ไขปริศนา พันธุกรรมหรือพฤติกรรม? ถ้าพ่อแม่ป่วยแล้วเราต้องเป็นรายต่อไป? โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ไขปริศนา พันธุกรรมหรือพฤติกรรม? ถ้าพ่อแม่ป่วยแล้วเราต้องเป็นรายต่อไป? โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ไขปริศนา พันธุกรรมหรือพฤติกรรม? ถ้าพ่อแม่ป่วยแล้วเราต้องเป็นรายต่อไป? โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

เพิ่งเสร็จจากจัดรายการที่ทำอยู่ประจำมาเมื่อสักครู่ซึ่งในวันนี้เราคุยกันถึง “มรดกโรค” หรือโรคทางพันธุกรรมที่จำเป็นต้องเกิดกับลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือ?

โรคพันธุกรรมไม่ใช่ โรคกรรมเสมอไปนะครับ

แต่จะเป็นกรรมได้ถ้าเราทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก  ซึ่งการกระทำที่ว่าคืออกุศลกรรมทางสุขภาพโดยศาสตร์อายุรวัฒน์ได้จัดศีลทางสุขภาพเอาไว้ดังต่อไปนี้

ไม่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ไม่นอนดึกและไม่กินดึก

ไม่หาทุกข์เข้าตัว

เป็นไตรศีลง่ายๆที่ทุกคนทำได้  ซึ่งเมื่อทำแล้วผลดีก็ไม่ได้ตกแก่ใครอื่นนอกจากตัวเองก่อนแล้วก็ช่วยให้ความเสี่ยงโรคกรรมทั้งกรรมที่ทำและกรรมพันธุ์น้อยลงมาก

ในรายการผมเล่าให้เห็นความสำคัญของโรคพันธุกรรมชัดว่ามันทำให้ราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ราชวงศ์หนึ่งของโลกต้องล่มสลายไป  โดยโรคเลือดไหลไม่หยุดหรือฮีโมฟีเลียคือโรคที่ทำให้วงศ์โรมานอฟต้องสิ้นสุดลง  ซึ่งที่จริงแล้วมีอีกหลายโรคที่ถูกสงสัยว่าเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

พันธุกรรมแปลง่ายๆคือกรรมที่มาตามพันธุ์

ให้เห็นภาพกว่านั้นคือ มรดกทางร่างกายและจิตใจที่ได้จากพ่อแม่

ปัจจุบันมีโรคพันธุกรรมที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการอยู่ถึงกว่า 6,000 โรคและนี่คือสถิติเมื่อปี 2010 ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ที่เราอ่านบทความกันอยู่ก็มีโรคพันธุกรรมผุดพรายขึ้นมาอีกเรื่อยๆ

and counting…

เราต้องตามให้ทันครับ

ดังที่ย้ำไปว่าโรคพันธุกรรมไม่ได้เป็นโรคเวรโรคกรรม  ดังฝรั่งมีคำที่น่าสนใจคือ “เนเชอร์(Nature)” ที่แปลว่าตถตาคือมันเป็นเช่นนี้เองกับ “เนอเชอร์(Nurture)” ที่เกิดจากการเลี้ยงดูหรือดูแลกันมา ซึ่งเรื่องนี้น่าคิดครับ  เพราะการเลี้ยงดูมีผลต่อสุขภาพในภายหลังอย่างยิ่งยวด

ดังนั้นเรื่องที่ว่าความเจ็บป่วยไม่ธรรมดาทั้งหลายนี้มาจากยีนเม้คอัพขึ้นมาหรือไม่ก็ต้องได้ง่ายๆว่า “ทั้งใช่และไม่ใช่” ครับ  เพราะหลายโรคก็เกิดขึ้นมาได้จากมรดกยีนที่เรามีความเสี่ยงเช่นมะเร็งเต้านม,กลุ่มอาการมะเร็งในครอบครัว,โลหิตจางทาลัสซีเมีย,โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอีกมาก

แต่นั่นก็ไม่จำเป็นว่าคนที่มียีนเสี่ยงต้องเป็นเสมอไป

ยีนไม่ใช่สิ่งตีตราว่าเราต้องป่วยตามยีนแย่ที่พกมานะครับ

มีข้อสำคัญที่ต้องรู้อย่างหนึ่งคือยีนจะถูกปลุกให้ทำงานต้องมีหลายปัจจัยร่วม  ดังจะฉายภาพออกมาให้เห็นชัดคือ ยีน + ปัจจัยแวดล้อม = ผลลัพธ์สุขภาพ” 

หรือ ยีน + You นั่นเองครับ

ตัวเราเองมีอิทธิพลเป็นล้นพ้นต่อยีน  นักวิทย์เก่งๆพากันไปหาสิ่งที่ทรงอิทธิพลต่อยีนต่างๆนานาจากภายนอกแต่ที่จริงในตัวของเราเองได้ซ่อนขุมพลังที่จะ “สั่งยีน” เอาไว้แล้ว

เรา ลิขิตยีนได้ครับ

ด้วยภูมิรู้ที่มีอยู่ในยีนของตัวเองไม่ค่อยมากซึ่งผมจำได้เคยเล่าเรื่องความสามารถในการควบคุมยีนของคนเราเอาไว้ได้ใน “เรื่องเหนือยีน(Epigenetics)” ที่กำลังเป็นศาสตร์ที่มาแรงในอนาคต  ซึ่งนอกจากเรื่องการคุมยีนได้แล้วยังมีการ “บำบัดยีน” ที่ช่วยเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับโรคทางพันธุกรรมทั้งหลาย

จะทำให้คำว่า รักษายากกลายเป็นอดีตไป

ความหวังจาก ยีน

ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นดีด้วยมากเพราะหากท่านที่รักได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับยีนหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ตามที  ลางท่านมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง บ้างก็ปอดติดเชื้อ หูหนวก เป็นมะเร็งและอีกมากที่ถ้าหากมีความหวังให้เขาแล้วก็จะช่วยหล่อเลี้ยงให้มีพลังสู้ชีวิตต่อไป  ไม่ใช่ว่าการบำบัดยีนนั้นยังอยู่ในขั้นศึกษาแล้วจะหมดหวังนะครับ  เพราะโรคทางพันธุกรรมหลายโรคก็ได้ผลดีมาแล้วไม่ว่าจะมะเร็ง,โรคปอดซิสติกไฟบรอสิส,โรคหัวใจ,เบาหวาน,เลือดไหลง่ายและแม้กระทั่ง “โรคเอดส์” ครับ

ข่าวดีนี้ทางเมโยคลินิกได้รายงานไว้ในเว็บไซต์ข่าวสารสุขภาพ

โดยกระบวนการรักษาทางยีนนั้นไม่ได้พึ่งยาหรือการผ่าตัดเป็นหลักแบบการรักษาทั่วไปแต่เป็นการแก้ที่หัวใจของความเจ็บป่วยคือยีนเล็กๆที่มองไม่เห็นในอณูกายของเรานี่ละครับ  โดยมีขั้นตอนที่น่าสนใจอยู่มาก

ลองมาฟังดูนะครับ

เป็นต้นว่าเปลี่ยนยีนที่เสียให้เป็นยีนดี  เช่นยีน p53 ที่ช่วยยับยั้งมะเร็งถ้าเสียไปก็เสี่ยงโรคร้าย  ก็ใช้วิธีเปลี่ยนยีนที่บกพร่องไปนี้เสีย  หรือบางทีเป็นการช่วย “ซ่อม” ยีนที่มีตำหนิเช่นยีนที่กลายไปแล้วเกิดโรคร้ายก็ซ่อมโดยการปิดสวิทช์ยีนนั้นๆและเปิดสวิทช์ยีนที่ช่วยป้องกันโรคให้ทำงานแทน  ส่วนประการสุดท้ายคือช่วยให้โรคนั้นๆไวต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหรือพูดง่ายๆคือใช้ยีนบำบัดในการยืมมือภูมิคุ้มกันมาจัดการโรคนั้นๆให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกโรคย่อมมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการรักษา

การใช้ยีนบำบัดเองก็มีผลที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกันด้วยกระบวนการของมันจำต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่หน่อยคือใช้ “ไวรัส” มาเป็นพาหนะขนส่งมันเข้าไปในเซลล์ร่างกาย  พูดง่ายๆว่าเราใส่ยีนที่อยากใส่ลงไปตรงๆไม่ได้ต้องจับมันห่อใส่กล่องผูกโบว์อย่างดีแล้วส่งขึ้นรถทัวร์ไปพร้อมจ่าหน้าถึงยีนร่างกายให้ถูกชนิด

ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปรากฏการณ์จดหมายผิดซอง

จดหมายผิดซองจะอันตรายต่อเมื่อให้ผิดคนเช่นเดียวกับยีนที่ถ้าใส่ผิดจุดแทนที่จะช่วยคนไข้ได้ก็จะกลับกลายเป็น “ฉุด” ให้ป่วยหนักไป

ในเรื่องการรักษายีนผิดตัวสามารถทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งได้  ส่วนพาหนะที่ส่งไปคือไวรัสก็อาจกระตุ้นให้ร่างกายตกอกตกใจระดมพลภูมิคุ้มกันให้ทำงานจนเกิดอาการผิดปกติหรืออวัยวะวายไปก็ได้

ดังนั้นการใช้ยีนบำบัดจึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดย FDA แห่งสหรัฐอเมริกา

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องท้อหรือว่าตกอกตกใจไปเพราะเรื่องที่เป็นข้อเสียทั้งหลายมีทางแก้ได้ เช่นแทนที่จะใช้ไวรัสพายีนเข้าไปก็ใช้สเต็มเซลล์หรือไลโพโซมส์ห่อหุ้มยีนเอาไว้แทน

เห็นไหมครับว่าแค่เปลี่ยนห่อใหม่ก็ให้ของขวัญกันได้แล้ว 

ส่วนที่บอกว่าท่านที่รักไม่ต้องหมดหวังไปก็เพราะผมเชื่อว่าการรักษาด้วยยีนนี้จะเป็นคำตอบในอนาคตของโรคต่างๆครับ

ด้วยการทำ Clinical trials คือการทดลองรักษาในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จให้ผลเป็นอย่างดีที่คนไข้มีความสุขในหลายโรคแล้วครับ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดลิวคีเมีย,ฮีโมฟีเลีย,โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือแม้แต่ตาบอดจากปัญหาเซลล์จอตาเสื่อม(Retinitis pigmentosa)

ทั้งหมดนี้แม้จะตอบโจทย์แล้วว่ามีทั้งเป็นมรดกจากพ่อแม่และหลายอย่างเราเองก็เป็นต้นตำรับ(โรค)ได้  แต่ในการรักษานั้นมีคำตอบเดียวคือต้องอาศัย “ตัวเรา” เป็นหลักในการบำบัดไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

เราคือผู้ลิขิตชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตครับ

 

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

Related posts:

  1. ความปวดที่แตกต่าง โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ใครที่ตกอยู่ในห้วงของความเจ็บปวดย่อมน่าเห็นใจอย่างที่สุด  ความปวดที่รุนแรงมากๆนอกจากปวดใจจากความผิดหวังแล้วความปวดตามร่างกายก็เป็นส่วนที่ทำให้เป็นทุกข์ ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตได้ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าเราเจ็บปวดอยู่คงไม่อยากออกไปพบเจอใคร  ซึ่งเรื่องปวดนี้ถูกนำมาขยายผลเป็นการศึกษาในหัวข้อ “การจัดการความเจ็บปวด(Pain management)” ที่วิสัญญีแพทย์ย่อมรู้จักกันดี เมื่อลงปวดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีกลไกที่ทำให้รับรู้ปวด ...
  2. กดปุ่ม “หยุดอ้วน” โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ถ้าความอ้วนมีปุ่มกดปิด  ก็อยากขอกดให้คนไข้ทุกคนเลยครับ มีหลายท่านที่มาปรึกษาทั้งแบบ Softcore  และแบบจริงจังต้องลดให้ได้รวดเร็วทันใจสั่งได้  ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนล้วนแต่ขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งที่สำคัญคือ “ต้นทุนสุขภาพเดิมของเจ้าตัว” กับ...
  3. อยากหายแบบไม่ต้อง “รอเวลา” โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงเวลาแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเข็มนาฬิกาจะเดินช้ากว่าปกติ  เวลาแต่ละเสี้ยวนาทีจะนานแสนนานในสมองของเรา  ด้วยความรู้สึกของคนเรามักปรับให้เวลาทุกข์เป็นเวลาที่ยาวนานยืดเยื้อกว่าปกติผิดกับเวลาแห่งความสุข ที่แสนสั้นแค่ชั่วพริบตา ดังนั้นคนไข้แทบทุกคนที่มาหาจึงมักมีคำถามสำคัญอยู่ในใจที่ถ้าคุณหมอท่านใดตอบได้ก็จะได้ใจคนไข้มาก คำถามที่ว่าคือ “เมื่อไรจะหายป่วย?” ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นใจคุณหมอหลายท่านมากครับ  เพราะการระบุเวลาลงไปเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติเพราะมันขึ้นกับตัวคนไข้ด้วยไม่ใช่เรื่องยาเรื่องหมออย่างเดียว แม้ในตำราเท็กซ์บุ้คก็บอกไว้อย่างกว้างเป็นแม่น้ำ...
  4. วิตามินที่หายไป ในแต่ละวิธีปรุง(อาหาร) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนไทยเราพิถีพิถันในการหุง,ต้ม,ผัด,แกงและอีกสารพัดที่ปรุงให้สำรับนั้นโอชะถูกปาก ซึ่งชาติที่มีความประณีตในการทำอาหารจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คืออาหารของชาตินั้นหรือแม้เพียงแค่รสชาติประจำชาติก็จะติดอกติดใจคนไปทั่วโลก สังเกตได้จากร้านไทยที่มีอยู่ในหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วปฐพี คนไทยเราโชคดีที่มีอาหารสุขภาพกินอยู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะกับอาหารไทยที่ใส่เครื่องเทศอย่างไม่หวงเป็นดั่งโอสถที่โอชะไปในตัว แต่น่าเสียดายว่าสมุนไพรเหล่านี้มีของดีที่เสียไปจากการ “ปรุง” ก็มาก ดังของที่มีโอกาสเสียไปง่ายๆต่อไปนี้ครับ...
  5. ทางออก (สุขภาพ) ของคนนอนดึก โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   คนนอนดึกเพราะมีเหตุจำเป็นเป็นมนุษย์ที่น่าเห็นใจครับ  เพราะร่างกายมนุษย์สร้างมาอย่างพิเศษคือให้ขึ้นอยู่กับ “แสงสว่าง” ส่วนหนึ่ง  ดังนั้นช่วงเมื่อหมดแสงทิวาวารเข้าสู่รัตติกาลที่มืดมิดแล้วจึงเป็นช่วงที่ชีวิตต้องได้พัก ธรรมชาติกำหนดมาเช่นนี้ แต่มนุษย์ผู้เป็นนักประดิษฐ์ก็ได้สร้าง “แสงประดิษฐ์” ขึ้นมาซึ่งมีประโยชน์ล้ำนำความเจริญมาให้เราตลอดช่วงกว่า...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top