ฉลากอาหาร กับความหมายที่ซ่อนไว้ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ฉลากอาหาร กับความหมายที่ซ่อนไว้ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ฉลากอาหาร กับความหมายที่ซ่อนไว้ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

อ่านฉลากอย่างฉลาด ปลอด,ไร้,ไขมันต่ำ,ปราศจากน้ำตาลฯลฯ ศัพท์บนฉลากอาหาร กับความหมายที่ซ่อนไว้

วลีที่ออกจะกล้าหาญนิดๆแกมปลงตกหน่อยๆว่า “คัมว้อทเม(Come what may)” ที่แปลว่า “อะไรจะเกิดก็จงมาเถิด” ถือเป็นคำที่ผู้มีหัวใจแกร่งกล้ากล่าวออกมายามที่ได้พานพบอุปสรรคมามาก  ซึ่งหลายท่านก็ฝ่าฟันจนผ่านพ้นมาได้อย่างงดงาม  ดังที่เราคงได้พบเห็นบุคคลที่น่าสรรเสริญเช่นนี้อยู่เสมอในบ้านเราครับ

สำหรับความรู้สึกที่เข้าใจโลกและรู้ทันโลกทำให้บุคคลที่ผ่านเรื่องสุขภาพมามากมีความรอบคอบสูง  ด้วยประสบการณ์ที่รู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับอาหารการกินยุคใหม่รอบตัวเราที่ดูหน้าไม่รู้ใจว่าใส่สารสังเคราะห์อะไรเข้าไปบ้าง  ซึ่งเมื่อเราไม่อาจไปห้าม “เขา” ได้ก็ขอให้ใช้วิธีป้องกันตัวของเราให้ดีไว้ก่อน

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแต่ขอให้ได้ทำเต็มที่ไว้ในเรื่องการป้องกัน

นี่คือหัวใจสำคัญของอายุรวัฒน์

ซึ่งทางหนึ่งของการป้องกันอย่างรอบคอบก็คือการ “อ่านฉลาก” ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์รับประทานทั้งหลาย  อย่างน้อยมันเป็นการฉายภาพให้เห็นส่วนประกอบของมันข้างในที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่เมื่อกินเข้าไปแล้วพาให้เกิดผลทางสุขภาพได้แน่

บางอย่างก็แค่เล็กน้อยแต่บางชนิดก็แสลงโรคได้

ในท่านที่แม้ไม่มีโรคประจำตัวใดๆก็ควรต้องทราบเรื่องฉลากไว้เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราได้ของดีที่ไม่เสี่ยงกับสุขภาพในอนาคตด้วยครับ  สำหรับความหมายในฉลากที่บอกไว้นอกจากส่วนผสมไม่ว่าจะเป็น ไขมันต่ำ,โลว์ชูการ์หรือว่าแคลอรี่เป็นศูนย์ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านได้เคยผ่านตากับคำเหล่านี้มาที่เรียกแบบเป็นทางการหน่อยว่า “ฟู้ด เทิร์ม(Food terms)” หรือศัพท์เฉพาะในแวดวงอาหารครับ

สำหรับความหมายจริงของมันอาจไม่ได้เหมือนกับที่เราคิดอยู่ในหัวเสมอไป  ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เครื่องดื่มที่บอกว่าน้ำตาลเป็นศูนย์(ซีโร่)นั้นแท้จริงคำว่า zero ในฉลากอาหารไม่ได้แปลว่าสิ้นไร้น้ำตาลหรือปราศจากไขมันหมดจดแต่ยังอาจมีได้ถึงไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ขออย่าคิดว่าเท่ากับปลอดอ้วนเสมอไป

แคลอรี่เบาๆ

คำว่า ไลท์(Light)” แปลได้ว่าน้อยสมชื่อ?

