่ดีเพราะจะมีการ “ตรวจเป็นระยะ” ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อได้รับรู้และวางแผนก่อน  โดยมีข้อมูลต้องรู้อยู่ก็คือการตรวจด้วย “อัลตร้าซาวน์” เป็นวิธีเดียวที่จะดูลักษณะศีรษะเล็กผิดปกติจากโรคนี้ได้ซึ่งเริ่มเห็นได้ในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 ขึ้นไป

6) แม้ไม่ท้องก็ต้องระวัง  เราพากันเห็นใจคนท้องไปแล้วทีนี้ก็มาเห็นใจตัวเองบ้างครับ  ด้วยข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อท่านว่าคนที่ไปในดินแดนเสี่ยงแล้วติดเชื้อมาทำให้ไวรัสมีโอกาสแพร่ไปยังคุณแม่ๆทั้งหลายที่กำลังตั้งครรภ์ได้  ส่วนในผู้ชายก็ต้องระวังเพราะไวรัสซิก้าไม่เลือกว่าจะทำให้ใครเป็น “อัมพาต” แม้จะชั่วคราวและพบไม่บ่อยก็ตามแต่เชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นแน่

ทั้งหมดนี้คือเกราะป้องกันไวรัสซิก้าที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน  ด้วยอย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ได้ลุกขึ้นมารู้จักและตระหนักรู้ถึงเชื้อร้ายที่จะทำลายมนุษยชาติรุ่นต่อไปได้  ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะรู้ถึงความร้ายกาจของมันแต่นั่นก็ยังเป็นส่วนน้อยด้วยมีความมืดมิดที่นักวิทยาศาสตร์ยังมืดแปดด้านอยู่เป็นต้นว่าเวลาใดที่คนท้องจะมีความเสี่ยงติดเชื้อมากที่สุด,ไวรัสเข้าไปเบรกการเติบโตสมองได้อย่างไรและทารกที่เกิดมาจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวแค่ไหน

            เป็นปริศนาชี้ชะตามนุษย์เจเนอเรชั่นต่อไปครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

ขอบคุณภาพจาก stevepb

Related posts:

  1. “ซิก้า” เชื้อไวรัสน่ารู้ช่วงโอลิมปิก โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้จะมีผลต่อ “อนาคต” ของเราทุกคนเพราะมันอยู่บนพื้นฐานที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด  เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและสุขภาพของคนรุ่นนี้รวมถึง “รุ่นต่อไป” ที่ในขณะนี้มีผู้ร้ายที่กำลังรุกรานเราอยู่                 มาจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็น                ...
  2. ความปวดที่แตกต่าง โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ใครที่ตกอยู่ในห้วงของความเจ็บปวดย่อมน่าเห็นใจอย่างที่สุด  ความปวดที่รุนแรงมากๆนอกจากปวดใจจากความผิดหวังแล้วความปวดตามร่างกายก็เป็นส่วนที่ทำให้เป็นทุกข์ ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตได้ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าเราเจ็บปวดอยู่คงไม่อยากออกไปพบเจอใคร  ซึ่งเรื่องปวดนี้ถูกนำมาขยายผลเป็นการศึกษาในหัวข้อ “การจัดการความเจ็บปวด(Pain management)” ที่วิสัญญีแพทย์ย่อมรู้จักกันดี เมื่อลงปวดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีกลไกที่ทำให้รับรู้ปวด ...
  3. 10 ข้อเสียเมื่ออดอาหารเช้า โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านบอกว่าถ้าให้อดอาหารเช้านี่เป็นเรื่องทรมานมาก เข้าขั้นหนักเอาการอยู่ เพราะเคยรับประทานกันมาแต่เช้า ในสมัยก่อนนี้โมงหนึ่งก็ข้าวตกถึงท้องแล้ว พอต้องอดเลยรู้สึกไม่สดชื่น ผมสังเกตจากคนไข้ที่ท่านมาเจาะเลือดตอนเช้าน่ะครับว่าหลายท่านขอต่อรองมาเช้ากว่าเวลาคลินิกเปิดได้ไหมเพราะ “ทนหิวไม่ไหว” น่าเห็นใจที่สุดครับ ใครไม่เคยหิวอาจนึกไม่ออก เพราะกลไกการกินอาหารเช้าตรู่ที่ทำจนติดเป็นนิสัยนั้นจะทำให้มีน้ำย่อยมาคอยจ่อคอหอยอยู่ทุกเช้า...
  4. 10 สัญญาณร้ายที่ไม่ควรรอ โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ในแต่ละวันที่ตรวจคนไข้ทำให้ได้รับรู้เรื่องพิเศษหลายเรื่องอยู่เสมอครับ บางเรื่องเข้าขั้นน่าอัศจรรย์เสียด้วยซ้ำ ด้วยอาการป่วยแต่ละกรณีถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นถึงความพิเศษ แม้แต่โรค “หวัด” ธรรมดาๆถ้าดูให้ดีก็จะเห็นความน่าสนใจ ที่ไม่เหมือนกันก็เพราะผมเห็นของผมเองว่าคนไข้แต่ละคนมีความพิเศษเพราะเขาได้ดูแลสุขภาพมาในแบบต่างๆกัน มีการใช้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจึงต้องดูแลรายละเอียดเรื่องการกิน-อยู่ที่ผ่านมาของคนคนนั้นด้วย จึงจะช่วยกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน...
  5. เกลือบำบัด โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช “ทะเล…. Somewhere beyond the sea Somewhere waiting for me…” เพลงลาแมร์นี้ฟังแล้วชวนให้ละเมอถึงหาดทราย...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top