11 เรื่องที่ทำให้ความดันขึ้น โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

 

อาการมึนงงเวียนหัวหรือปวดท้ายทอยบ่อยๆที่พาคนไข้ให้มาหานั้นส่วนหนึ่งมาจากโรคที่อยู่ใกล้แสนใกล้ไม่ไกลจากหัวของเรานี้เอง  เพราะจากที่ตรวจคนไข้มาก็พบว่าหลายท่านที่มึนมาและไม่มีปัญหาอื่นมักพบว่ามี “ความดันสูง” ที่พ่วงมาด้วย  ซึ่งบางคนสูงระดับอนุบาลแต่หลายท่านก็สูงน่าห่วงระดับอุดมศึกาาเหมือนกัน

แค่ความดันผิดไปก็ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายได้ครับ

ปัญหานี้อยู่ในตัวเราเองและช่วยควบคุมได้อย่างไม่ยากเกินมือเราเพราะเอาเข้าจริงเราเองนั่นละครับเป็นพระเอกคนสำคัญ  เพราะเมื่อถึงวัยหนึ่งหลอดเลือดตามตัวเราเริ่มแข็งและเปราะตามอายุการใช้งานที่สมบุกสมบันมานาน ดังนั้นความดันที่เคยยืดหยุ่นรองรับได้ก็เริ่มจะรับไม่ไหว  ทำให้ความดันสูงขึ้นตามวัยที่ท่อเส้นเลือดของเราไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม

ตำราแบ่งไว้ว่ามีความดันสูงแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ  ส่วนผมขอบอกง่ายๆว่ามีความดันสูงแบบ “ตถตา” คือมันเป็นของมันเองกับอีกชนิดคือแบบที่มีโรคบงการ mastermind อยู่เบื้องหลัง

แม้จะรู้ต้นเหตุแล้วแต่กระนั้นความดันเจ้าปัญหาก็ยังไม่หมดเรื่องเพราะเมื่อล่วงเข้าวัยหนึ่งที่ร่างกายเปลี่ยนไปกอปรกับเราอดของกินที่เคยชื่นชอบมาจนเป็นนิสัยไม่ได้  ในเรื่องนี้มีผลกระทบความดันอย่างจังครับ

เป็นต้นว่า  ชอบกินขนมกรุบกรอบเค็มๆ,ชอบบะหมี่สำเร็จรูป,กินอาหารใส่ผงชูรส,ติดขนมปังและเบเกอรี่  ไปไหนต่อไหนขอใส่น้ำปลาพริก,กะปิ,ปลาเค็ม,ซีอิ๊ว,เต้าหู้ยี้,เต้าเจี้ยว ปรุงเข้าไปให้สะใจก่อนชิม  รวมถึงชอบเติมอัลกอฮอล์ในเลือดกับสูบบุหรี่

ทั้งหมดนี้ช่วยจุดชนวนความดันสูงได้เป็นอย่างดี

ซ้ำร้ายยังเหมือนกับคราวเคราะห์เพราะเมื่ออายุมากเข้าการเผาผลาญย่อมน้อยลงทำให้น้ำหนักขึ้นเอาๆก็เรียกให้ความดันขึ้นมาอีก

                เหมือนกับถูกรุมแกล้ง

เลยทำให้ความดันสูงมักมาคู่กับผู้ใหญ่แต่ก็ใช่ว่าอายุน้อยจะไม่มีนะครับ  แต่ตอนนี้ขอให้รู้จักกับหัวโจกใหญ่ตัวเพิ่มความดัน 3 กลุ่มก่อนคือ ของกินจำพวก comfort food ทั้งหลาย,การใช้ชีวิตและความเครียดที่พาให้เกิดความเสี่ยงของความดันสูงที่บางครั้งมีอาการมากกว่าแค่ปวดศีรษะเช่น หัวใจโต,หัวใจเต้นผิดจังหวะ,หัวใจวาย,อัมพฤกษ์,อัมพาตและไตเสื่อม

อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ป้องกันได้ก่อนเกิดครับ—ด้วย “ตัวท่าน” กับการเลี่ยงสิ่งกระตุ้นความดันเล็กๆน้อยๆเหล่านี้

