น้ำตาลที่ชอบ กับความหวานที่ใช่ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

น้ำตาลที่ชอบ กับความหวานที่ใช่ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

น้ำตาลที่ชอบ กับความหวานที่ใช่ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

วันก่อนได้คุยกับน้องพิธีกรที่คุ้นกันจากช่องไทยพีบีเอสว่าเรื่องน้ำตาลเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวซึ่งผมเคยเขียนเรื่องหวานๆนี้ลงตามสื่อมาบ้างแล้ว  ครั้งนี้เลยคิดว่าได้ฤกษ์ดีที่จะรวบรวมความหวานที่น่ารู้ไว้อีกสักครั้งเพราะยุคนี้มีผู้รักสุขภาพที่เป็นนักอ่านอยู่มาก

                ก่อนอื่นขึ้นชื่อว่าความหวานก็ต้องมาคู่กับคำว่า พอดีครับ

                เพราะถ้าหวานล้นไปมักเป็นพิษต่อสุขภาพแทบทั้ง 100

                ไม่เว้นแม้ความหวานเทียมๆที่ปราศจากแคลอรีเพราะมันมีสิทธิ์ทำให้เราติดหวานได้โดยไม่รู้ตัว  เพราะในสมองของเรามองความหวานเป็นของเสพติดที่ทำให้เกิดความสุข euphoria เล็กๆ  ขอให้ลองสังเกตดูได้ในบางคนที่เครียดแล้วกินของหวานจะสบายใจขึ้น

                ทำให้เสี่ยงโรคอ้วนตามมาจาก Emotional eating ที่ว่า

                ดังนั้นความหวานที่พอจะอนุโลมได้บ้างก็มีอยู่ครับแต่ทางที่ดีสุดทางหนึ่งคือการเติมหวานในชีวิตอย่าง “เหมาะสม” มากกว่าเพราะถึงเวลาจะไม่มีใครมาติดเบรกที่ลิ้นเราได้นอกจากตัวเอง  เช่นเดียวกับความรักที่เติมน้อยๆแต่บ่อยๆและสม่ำเสมอย่อมดีกว่ารักหวานเว่อร์อยู่วูบเดียวน่าใจหาย

                ทั้งนี้มีความหวานจากธรรมชาติอยู่หลายชนิดนอกจากอ้อยกับหัวบีตที่สามารถเลือกนำมาปรุงเป็นของกินได้หลายชนิดตามรสชาติที่ปรารถนาครับ

                เช่น เดตชูการ์หรือลูกอินทผลัมแห้งที่นำมาใส่ในกราโนล่า,มืสลีหรือคอร์นเฟลกให้ความหวานได้  ส่วนที่เป็นพืชสมุนไพรที่คนเริ่มรู้จักกันมากแล้วก็คือ “หญ้าหวาน” ที่จะให้ความหวานจากสตีวิโอไซด์ซึ่งจะมีความขมติดลิ้นอยู่บ้างตอนท้ายๆกับ “รากชะเอมเทศ” ที่ให้ความหวานจากสารกลีเซอไรซินแต่ต้องระวังเรื่องความดันโลหิตสูงกับยาลดความดันและยาโรคหัวใจอีกหลายชนิด

                ดังนั้นจะเห็นว่าไม่ว่าหวานที่ใจหรือหวานที่ลิ้นก็ล้วนแต่ทำพิษได้ถ้ามากเกินพอดี  ซึ่งทางที่ดีสุดในแบบของอายุรวัฒน์ก็คือเดินตามทางสาย “โภชเนมัตตัญญุตา” ครับ  คือปรับความหวานให้พอสัณฐานประมาณ

