“อดมื้ออิ่มมื้อ” ระวังอันตรายสุขภาพ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

“อดมื้ออิ่มมื้อ” ระวังอันตรายสุขภาพ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

“อดมื้ออิ่มมื้อ” ระวังอันตรายสุขภาพ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

อดมื้ออิ่มมื้อระวังอันตรายสุขภาพ

เทคนิกอิ่มเช้าและเที่ยง

แต่ให้เลี่ยงมื้อเย็นอย่างปลอดภัย

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีทันสมัยที่ทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวใหม่ๆที่ส่งกันมาตามโลกออนไลน์ตั้งแต่บทสรุปสตาร์วอส์ตอนล่าเรื่อยมาจนถึงเคล็ดลับสุขภาพที่ส่งกันด้วยความห่วงใย

                ครั้งนี้มีแชร์สุขภาพเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการ “อดมื้อเย็น” ที่ว่าช่วยให้ลดน้ำหนักแถมลดไขมันพอกตัวได้  ซึ่งที่จริงแล้วโดยหลักการก็เป็นไปได้จริงครับ  เพียงแค่ว่าต้องมาดูกันเป็นรายๆถึงไลฟสไตล์ของแต่ละคนด้วยลองคิดง่ายๆว่าถ้าเอาคนที่ “ไม่พร้อม” มาอดจะเกิดอะไรขึ้น

                นอกจากน้ำหนักไม่ลดแล้วยังได้แถมโรค

                เช่นคนที่ต้องอยู่ดึกทำงานกะกลางคืนขืนให้อดมื้อเย็นก็เป็นเรื่องสิครับ  ถ้าเป็นคุณหมอคุณพยาบาลอยู่เวรก็หมดเรี่ยวแรงช่วยคนไข้หรือไม่ต้องอะไรมากหากเป็นคนทำงานออฟฟิศต้องทำโอทีอยู่ดึกอย่างนี้  ขืนไม่มีเชื้อเพลิงสำคัญจากอาหารคือน้ำตาลไปเลี้ยงสมองก็ต้องนึกถึงเอาซอมบี้มานั่งทำงานล่ะครับ

                ไม่มีแรงสมองมาคิดต้นฉบับ ปิดงานไม่ได้ เคลียร์บัญชีไม่จบและยังอีกสารพัดระบบในร่างกายรวน

                วันนี้ไม่ได้จะชวนมาห้ามทำหรือเชียร์ให้ทำนะครับ  เพียงแค่หลังจากอ่านไลน์แชร์ในเรื่องนี้แล้วขอให้คิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้  โดยในกระทู้ว่า “อดมื้อเย็นเป็นตัวลดหุ่น” นี้ก็เคยเป็นประเด็นที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเอามารายงานกัน  ซึ่งผมขอเล่าให้ท่านที่รักฟังโดยย่อว่าเรื่องการอดมื้อเย็นนี้มีการ “ทดลอง” ที่น่าสนใจยิ่ง

เพราะทำในมนุษย์นี่เลยครับ

โดยโจทย์ก็คือระหว่างการอดมื้อเย็นกับกิน 6 มื้อย่อยในแต่ละวันนี้แบบไหนจะลดน้ำหนักได้มากกว่ากันโดยมีข้อแม้ว่าทั้ง 2 กลุ่มนั้นต้องได้รับปริมาณอาหารในแต่ละวันเท่ากัน

พูดง่ายๆคือกำหนดให้กินได้แคลอรี่เท่ากันแต่แบ่งมื้อต่างกัน

การศึกษาที่ทำในมนุษย์นี้เลือกอาสาสมัครเป็นผู้ที่มีเบาหวานประเภทที่ 2 ด้วยครับ  แล้วก็เชิญมาแบ่งกลุ่มกันเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่มโดยให้แต่ละกลุ่มนั้นกินอาหารแต่ละแบบไปเป็นเวลา 12 สัปดาห์แล้วจากนั้นค่อยสลับกันอีก 12 สัปดาห์

แล้วพามาดูผลเทียบกัน

ซึ่งในการทดลองนี้ได้พยายามล็อคปัจจัยต่างๆเอาไว้ให้ไม่แตกต่างกันเป็นต้นว่าขอร้องให้อาสาสมัครไม่ปรับเปลี่ยนการออกกำลังในระหว่างนี้เพราะจะได้ไม่มีปัจจัยอื่นมามีอิทธิพลต่อผลลัพธ์