1)              ความเค็ม  ของเค็มที่มี “โซเดียม” เป็นเหมือนตัวขับเร่งให้ความดันโลหิตสูงขึ้น  จากการที่มันมีผลถึงกลไกของหลอดเลือดน้อยใหญ่ในตัวเรา  ซึ่งของเค็มที่ควรเลี่ยงให้ได้มากคือเครื่องปรุงเค็มทั้งหลายและของเค็มที่อยู่ในรูปอาหารสำเร็จรูปอย่างไส้กรอก,กุนเชียง,หมูแผ่น,หมูแดดเดียว,แหนม,น้ำพริก,ปูดอง,ปลาเค็ม,ขนมปังฯลฯ  ซึ่งมีทางหนึ่งที่ช่วยได้คือรับประทานอาหารที่มี “โพแทสเซียม” สูงเข้าไปช่วยกันเช่น “กล้วย” ครับ

2)              ความอ้วน  ความกว้างและอวบทางขวางยิ่งมากเท่าไรยิ่งทอนอายุให้สั้นเท่านั้น  เพราะน้ำหนักตัวที่พ่วงพีทำให้มีความดันสูงขึ้นได้มาก  เพราะอย่าลืมว่าหัวใจต้องรับบทหนักขึ้นในขณะที่ตัวเราไม่ได้ช่วยผ่อนแรงอย่างใดเลย  ซ้ำไขมันที่พอกพูนยังสร้างสารเคมีที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น  ดังนั้นถ้าลดอ้วนได้สำเร็จจะได้ชีวิตดี๊ดีกลับมาเยอะเลยครับ

3)              อัลกอฮอล์  น้ำทองแดงทั้งหลายมีส่วนให้ความดันพุ่งทำสถิติใหม่ได้ทั้งนั้น  เพราะอัลกอฮอล์ไปเร่งให้หัวใจเต้นเร็วฉีดเลือดออกไป  ส่วนในหลอดเลือดทั้งหลายก็พากันทำงานผิดเพี้ยนไปด้วยผลจากการกระตุ้นประสาทอัตโนมัติของอัลกอฮอล์  นอกจากนั้นท่านที่เป็นนักดื่มเมรัยยังมีส่วนทำให้ความดันในหลอดเลือดสำคัญที่ตับขึ้นสูงด้วยเมื่อตับแข็งครับ

4)              บุหรี่  การสูบบุหรี่มีผลให้ความดันขึ้นได้จากการเข้าไปบ่อนทำลายภายในหลอดเลือดให้แข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่นเร็วกว่าที่ควร  ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ความดันสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้และแม้เมื่อหยุดสูบไปแล้วผลร้ายก็ยังคงหลอกหลอนเส้นเลือดอยู่นานนับ 10 ปี  ซึ่งจำนวนบุหรี่ที่มีผลให้ความดันขึ้นได้คือตั้งแต่ 15 มวนต่อวันขึ้นไป  นอกจากนั้นมันยังทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายทำงานด้อยลงด้วย

5)              ยาและสมุนไพร  มีหลายชนิดด้วยกันที่เรียกความดันให้สูงเอาๆ  ยกตัวอย่างยาที่มีผลต่อสมอง,ยาคุมกำเนิด,ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก(สูโดเอฟีดรีน),โสม,รากชะเอมเทศและหม่าฮวง(เอฟีดรา)  รวมทั้งยาเสพติดอย่างยาไอซ์,ยาบ้าและโคเคนที่มีผลเร่งความดันสูงอย่างน่าตกใจ

6)              กาแฟ  เครื่องดื่มที่คนป่วยความดันไม่คู่ควร  เพราะกาแฟมีทั้งสารช่วยและฉุด(อ้าว ตกลงยังไง?)  ดังที่บอกไปครับว่าใดๆในโลกล้วนมี 2 ด้าน  การจะมองแค่กาแฟมีกรดคลอโรจีนิกต้านอนุมูลอิสระด้านเดียวก็ออกจะโลกสวยไปหน่อยเพราะในกาแฟแก้วเดียวกันยังมีคาเฟอีนที่เพิ่มความดันได้  โดยเฉพาะในบุรุษเจ้าเนื้อที่มีอายุตั้งแต่ 70 ขวบขึ้นไป  ซึ่งการดื่มกาแฟที่ปลอดภัยคือไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน(คาเฟอีน 200 มก.)และไม่ดื่มก่อนกิจกรรมที่ต้องออกแรงครับ