ทาง FDA ได้ให้ความหมายของคำว่า Light หรือ Lite โดยไม่มีคำใดๆต่อท้ายไว้อย่างชัดเจนว่าคืออาหารที่มีการลดในสิ่งต่อไปนี้อย่างมีนัยสำคัญทั้ง ไขมัน,แคลอรี่และโซเดียม  ดังนั้นถ้าเราเห็นคำนี้ก็จะมั่นใจได้ในสิ่งต่อไปนี้ครับ

-  ถ้าเป็นของกินที่มีไขมันมากกว่า 50% ของแคลอรี่ทั้งหมดก็ให้รู้ว่า “ไลท์” นั้นหมายถึงไขมันจะต้องน้อยกว่า 50%

-  หากเป็นของกินที่เดิมไขมันน้อยกว่า 50% ของแคลอรี่อยู่แล้วคำว่า “ไลท์” จะหมายถึงแคลอรี่ที่ต้องต่ำลงกว่าของเดิมอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือไขมันจะต้องลดลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง

-  ส่วนอาหารที่มี “โซเดียม” นั้นคำว่า “ไลท์” หมายถึงต้องมีโซเดียมน้อยกว่าเดิมอย่างน้อย 50% ครับ

พูดง่ายๆว่า “ไลท์” นี้หมายถึงเบาลงจริงๆทั้งไขมัน,แคลอรี่และความเค็มหรือโซเดียมแต่ไม่ถึงกับ “ไร้” คือไม่มีเสียเลยแต่เป็นการลดลงในปริมาณที่เยอะอย่างชัดเจนจริงๆด้วยดังที่เล่าว่าบางอย่างนั้นต้องน้อยกว่าเดิมกว่าครึ่งเป็นต้นไป  อย่างไรก็ดีในกรณีนี้ยังมี “ข้อยกเว้น” อยู่บ้างด้วยหากของกินนั้นใช้คำว่า “Low” ที่บอกว่าต่ำกว่าของเดิมอยู่แล้ว  เป็นต้นว่าติดฉลากไว้ว่ามี ไขมัน 3 กรัมหรือน้อยกว่าเดิม  ถ้าเช่นนี้ก็ไม่ต้องใช้คำว่า “ไลท์” เพิ่มเข้าไปให้รุงรังแล้ว

นอกจากนั้นคำว่า ไลท์ยังใช้ได้ในเรื่องของสีสันหรือเนื้อสัมผัสของอาหารด้วยเผื่อท่านไปเห็นก็ไม่ต้องแปลกใจว่าไม่เกี่ยวกับไขมันหรือแคลอรี่เลยแต่ในกรณีนี้จะบังคับให้ขยายความห้อยท้ายไว้นิดเช่น ไลท์อินคัลเลอร์(สีอ่อน)หรือ ไลท์อินเท็กซ์เจอรที่แปลเนื้อสัมผัสนุ่มเนียนบางเบาก็ว่ากันไป

                                                ให้รู้ว่า ไลท์สั้นๆนี้มีความหมายลึกซึ้งครับ

อ่านฉลากอย่าง ฉลาด

            โลกยุคนี้เป็นยุคที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลกันอย่างได้ผลจริงๆด้วยเป็นสิ่งที่คนเชื่อจากแค่มองปราดเดียวบนหน้าจอที่วางอยู่กับมือเลยทำให้พ่อค้าแม่ขายพากันลงสินค้าในไลน์,เฟสบุ้คและอินสตาแกรมกันเกร่อ

                เผลอนิดเดียวก็มีคนเชื่อเข้ามากดดูกันเพียบ

                ที่ขายได้เอิกเกริกอู้ฟู่นั้นส่วนหนึ่งเพราะ “ภาษา” ที่พาให้ผู้บริโภคเข้าใจไปตามสิ่งที่การตลาดและผู้ขายอยากโหมโฆษณา  เช่นเดียวกับสินค้าบริโภคที่มีการใช้ศัพท์เฉพาะที่เราต้องรู้

                ด้วยมันอาจไม่แปลตรงๆอย่างที่เราคิด

                มีคำอยู่หลายชนิดที่เป็นที่นิยมใส่กรอกหูผู้บริโภคให้รู้สึกดีมากเช่น เลือกสรรแล้วว่า “แคลอรี่ต่ำ(Low calorie)”, “ไขมันต่ำ(Low fat)” และก็เช่นเดียวกับที่พะยี่ห้อด้วยคำว่า “reduced(ลดลง)” และ “less(น้อยกว่า)” ซึ่งแม้คำเหล่านี้จะเป็นภาษาต่างชาติแต่ผลิตภัณฑ์ยุคนี้ก็สามารถนำมาใส่ไว้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือได้