โดยส่วนตัวผมชอบการศึกษานี้ที่เขาเอามานำเสนอในงานประชุมวิทยาศาสตร์ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกาเพราะว่านักวิจัยได้ใช้ความสามารถในการออกแบบการศึกษาได้อย่างรัดกุมดี  ซึ่งผลการศึกษาที่ออกมาก็ถูกตรวจวัดอย่างรอบคอบเพราะไม่ได้ดูเฉพาะน้ำหนักตัวที่ลดเพียงอย่างเดียว

แต่ดูการลดของไขมันที่เกาะตับด้วย

ผลปรากฏว่ากลุ่มที่กินแค่ 2 มื้อใหญ่นั้นลดได้มากกว่า  วึ่งในเรื่องนี้อาจดูเผินๆเหมือนช่วยเชียร์ว่าเอาละนะวันนี้ฉันจะต้องอดมื้อเย็นให้ได้  แต่อย่างไรก็ดีครับ  เหมือนที่ผมเคยบอกว่าการศึกษาก็ย่อมมีสิ่งที่เราต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์เพราะไม่แน่ว่ากลุ่มที่กิน 6 มื้อย่อยนั้นจะคุมแคลอรี่ได้จริงคือพูดตรงๆว่าอาจมีเผลอกิน “เกิน” โควต้าของวันไปก็ได้

ซึ่งเรื่องนี้นักวิจัยฝรั่งเขาก็ยอมรับในสิ่งที่เราสงสัยกันครับ

นอกจากนั้นการอดอาหารเย็นไปวันละครั้งนั้นก็เท่ากับเราอดอาหารไป 1 ใน 3 ของวันโดยที่หลายท่านต้องใช้ชีวิตอยู่ดึก,ทำงานดึก,ช่วยทำการบ้านให้ลูกดึก,เชียร์บอลดึกฯลฯ  ซึ่งในที่สุดก็อาจทำให้ “หิวดึก” ก็เป็นได้ซึ่งนี่ก็ถือเป็นข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น  ดังนั้นในเรื่องนี้ผมจึงมีทางออกง่ายๆไว้ให้ท่านที่อยากปฏิบัติการงดวิกาลโภชนาตามแชร์ที่ส่งมาด้วยความห่วงใยแบบง่ายๆก็คือ

1) หามื้อเย็นเบาๆ คือแคลอรี่น้อยๆรับประทานพอให้ท้องไม่ว่างอ้างว้างจนเกินไป

2) ในคนที่เป็นโรคกระเพาะ,กรดไหลย้อนหรือลำไส้แปรปรวนขอให้อย่าอดอาหารปล่อยท้องว่างนานๆ

3) หลังมื้อเย็นที่เป็นอาหารเบาๆ ถ้าเราไม่อยากรู้สึกผิดขอให้ลุกขึ้นเดินเล่นอีกสัก 15 นาทีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ด้วย(Three 15-min Bouts of Moderate Postmeal Walking Significantly Improves 24-h Glycemic Control in Older People at Risk for Impaired Glucose Tolerance การศึกษาจาก George Washington University School of Public Health and Health Services)

4) เลี่ยงนอนดึก เพราะยิ่งอยู่ดึกแบบท้องว่างจะสร้างความหิวโหยอย่างฉกาจฉกรรจ์ให้และข้อเสียของการอดมื้อเย็นแบบเด็ดขาดก็อาจทำให้ตื่นมาตอนเช้าหิวโซแล้วเผลอกินมื้อโตได้ง่ายๆซึ่งก็ไม่ดีนักต่อดุลยภาพของร่างกายครับ

สรุปว่าไม่ให้อดมื้อเย็นเสียจนหมดจนแต่ให้อดแบบฉลาดคือกินเบาๆให้มีอาหารตกถึงท้องบ้างพอให้ไม่เหงา(พุง)แบบที่ฝรั่งเรียกว่า light meal ซึ่งต้องย้ำกับตัวเองว่ากินเบาๆแต่ไม่ใช่กินเอาๆนะครับ  เพราะการกินหนักมื้อเย็นจะกลายเป็นผู้ร้ายต่อสุขภาพได้เพราะทำให้ดื้อต่ออินสุลินที่เป็นตัวสำคัญทำให้เกิดโรคอ้วนลงพุงมฤตยู  ด้วยการกินหนักในมื้อเย็นที่หลังจากนั้นไม่มีกิจกรรมทางกายอะไรที่หนักหนาแล้วจะทำให้ร่างกายพลอยไม่ไวต่ออินสุลินไปด้วย  ดังนั้นอาจลองกินเป็นผลไม้เล็กๆน้อย,น้ำปั่นผลไม้,ถั่วลิสงหรือน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืชสักหน่อยก็พอไหวอยู่ครับ

