ตรวจสุขภาพมากใช่ว่าดี เคล็ดลับ “เช็คอัพร่างกาย” ไม่เยอะเกิน โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ตรวจสุขภาพมากใช่ว่าดี เคล็ดลับ “เช็คอัพร่างกาย” ไม่เยอะเกิน โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ตรวจสุขภาพมากใช่ว่าดี เคล็ดลับ “เช็คอัพร่างกาย” ไม่เยอะเกิน โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

ตรวจสุขภาพมากไปใช่ว่าจะดี

เคล็ดลับ เช็คอัพร่างกายที่ไม่เยอะเกินพอดี

ความสมบูรณ์จนเกินพอดีทำให้ผู้ที่ได้รับอึดอัดได้เช่นกัน  ซ้ำในบางครั้งยังอาจส่งผลเสียจำทำให้เกิดความ “ไม่สมบูรณ์” เสียมากกว่า  ดังในสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ทรงประสบความสำเร็จในทุกด้านแล้วที่สุดก็ปรารถนาชีวิตที่เป็นอมตะจนยอมเสวยโอสถแปลกประหลาดต่างๆสุดแท้แต่ซินแสจัดถวายจนลงท้ายก็สิ้นพระชนม์เพราะการอยากดูแลสุขภาพมากจนเกินพอดี

แม้พระนางซูสีไทเฮาผู้มีกระยาหารนับร้อยอย่างในแต่ละมื้อยังพอพระทัยอาหารแบบชาวบ้านภายนอกวังหลวง

                พลังแห่งความสมบูรณ์แบบจนเกินพอดีนั้นมีผลเสียเช่นเดียวกับการระวังสุขภาพจนเกินไป  โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสุขภาพที่มากเกินพอดีดังมีความเชื่อที่ว่าตรวจมากไว้ก่อน ตรวจเยอะเข้าไว้ จะได้ดูละเอียดดีหรือมีอะไรก็ได้ป้องกันไว้ก่อน

                ฟังดูดีแต่มีการศึกษาชี้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

                ผมได้มาฉุกใจคิดถึงเรื่องนี้เมื่อได้ทบทวนวรรณกรรมวิชาการเพื่อไปนำเสนอและสัมภาษณ์ในรายการ  ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระที่ไขความจริงข้อนี้จนกระจ่างว่าการตรวจสแกนมากเกินความจำเป็นหรือไม่มีข้อบ่งชี้เป็นตัวทำให้เกิด “ความกังวล” ที่รบกวนหัวใจ

                เป็นความเครียดที่เราทำตัวเอง

                เพราะเมื่อตรวจออกมาแล้วถึงแม้จะเจอความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยซึ่งอย่างในกรณีนี้คือการสแกนสมองด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ก็จะทำให้คนไข้ตึงเครียดขึ้นมาได้ดังจะขอยกตัวอย่างง่ายๆที่เห็นชัด

                ถ้าตรวจพบจุดผิดปกติที่จะผ่าตัดก็ได้หรือไม่ต้องผ่าก็ได้  ตัวเจ้าของความผิดปกติจะเกิดความวิตกขึ้นมาแล้วว่าถ้าไม่ผ่าก็ไม่สบายใจส่วนถ้าต้องผ่าเข้าไปถึงสมองก็เครียดว่าจะเกิดอันตรายไม่คาดคิดจากการผ่าตัดได้หรือไม่

                เรื่องนี้ต้องเข้าใจคนไข้จริงๆครับ

                ผมเองพบกรณีเช่นว่านี้บ่อยครั้ง  ยกตัวอย่างได้อัลตร้าซาวน์ช่องท้องแล้วพบว่ามี “นิ่วถุงน้ำดี” เม็ดเล็กๆดูซื่อๆไม่มีพิษภัยอะไรแต่คนไข้ก็จะกังวลแล้ว  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ  ยิ่งได้รู้ว่าจะผ่าเอานิ่วนี้ออกก็ได้แต่ใจหนึ่งก็ยังไม่อยากเพราะก็ไม่ได้มีอาการอะไร

                ครั้นทิ้งไว้ก็รู้ว่ามีของผิดปกติอยู่ในตัว

                เป็น dilemma ที่จะรู้ซึ้งถ้าได้เกิดกับใครสักคนหนึ่งเข้า  ดังที่ได้เอาผลการศึกษาจากเอดินเบอระนี้มาเล่าก็เพราะว่าเขาทำการเก็บข้อมูลอย่างกว้างขวางถึง 20,000 รายของการตรวจสแกนสมองทีเดียวครับ