                อนุญาตให้เคลมได้ถ้าปริมาณสารอาหารนั้นน้อยกว่า 25% ของที่อ้างอิงจริงๆ

                ที่จริงเรื่องนี้ต้องขอชมทาง FDA ของสหรัฐอเมริกาเขาที่ได้ทำบัญชีของบริโภคเอาไว้โดยให้ “ค่าปริมาณอ้างอิง” ไว้ด้วยถึง 139 รายการซึ่งเป็นอาหารที่รับประทานต่อ 1 อิ่ม  ซึ่งนอกจากนั้นยังมีรายละเอียดที่อยากนำมาเล่าเพิ่มเติมให้กับท่านที่รักฟังด้วยเป็นสิ่งที่พบเจออยู่บ่อยๆได้แก่

  1. แฟ็ท-ฟรี(Fat-free) คือมีไขมันน้อยกว่า 0.5 กรัมต่อปริมาณอ้างอิง
  2. % แฟ็ท-ฟรี คำนี้ถ้าเห็นที่ผลิตภัณฑ์ก็ต้องดูกันครับ  เช่นถ้าบอกว่า 100% แฟท-ฟรีก็แสดงว่าของกินนั้นเข้าเกณฑ์แฟ็ท-ฟรีดังข้อข้างต้นและไม่มีไขมันเพิ่มเติมเข้าไป
  3. แคลอรี่-ฟรี(Calori-free) แปลว่ามีแคลอรี่น้อยกว่า 5 ต่อปริมาณอ้างอิง
  4. โคเลสเตอรอล-ฟรี(Cholesterol-free) คือมีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 2 มิลลิกรัมต่อปริมาณอ้างอิงและมีขไมันอิ่มตัวน้อยกว่า 2 กรัมของปริมาณอ้างอิง
  5. ปลอดไขมันอิ่มตัว(Saturated fat-free) ข้อนี้ให้จำง่ายๆที่ตัวเลข 0.5 กรัมครับ  นั่นคือมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 0.5 กรัมและไขมันทรานส์(Trans fat)ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อปริมาณอ้างอิงเช่นกัน
  6. โลว์-แฟ็ท(Low-fat) แปลว่ามีไขมันรวมน้อยกว่า 3 กรัมต่อปริมาณอ้างอิงที่กำหนดไว้
  7. โลว์-แคลอรี่(Low-calorie) คือมีพลังงานไม่เกิน 40 กิโลแคลอรี่ต่อปริมาณอ้างอิง(ยกเว้นน้ำตาลทดแทน)
  8. โลว์-โคเลสเตอรอล(Low-cholesterol) หมายถึงต้องมีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 20 มิลลิกรัมและไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 2 กรัมต่อปริมาณอ้างอิง
  9. ไขมันอิ่มตัวต่ำ(Low-saturated fat) คือต้องมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 1 กรัมต่อปริมาณอ้างอิงและแคลอรี่จากไขมันอิ่มตัวต้องไม่มากกว่า 15%

จะเห็นว่าคำที่พะยี่ห้อไว้ว่า “ฟรี” หรือปลอดไขมันอย่างแฟ็ทฟรี,แคลอรี่ฟรีหรืออะไรต่อมิอะไรนั้นแท้จริงแล้วอาจ “ไม่ฟรี” เลยในแง่สุขภาพโดยเฉพาะถ้าเราไม่รู้ทัน

                                        ป้องกันตัวเราด้วยความรู้ดีๆจะช่วยได้เสมอครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

ขอบคุณภาพจาก stevepb

Related posts:

  1. กินนมกินเนย โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช เป็นวิทยากรพูดให้กับทางการบินไทยมาทุกปี  ปีนี้มีผู้บริหารท่านหนึ่งซึ่งอยู่ฝ่ายฝึกอบรมนี้ได้กรุณามานั่งฟังและตอนเบรคมีคำถามที่น่าสนใจเลยอยากนำมาฝากท่านผู้อ่านของเราด้วย ท่านถามเกี่ยวกับเรื่อง “ชีส” ครับ สืบเนื่องจากชีสมีหลายชนิด สุดแล้วแต่การแบ่ง ทั้งแบบแข็งมาก,แข็งน้อย,นิ่ม,ครีมชีสใช้ทำขนม หรือแบ่งตามชนิดนมตั้งแต่นมวัว,นมควายไปจนกระทั่งถึงนมจามรีที่หายากและราคาแพงมากถึงกับต้องขายเป็นกรัม! ดังนั้นสำหรับเรื่องชีสการจะเลือกรับประทานสักอย่างหนึ่งนี่ควรเลือกแบบใดดี ...
  2. แปลงอาหารใกล้ตัวให้เป็นอาหารสุขภาพ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ปัญหาน่าปวดหัวอย่างหนึ่งในด้านสุขภาพคืองานวิจัยที่เปลี่ยนไปมาเรื่อยๆหรือขัดแย้งกันเอง  ในหน้าที่ที่เป็นนักวิชาการประเภทสอนหนังสือก็ได้พบเรื่องนี้อยู่บ่อยๆเวลาที่มีนิสิตมาปรึกษา  ซึ่งถ้าจะว่าให้ทำใจก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนักแต่ขอเตือนด้วยความรักเพราะสิ่งใดๆถ้าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันมากก็รังแต่มึนหัว                 จึงต้องยึดกาลามสูตรอย่าอ้างแต่งานวิจัยอย่างเดียว                 โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารการกินที่ไม่มีค่าคงตัวหรือสูตรสำเร็จว่าต้องกินแต่ผักเหมือนๆกันแล้วจะดีหรือต้องหาสมุนไพรมาใช้แทนยาแล้วถึงจะช่วย                 มันก็บ่แน่ดอกนาย...
  3. กินเจให้ครบ ไม่รบกวน 4 ฮอร์โมน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช การกินเจเป็นการกินเพื่อสุขภาพที่ดีทางหนึ่งซึ่งช่วยให้แข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ แต่ในคนบางกลุ่มครับ การกินเจอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้ ในเรื่องเล็กๆอาจแค่น้ำหนักเพิ่ม ในเรื่องใหญ่ก็อาจถึงขั้นสุขภาพเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ แต่ขอย้ำไว้ว่า “ถ้ากินผิดวิธี” นะครับ เป็นต้นว่ากินแต่ผักโดยไม่มีโปรตีนจากเต้าหู้หรือถั่วต่างๆเลย อย่างนี้ร่างกายก็อาจซูบผอมทรุดโทรมลงได้...
  4. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  5. “ดัชนีชี้น้ำตาล” ช่วยมนุษย์ชอบหวานได้มีเฮ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ของกินซ่อนหวานกับค่าน้ำตาลที่ต้องรู้                 การได้รับประทานของหวานยามเหนื่อยล้าหรือว่าเวลาที่ได้พักผ่อนกับครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความสุขแบบสั่งได้อย่างไร้ข้อสงสัย แต่ในบางครั้งหลังจากนั้นมันกลับทำให้รู้สึกผิดว่าได้เพิ่มหวานให้กับชีวิตหรือตามใจปากจนห่วงเรื่องสุขภาพกับรูปร่างขึ้น ทำให้รู้สึกบุญๆบาปๆอยู่ชอบกล เรื่องนี้มีทางออกอยู่ครับ มีนักวิทยาศาสตร์ฉลาดเฉลียวที่คิดเช่นเดียวกับท่านผู้อ่านที่รักว่าอยากหาสิ่งที่เป็น “ตัวชี้ที่ชัด” ของอาหารก่อนจะกินให้เห็นกันได้จะๆก่อนเสมือนมีไฟแดงไฟเขียวติดชนตาอยู่หน้าอาหารแต่ละชนิด  นี่เป็นที่มาของสิ่งช่วยชี้ความหวานที่ซ่อนอยู่คือตัวเลขแทนผลของอาหารที่จะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเราให้พุ่งครับ...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top