                โดยเฉพาะกับความหวานที่ต้องระวังดังต่อไปนี้

5 หวานที่ต้องประมาณการบริโภค

1) หวานฟรุกโตส  โดยเฉพาะน้ำเชื่อมข้าวโพด “ไฮฟรุกโตสคอร์นซีรัพ(HFCS)” กับน้ำตาลอีกชนิดคือ “อินเวอร์ท ชูการ์(Invert sugar)” ที่ใช้ในอุตสาหกรรมทำขนม,ของหวานและน้ำอัดลม  ให้ระวังไว้ไม่ให้รับประทานมากเกินไปครับ  เพราะฟรุกโตสเป็นโทษต่อร่างกายมาก  นอกจากทำให้เกิดกลุ่มโรคอ้วนลงพุงมฤตยู(Metabolic syndrome)แล้วยังทำให้ตับทำงานหนักเกิดไขมันจุกตับได้  ซึ่งเหตุที่มันถูกใช้มากขึ้นโดยเฉพาะในยุคนี้ก็เพราะเป็นน้ำตาลที่ต้นทุนถูกและให้ความหวานกว่าน้ำตาลทราย(ซูโครส)ทั่วไป  โดยฟรุกโตสมีมากในน้ำผึ้งด้วยครับ  สำหรับท่านที่คุมเรื่องไขมันที่ตับอยู่ควรจำกัดปริมาณน้ำผึ้งด้วย

2)  น้ำตาลละเอียด  ที่ป่นละเอียดฝรั่งเรียก “แคสเตอร์ชูการ์” เพราะละเอียดเป็นฝุ่นกว่าน้ำตาลทั่วไปเป็น 10 เท่าซึ่งมีข้อดีคือละลายน้ำได้ง่ายและอุ่นให้ร้อนจนเป็นสีน้ำตาล(Caramelization)ได้ง่ายกว่าน้ำตาลหยาบทั่วไป  แต่ในส่วนของพลังงานนั้นให้เหมือนกับน้ำตาลทรายเลยครับ  คือให้แคลอรีค่อนข้างสูงตามประสาน้ำตาล  ดังนั้นแม้จะมีข้อดีคือใช้ทำขนมอบแบบฝรั่งได้เลิศแต่ท่านก็สามารถเลือกน้ำตาลอื่นเช่น “ไซลิทอล” มาแทนได้ครับ

3) น้ำตาลไอซิ่ง  คือน้ำตาลที่ละเอียดเป็นแป้งใช้โรยขนมทั้งหลายให้รสหวานเย็นลิ้นดี  แต่ใครจะรู้ว่ามีแป้งปนอยู่ด้วย  เป็นแป้งมันฝรั่งหรือแป้งข้าวโพด(คอร์นสตาร์ช)ที่ใส่เข้าไปราว 3% ก็มีเหตุผลฟังขึ้นอยู่ครับคือต้องการกันไม่ให้ “จับเป็นก้อน(Anticaking)” ไม่เช่นนั้นจะไม่ร่วนเป็นผงละเอียดสวย  เวลาท่านที่รักเปิดมาใช้ก็จะได้ไอซิ่งชูการ์แบบแกะกันหนึบหนับแทน  ดังนั้นการรับประทานน้ำตาลไอซิ่งแต่ละครั้งจึงเท่ากับกิน “น้ำตาล+แป้ง” ครับ

4) น้ำตาลทรายแดง  ที่เรียกว่า “บราวน์ ชูการ์” ในยุคนี้ก็คือน้ำตาลทรายขาวนี่ละครับที่ใส่ “กากน้ำตาล” คือโมลาสส์กลับเข้าไปขึ้นอยู่กับว่าอยากให้สีเข้มสวยแค่ไหนสำหรับทำคาราเมลหรือบัตเตอร์สก็อตช์   ซึ่งถ้ามีโมลาสส์มากก็จะให้รสคล้ายทอฟฟี่หอมๆมันๆดี  ซึ่งการเลือกก็ต้องดูชนิดครับ  เพราะมีน้ำตาลทรายแดงชนิดเฉพาะหลายแบบให้เหมาะกับอาหาร  เช่นการทำฟรุตเค้กที่ต้องการให้สีเข้มสวยก็จะใช้ชนิด “มัสโควาโด” ที่เป็นของอังกฤษหรือถ้าต้องการสีอ่อนหน่อยก็ใช้ “เดเมอราร่า” ส่วนถ้าชอบแบบธรรมชาติขัดสีแค่ครั้งเดียวก็ต้อง “เทอร์บินาโด” ซึ่งปริมาณโมลาสส์จะเป็นตัวกำหนดสีให้น้ำตาล  ในโมลาสส์มีสารอาหารที่ดีอย่างวิตามินบีและแร่ธาตุแต่ก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