                เลือกมาจากทั้งกลุ่มที่ตรวจสุขภาพทั่วไปและตรวจเพื่องานวิจัยโดยได้รับทุนสนับสนุนจาก UK Medical Research Council, Scottish Funding Council และ US. National Heart,Lung and Blood Institute ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal ครับ

                สิ่งที่ผู้เข้าร่วมวิจัยมีเหมือนกันหมดคือแข็งแรงดีไม่มีอาการทางสมองแม้แต่น้อยครับ

                เมื่อผลการตรวจออกมาผู้เชี่ยวชาญท่านพบเรื่องใหญ่อีกเรื่องนั่นคือการตรวจรู้กลับกลายเป็นเกิดปัญหาหนักใจมากกว่าเพราะว่าผลออกมาแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในขั้นต่อไปเช่นไม่รู้ว่าจะผ่าดีหรือไม่ผ่าดี

                เพราะยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ชัดลงไปว่าต้องรักษาหรือว่ายังคงปล่อยไว้ได้

                โดย ดร.รัสแทม ซาลมานผู้เป็นคลินิเชี่ยนได้กล่าวเองว่า “เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าการตรวจสกรีนนิ่งแบบพาณิชย์นั้นจะให้ประโยชน์กับคนไข้ได้จริงๆในการสแกนสมอง  นอกจากนั้นการที่ว่าตรวจแล้วสบายใจก็มีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่รับรองเท่านั้น”

                เรื่องนี้ผมเห็นด้วยจริงๆครับเพราะจากที่ตรวจคนไข้มาตลอดก็ถือว่าทุกการตรวจหรือรักษานั้นต้องมี “คุณมากกว่าโทษ” ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์เราชั่งน้ำหนักไว้ในหัวใจเสมอ  เพราะถ้าทำแล้วให้โทษมากกว่าและมีผลเสียในระยะยาวกับคนไข้ก็ควรอธิบายให้คนไข้ฟังแล้วยกเลิกเสีย

                เชื่อว่าคนไข้ที่ได้รับการอธิบายดีๆจากคุณหมอที่ห่วงใยเขาจะเข้าใจได้ครับ

                เราสามารถต่อยอดใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนี้ได้มากในการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการตรวจร่างกายประจำปีครับ  นั่นคือให้ยึดหลักเอาไว้ 3 ข้อดังต่อไปนี้

       1.  ไม่ใช่ตรวจเยอะสิ่งแล้วยิ่งดี

       2. การตรวจต้องมีข้อบ่งชี้ชัดเจน

       3.  ควรเลือกการตรวจที่เหมาะกับตัวเราจริง

โดยสิ่งที่ลืมไม่ได้คืออย่าอิงคนอื่นเป็นบรรทัดฐานว่าต้องตรวจครบเหมือนคนนั้นหรือเลือกตามโปรแกรมที่จัดมาเสมอไป  นอกจากนั้นยังมีอีกเรื่องคือผลการตรวจเช็คอัพทั้งหลายที่ออกมาว่าปกติหมดก็อย่าเพิ่งนอนใจเสมอไปครับ  เพราะร่างกายของคนเราเป็นกลไกที่ละเอียดอ่อนมากจึงต้องคอยตรวจกันอยู่เป็นระยะแล้วถ้ามีอาการผิดปกติก็รีบมาปรึกษาแต่เนิ่นๆก่อน

ขอปิดท้ายไว้ว่าอย่าให้ความกลัวจะป่วยเป็นโรคต่างๆมาทำให้เราขอตรวจสุขภาพมากเกินโดยไม่จำเป็น  เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่การตรวจเพื่อให้สบายใจอย่างเดียว

                                                แต่เป็นการตรวจอย่างมีเหตุผลมากกว่าครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

Related posts:

  1. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  2. “ดัชนีชี้น้ำตาล” ช่วยมนุษย์ชอบหวานได้มีเฮ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ของกินซ่อนหวานกับค่าน้ำตาลที่ต้องรู้                 การได้รับประทานของหวานยามเหนื่อยล้าหรือว่าเวลาที่ได้พักผ่อนกับครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความสุขแบบสั่งได้อย่างไร้ข้อสงสัย แต่ในบางครั้งหลังจากนั้นมันกลับทำให้รู้สึกผิดว่าได้เพิ่มหวานให้กับชีวิตหรือตามใจปากจนห่วงเรื่องสุขภาพกับรูปร่างขึ้น ทำให้รู้สึกบุญๆบาปๆอยู่ชอบกล เรื่องนี้มีทางออกอยู่ครับ มีนักวิทยาศาสตร์ฉลาดเฉลียวที่คิดเช่นเดียวกับท่านผู้อ่านที่รักว่าอยากหาสิ่งที่เป็น “ตัวชี้ที่ชัด” ของอาหารก่อนจะกินให้เห็นกันได้จะๆก่อนเสมือนมีไฟแดงไฟเขียวติดชนตาอยู่หน้าอาหารแต่ละชนิด  นี่เป็นที่มาของสิ่งช่วยชี้ความหวานที่ซ่อนอยู่คือตัวเลขแทนผลของอาหารที่จะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเราให้พุ่งครับ...
  3. 8 อาการที่ปล่อยไว้จะไม่งาม โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไข้ที่มาหามีสารพัดโรคครับ ในแต่ละวันที่เปิดประตูที่ทำงานเข้ามายากจะคาดได้ว่าจะพบคนป่วยโรคอะไรรออยู่ มีทั้งโรคที่แปลกหายากอย่างโรคที่เกี่ยวกับตำหนิเล็กๆในยีนไปจนถึงโรคที่พบเจอได้บ่อยๆ แต่จะมีโรคที่ผมเสียดายแทนอยู่โรคหนึ่งครับ เป็นโรคที่เรียกว่า “โรครั้งรอ” คือรอนานเหลือเกินกว่าจะมารักษา ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นใจหลายท่านอยู่ครามครันเพราะท่านย่อมไม่รู้ว่าเมื่อใดที่จะถือว่านานไปแล้ว แต่ที่จริงมีหลักง่ายๆอยู่คือถ้าผิดปกติเมื่อไรไม่ควรนิ่งนอนใจครับ...
  4. 10 อาหารสุขภาพรอบรั้วโรงเรียน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงนี้น้องๆเรียนหนังสือกันอย่างขมักเขม้นท่ามกลางสายฝนพรำนะครับ  พอตกเย็นพอเพลาคนไข้ที่คลินิกลงบ้างแล้วผมชอบเดินลัดเลาะไปแถวรั้วโรงเรียนครับ  เผอิญว่าคลินิกผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนแถวห้วยขวางรู้จักดี  ที่เดินใกล้โรงเรียนน่ะไม่ได้ไปเหล่อะไรครับ  แต่เพราะมีห้องสมุดประชาชนใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ ไปดูน้อง เอ้อ…หนังสือใหม่ๆน่ะครับ ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นจนคนรู้จักดีว่าไอ้นี่ชอบเดิน  แถมบางทีก็ไปถ่ายรายการหน้าโรงเรียนก็บ่อยไป  ได้เห็นพี่คนขายอาหารอร่อยๆริมรั้วโรงเรียนหลายเจ้า ...
  5. 3 สิ่งที่ต้องทำมากกว่า “แปรงฟัน” โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ผมแปลกใจทุกทีที่เห็นการแปรงฟันเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเด็กบางคน  ด้วยเป็นห่วงสุขภาพโดยรวมจนไปถึงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ที่อาจเจ็บป่วยบ่อยได้ จากช่องปากที่มีปัญหาค้างคามา เคยสังเกตว่าบ้านไหนที่คุณพ่อคุณแม่มีเทคนิกดีๆหรือมีคุณหมอฟันที่เข้าใจก็จะทำให้เด็กรู้สึกสนุกกับการแปรงฟันโดยที่ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญกันมาก  ซึ่งเรื่องของฟันกับช่องปากนี่เป็นเรื่องที่ถ้าพังแล้วแก้ยากครับ หากปูพื้นไว้ให้ดีก่อนแต่แรกจะช่วยได้มาก ผู้ใหญ่หลายท่านที่ต้องเข้าออกทำฟันอยู่บ่อยๆก็มาบ่นให้ฟังว่าครั้นจะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะมันเกิดปัญหาขึ้นในชีวิตแล้ว  ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเสียดายครับ  เพราะเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ถ้าทำตั้งแต่...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top