                                                จะได้เป็นการอดมื้อเย็นอย่างไม่กระทบสุขภาพด้วย

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

ขอบคุณภาพจาก RyanMcGuire

Related posts:

  1. “ดัชนีชี้น้ำตาล” ช่วยมนุษย์ชอบหวานได้มีเฮ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ของกินซ่อนหวานกับค่าน้ำตาลที่ต้องรู้                 การได้รับประทานของหวานยามเหนื่อยล้าหรือว่าเวลาที่ได้พักผ่อนกับครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความสุขแบบสั่งได้อย่างไร้ข้อสงสัย แต่ในบางครั้งหลังจากนั้นมันกลับทำให้รู้สึกผิดว่าได้เพิ่มหวานให้กับชีวิตหรือตามใจปากจนห่วงเรื่องสุขภาพกับรูปร่างขึ้น ทำให้รู้สึกบุญๆบาปๆอยู่ชอบกล เรื่องนี้มีทางออกอยู่ครับ มีนักวิทยาศาสตร์ฉลาดเฉลียวที่คิดเช่นเดียวกับท่านผู้อ่านที่รักว่าอยากหาสิ่งที่เป็น “ตัวชี้ที่ชัด” ของอาหารก่อนจะกินให้เห็นกันได้จะๆก่อนเสมือนมีไฟแดงไฟเขียวติดชนตาอยู่หน้าอาหารแต่ละชนิด  นี่เป็นที่มาของสิ่งช่วยชี้ความหวานที่ซ่อนอยู่คือตัวเลขแทนผลของอาหารที่จะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเราให้พุ่งครับ...
  2. แปดโรครักษาต้องจับตากับ “ยาสเตียรอยด์” โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช                   ยาทาผื่นหายทันใจ                 ยากินรักษาโรคแพ้ภูมิ                 ยาพ่นจมูกแก้ภูมิแพ้                 ยาสมุนไพรลูกกลอน…                ...
  3. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  4. เครื่องดื่มตาค้าง โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช   เพิ่งมาสังเกตตัวเองครับว่าพูดถึงเรื่องเครื่องดื่มน้อยมาก  คงเป็นด้วยว่ามีท่านผู้สนใจถามมาเรื่องของรับประทานเป็นจำนวนมากกว่า  แต่ว่าเมื่อวานได้ไปพูดให้กับผู้บริหารการบินไทยมีผู้ถามเรื่องกาแฟเข้ามาเลยเกิดพุทธิปัญญาซาโตริเล็กๆว่าน่าจะเขียนเรื่องเครื่องดื่มในกลุ่มเดียวกับกาแฟฝากไว้ให้ท่านที่รักด้วย จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่ม “ตาค้าง” ครับ สำหรับตัวผมเองจัดว่าอยู่ใกล้ชิดกับกาแฟมาดิบดีเพราะมีเพื่อนที่เป็น “แคกาฟอ” เยอะครับ...
  5. 8 อาการที่ปล่อยไว้จะไม่งาม โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไข้ที่มาหามีสารพัดโรคครับ ในแต่ละวันที่เปิดประตูที่ทำงานเข้ามายากจะคาดได้ว่าจะพบคนป่วยโรคอะไรรออยู่ มีทั้งโรคที่แปลกหายากอย่างโรคที่เกี่ยวกับตำหนิเล็กๆในยีนไปจนถึงโรคที่พบเจอได้บ่อยๆ แต่จะมีโรคที่ผมเสียดายแทนอยู่โรคหนึ่งครับ เป็นโรคที่เรียกว่า “โรครั้งรอ” คือรอนานเหลือเกินกว่าจะมารักษา ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นใจหลายท่านอยู่ครามครันเพราะท่านย่อมไม่รู้ว่าเมื่อใดที่จะถือว่านานไปแล้ว แต่ที่จริงมีหลักง่ายๆอยู่คือถ้าผิดปกติเมื่อไรไม่ควรนิ่งนอนใจครับ...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top