7)              การกรน  ดูเหมือนห่างไกลกันกับความดันแต่ขอให้ท่านระลึกไว้เสมอครับว่าสิ่งใดที่มีผลกับการนอนสิ่งนั้นย่อมมีผลกับความดันมนุษย์เช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะการกรนมรณะที่มี “หยุดหายใจ(Sleep apnea)” เป็นห้วงๆด้วย  ซึ่งในขณะที่กรนไปหยุดหายใจไปนั้นสมองจะทำงานหนักทำให้หลั่งสารเครียดที่กระตุ้นความดันขึ้น  ส่วนที่ผนังหลอดเลือดทั้งหลายก็มีความเสียหายจากการขาดออกซิเจนยิ่งทำให้มีผลต่อความดัน  บางท่านตื่นมาแล้วปวดศีรษะตุบๆทีเดียวครับ

8)              เนื้องอกบางชนิด  เช่นเนื้องอกต่อมหมวกไต(Pheochromocytoma,aldosteronism)เป็นเนื้องอกชนิดพิเศษที่สร้างสารกระตุ้นความดันและทำให้หัวใจเต้นเร็วได้  ซึ่งสารที่ว่านี้คือสารตื่นเต้น(Catecholamines)ที่ทำให้เกิดความดันสูงระยะยาวหรือกระตุ้นให้ความดันขึ้นเป็นช่วงๆได้

9)              ไทรอยด์เป็นพิษ  ต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไปมีผลให้หัวใจเต้นเร็วและความดันขึ้นได้  ในเรื่องนี้อธิบายได้จาก “ฮอร์โมนไทรอยด์” ที่มีผลในเรื่องการเผาผลาญกับเรียกความดันให้สูงขึ้นมาได้  ดังในคนที่ป่วยด้วยไทรอยด์จะมีอาการใจสั่น,เหงื่อออกและหน้าแดงเพราะความดันขึ้นได้

10)        โรคประจำตัวอีกหลายโรค  เช่นเบาหวานที่ลงไตด้วยทำให้มีความดันสูงขึ้นได้,เส้นเลือดแดงที่ไตตีบ,โรคคุชชิง(ได้ยาสเตียรอยด์มาก),ครรภ์เป็นพิษ,ความเครียดฯลฯ  โรคที่ทำให้ความดันสูงที่เล่ามานี้จัดอยู่ในกลุ่มตัวบงการความดันสูงอย่างมีสาเหตุ(Secondary hypertension)ครับ

11)        ขาดยาความดัน  เป็นปัญหาสำคัญที่พบบ่อยในคนไข้ที่มาหา  ซึ่งการขาดยาทำให้เกิดอาการกำเริบขึ้นมาและบางคราก็น่าเสียดาย—เพราะอะไรน่ะหรือครับ?  ก็มาจากความดันที่ขึ้นจนเส้นเลือดในสมองแตกแล้วเป็นอัมพาตทั้งที่สามารถกินยาเพื่อคุมความดันให้ไม่กระแทกกระทั้นจนเส้นเลือดสมองรับไม่ไหวได้  ขอแค่หยิบยาใส่ปากทุกวันก็ช่วยป้องกันได้แล้วครับ

ทั้งของกินและภาวะต่างๆที่ปลุกความดันให้ไต่ระดับขึ้นไปสูงนั้นมีผลให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆได้  ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นกับ “ความเสี่ยง” ของตัวเราในขณะนั้นด้วยเช่นกัน  เป็นต้นว่ามีลิ้นหัวใจตีบหรือขาดยาลดความดัน  เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นสักหน่อยเช่นความเครียดก็อาจเกิดอันตรายจากความดันที่ทำร้ายเอาได้  ดังนั้นคำตอบสำคัญของการดูแลความดันไม่ใช่อยู่ที่การกินยาหรือไม่กินอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวกับการตั้งใจคุมให้ดีหรือไม่มากว่า

เป็นคำตอบสุดท้ายที่ต้องมีครับ

 

 

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

Related posts:

  1. ตรวจสุขภาพไม่สับสน เข้าวัยไหนต้องตรวจอะไรบ้าง ? โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช เรื่องหนึ่งที่คนรักสุขภาพคิดว่าทำแล้วดีคือ “การตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีครับ ยิ่งถ้าไปตรวจกับที่ใหญ่ๆโตๆที่ตรวจเป็น “แพคเกจ” ละเอียดยิบทั้งวิตามิน,ฮอร์โมนและดูว่าแพ้อะไรบ้างเป็นสิบชนิด อันนี้ไม่ได้จำเป็นเสมอไปครับ มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่มาก จากที่มีพี่นักข่าวมาถามรวมถึงแฟนรายการสุขภาพถามเข้ามา มีปัญหาที่...
  2. รวมมิตร พิชิตแก่ แท้ VS. เทียม ในรอบปีที่ผ่านมา โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ความรู้ในเรื่องต้านชราที่ดูเหมือนว่าไฮเทคขึ้นทุกวันนั้นขอท่านที่รักอย่าเพิ่งไปเชื่อในทุกสิ่ง  เพราะที่จริงแล้วต้องดูว่าเป็นไฮเทคแท้หรือไฮเทคเทียมครับ เพราะความลับก็คือในปัจจุบันยังไม่มีไฮเทคใดที่ได้รับการยืนยันว่าย้อนอายุทำให้เป็นหนุ่มสาวได้จริง ถ้าไม่ใช่วิธีธรรมชาติ งานประจำของผมคือตรวจคนไข้และไปบรรยายตามงานต่างๆ  ได้ไปบรรยายในงานของราชวิทยาลัยแพทย์หลายๆแห่ง  ขอบอกได้เลยครับว่ายังไม่มีที่ใดที่คุณหมอออกมารับรองผลของการใช้ไฮเทคเพื่อความงามทั้งหลาย พูดง่ายๆคือที่ใช้กันอยู่นั้นคือ “รับความเสี่ยงเอง(At your...
  3. ความปวดที่แตกต่าง โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   ใครที่ตกอยู่ในห้วงของความเจ็บปวดย่อมน่าเห็นใจอย่างที่สุด  ความปวดที่รุนแรงมากๆนอกจากปวดใจจากความผิดหวังแล้วความปวดตามร่างกายก็เป็นส่วนที่ทำให้เป็นทุกข์ ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตได้ ลองคิดง่ายๆว่าถ้าเราเจ็บปวดอยู่คงไม่อยากออกไปพบเจอใคร  ซึ่งเรื่องปวดนี้ถูกนำมาขยายผลเป็นการศึกษาในหัวข้อ “การจัดการความเจ็บปวด(Pain management)” ที่วิสัญญีแพทย์ย่อมรู้จักกันดี เมื่อลงปวดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีกลไกที่ทำให้รับรู้ปวด ...
  4. 10 เชื้อโรคในอาหาร และสารเคมีปนเปื้อนรอบตัว โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช   ในแต่ละปีศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ(CDC)สำรวจพบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีคนเจ็บป่วยจากเชื้อโรคในอาหารมากกว่า 76 ล้านรายต่อปี คิดแล้วมากกว่าคนไทยทั้งประเทศ! ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 5,000 คน  น่าเศร้านะครับกับโรคที่สามารถป้องกันได้  เพียงแค่ไม่ประมาทในแต่ละคำที่เรารับประทาน...
  5. กินก่อนนอน โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช   กิจกรรมยามดึกที่ถูกนึกถึงมากเวลาเราอยู่ว่างและแน่นอน—ท้องว่างด้วยนั้นก็คือ “การกิน” ครับ  ซึ่งผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านเล่าถึงของกินยามวิกาลให้ฟังอย่างน่าน้ำลายไหล ย่านราชวงศ์มีไอศกรีมกะทิกับบะหมี่อัศวินที่ขึ้นชื่อ แถวเยาวราชมีข้าวเฉโปที่เป็นข้าวใส่สารพัดทั้งเครื่องในแล้วราดน้ำพะโล้จนชุ่ม ถนนแปลงนามที่สมัยดึกดำบรรพ์ชื่อว่าตรอกหมาเน่านั้นมีร้านของกินอร่อยรวมถึงข้าวต้มชื่อดังเปิด 24 ชั่วโมงมาแต่ไหนแต่ไร...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top