5) น้ำตาลมะพร้าว  รวมถึงน้ำตาลโตนดที่เป็นที่นิยมในตลาดสุขภาพพอสมควรซึ่งถูกนำมาใช้ทำขนมเป็นส่วนใหญ่เพราะมีจุดหลอมละลายต่ำจึงละลายได้ดีแต่ในขณะเดียวกับก็ “ไหม้ง่าย” เช่นกัน  ซึ่งน้ำตาลมะพร้าวถูกโฆษณาสรรพคุณว่ามีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไป  แต่ในข้อแนะนำของ American Diabetes Association ก็ยังคงให้ยึดหลักเช่นเดียวกับอายุรวัฒน์คือให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเพราะน้ำตาลก็คือน้ำตาลวันยังค่ำ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญท่านว่าให้พลังงานต่อ 1 ช้อนชาเท่ากับน้ำตาลทั่วไป  แต่ผมให้เทคนิกง่ายๆไว้คือถ้าใช้น้ำตาลมะพร้าวแล้วก็ไม่ต้องใช้น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลอื่นอีกก็ใช้ได้แล้วครับ

ทั้ง 5 น้ำตาลเป็นความหวานที่ใกล้ตัวอยู่ก้นครัวของหลายบ้านซึ่งเชื่อว่ามีท่านที่ทราบเรื่องราวของมันดีอยู่แล้ว  แต่ก็เชื่อว่ามีอีกหลายท่านจากที่ไปบรรยายสุขภาพมาก็ยังคิดว่าน้ำตาลที่ดีต่อสุขภาพต้องเป็น “น้ำตาลทรายแดง” หรือ “โอวทึ้ง” เสมอไปเพราะคิดว่ามันไม่ได้ขัดสีเลยมีสีเข้มไม่ขาวจ๋องดังที่เห็น  ซึ่งในวันนี้ท่านที่รักได้ทราบแล้วนะครับว่ายุคนี้ไม่เกี่ยวกับขัดสีหรือไม่แต่เกี่ยวกับการใส่โมลาสส์เข้าไปจนดูสีเข้มขึ้น

                โดยสรุปก็คือให้ “ประมาณในการใช้” แต่ไม่ได้ห้ามหวานเลยเสียทีเดียว  เพราะความหวานก็เกี่ยวกับสุขภาพในหลายทางเช่นทางลัดแห่งความสดชื่นอย่างหนึ่งของนักกีฬาคือการได้บริโภค “เด็กซโตรส” ซึ่งก็คือกลูโคสที่เป็นน้ำตาลพร้อมใช้นั่นเองครับ  เมื่อได้รับเข้าไปสมองก็ตื่นตัว  กล้ามเนื้อก็มีแรงแบบสั่งได้

                                                                ใช้ให้ถูกก็จะเป็น น้ำตาลที่ใช่ครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

Related posts:

  1. “ดัชนีชี้น้ำตาล” ช่วยมนุษย์ชอบหวานได้มีเฮ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ของกินซ่อนหวานกับค่าน้ำตาลที่ต้องรู้                 การได้รับประทานของหวานยามเหนื่อยล้าหรือว่าเวลาที่ได้พักผ่อนกับครอบครัวเป็นสิ่งที่สร้างความสุขแบบสั่งได้อย่างไร้ข้อสงสัย แต่ในบางครั้งหลังจากนั้นมันกลับทำให้รู้สึกผิดว่าได้เพิ่มหวานให้กับชีวิตหรือตามใจปากจนห่วงเรื่องสุขภาพกับรูปร่างขึ้น ทำให้รู้สึกบุญๆบาปๆอยู่ชอบกล เรื่องนี้มีทางออกอยู่ครับ มีนักวิทยาศาสตร์ฉลาดเฉลียวที่คิดเช่นเดียวกับท่านผู้อ่านที่รักว่าอยากหาสิ่งที่เป็น “ตัวชี้ที่ชัด” ของอาหารก่อนจะกินให้เห็นกันได้จะๆก่อนเสมือนมีไฟแดงไฟเขียวติดชนตาอยู่หน้าอาหารแต่ละชนิด  นี่เป็นที่มาของสิ่งช่วยชี้ความหวานที่ซ่อนอยู่คือตัวเลขแทนผลของอาหารที่จะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเราให้พุ่งครับ...
  2. ความปวดที่แตกต่าง โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ใครที่ตกอยู่ในห้วงของความเจ็บปวดย่อมน่าเห็นใจอย่างที่สุด  ความปวดที่รุนแรงมากๆนอกจากปวดใจจากความผิดหวังแล้วความปวดตามร่างกายก็เป็นส่วนที่ทำให้เป็นทุกข์ ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตได้ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าเราเจ็บปวดอยู่คงไม่อยากออกไปพบเจอใคร  ซึ่งเรื่องปวดนี้ถูกนำมาขยายผลเป็นการศึกษาในหัวข้อ “การจัดการความเจ็บปวด(Pain management)” ที่วิสัญญีแพทย์ย่อมรู้จักกันดี เมื่อลงปวดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีกลไกที่ทำให้รับรู้ปวด ...
  3. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  4. ไขปริศนา พันธุกรรมหรือพฤติกรรม? ถ้าพ่อแม่ป่วยแล้วเราต้องเป็นรายต่อไป? โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   เพิ่งเสร็จจากจัดรายการที่ทำอยู่ประจำมาเมื่อสักครู่ซึ่งในวันนี้เราคุยกันถึง “มรดกโรค” หรือโรคทางพันธุกรรมที่จำเป็นต้องเกิดกับลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือ? โรคพันธุกรรมไม่ใช่ “โรคกรรม” เสมอไปนะครับ แต่จะเป็นกรรมได้ถ้าเราทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก  ซึ่งการกระทำที่ว่าคืออกุศลกรรมทางสุขภาพโดยศาสตร์อายุรวัฒน์ได้จัดศีลทางสุขภาพเอาไว้ดังต่อไปนี้ - ไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่...
  5. 10 อาหารสุขภาพรอบรั้วโรงเรียน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงนี้น้องๆเรียนหนังสือกันอย่างขมักเขม้นท่ามกลางสายฝนพรำนะครับ  พอตกเย็นพอเพลาคนไข้ที่คลินิกลงบ้างแล้วผมชอบเดินลัดเลาะไปแถวรั้วโรงเรียนครับ  เผอิญว่าคลินิกผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนแถวห้วยขวางรู้จักดี  ที่เดินใกล้โรงเรียนน่ะไม่ได้ไปเหล่อะไรครับ  แต่เพราะมีห้องสมุดประชาชนใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ ไปดูน้อง เอ้อ…หนังสือใหม่ๆน่ะครับ ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นจนคนรู้จักดีว่าไอ้นี่ชอบเดิน  แถมบางทีก็ไปถ่ายรายการหน้าโรงเรียนก็บ่อยไป  ได้เห็นพี่คนขายอาหารอร่อยๆริมรั้วโรงเรียนหลายเจ้า ...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top