“สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” กระตุ้นสมอง ในห้วง “พักร้อน” การเมือง

 

หนังสือพิมพ์มติชน (รายวัน) ได้ลงบทสัมภาษณ์พิเศษ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย ศุภกาญจน์ เรืองเดช ถึงการเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟ ปัญหาเศรษฐกิจ และมุมมองที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

- มีเป้าหมายอะไร มาเปิดร้านกาแฟ

สิ่งที่ตั้งใจไว้คือ ที่นี่ต้องไม่ใช่ร้านกาแฟปกติ แต่อยากให้เป็นร้านกาแฟที่หลากหลาย มีอาหารไทยด้วย เพราะคนเวลาคิดถึงร้านกาแฟมักจะคิดถึงร้านกาแฟแบบฝรั่ง ดังนั้น อยากลองทำร้านกาแฟแบบไทยๆ ผมใช้กาแฟเชียงราย และลองเอาอาหารไทยบวกกับอาหารเช้าแบบฝรั่ง ตอนเที่ยงมีก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งเป็นสูตรแท้ คือสูตรน้าชูที่ขายอยู่หลังกระทรวงการคลัง โดยมีลูกสาวของน้าชูมาทำ มาลงหุ้นกับผม เพราะพูดกันมานานแล้ว และนอกจากอาหารที่กินอร่อยแล้ว เรายังคิดถึงอาหารสมองด้วย เพราะนี่คือความรักของเรา เรารักหนังสือ มีหนังสือให้อ่าน มีห้องสมุด และอาจจะเป็นจุดที่เอาหนังสือมาแลกเปลี่ยนกันได้ หรือใครอยากบริจาคหนังสือ อยากให้ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางที่จะส่งไปยังที่ต่างๆ

 

- การเมืองเป็นแบบนี้จะเอาดีทางนี้เลยหรือไม่

ชีวิตผมหลากหลายมาก เคยรับราชการ ไปทำเอกชน และทำการเมือง ช่วงรัฐประหารครั้งที่แล้วก็ไปเป็นสื่อ ในใจผมคิดว่าผมมีประสบการณ์ที่หลากหลายดี แต่ไม่ใช่ตัวเองเก่งนะ ครั้งนี้อยากลองวิชาการเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ที่ทำด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่เราชอบเลยอยากทำ ไม่ใช่ทำเพราะคิดว่าเป็นการพักรบทางการเมือง ถ้าร้านเป็นเหมือนห้องทดลองหากประสบความสำเร็จ ลงตัว เราอาจจะคิดขยายสาขา หรือทำกิจการให้ใหญ่ขึ้นโดยคงมาตรฐาน และโมเดลนี้ ก็ไม่รู้ อาจจะไม่กลับไปสู่การเมืองก็ได้ ทำธุรกิจไปเลย แต่ในธุรกิจของเราต้องคิดถึงเรื่องสาธารณประโยชน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำต่อได้โดยไม่ต้องทำงานการเมือง

 

- ทั้งหมดที่พูดมานี้่เป็นที่มาของชื่อร้าน “Brainwake”

ใช่ครับ เพราะกินกาแฟแล้วทำให้ตื่น แต่คอการเมืองบอกไม่ใช่ บอกว่าที่นี่จะเป็นที่ที่มานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมบอกว่า ถ้าคิดแบบนั้น พรรคพวกต้องยอมรับนะว่าต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกฝ่าย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันเรื่องการเมือง “Brainwake” มันคือการกระตุ้นสมอง ทั้งการกระตุ้นสมองด้วยกาแฟ ด้วยอาหารอร่อยๆ และอาหารสมองจากหนังสือ ทั้งนี้ คนไทยอาจจะมีความคุ้นเคยกับสภากาแฟ ซึ่งเป็นที่มาของการพูดคุย มาแลกเปลี่ยนกัน และที่เปิดมาไม่กี่อาทิตย์นี้ค่อนข้างรู้สึกพอใจที่ได้เห็นคนที่หลากหลายเข้ามา แต่ผมขออย่างหนึ่งคือห้ามมาทะเลาะกันที่นี่ ไม่ว่าจะสีไหน คิดอย่างไร เราต้องเคารพว่าทุกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่าง เมื่อมาอยู่ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะแบบนี้สามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้

 

- เป็นพื้นที่ที่หลายฝ่ายเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด ร้านกาแฟนี้จะกลายเป็นจุดรวมพลหรือไม่

ไม่หรอกครับ ยังไม่มีผู้ใหญ่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มานะ แต่ถ้ามาก็ต้อนรับ ใครมาเปิดหมด ผมไม่กังวลว่าใครจะมาคิดว่าผิดหรือถูก หรือมาจับตามอง เพราะต้องเข้าใจว่าที่ทำตรงนี้คือ 1.เป็นธุรกิจ ไม่ใช่การเมือง โดยมีพื้นฐานว่าสามารถมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ แต่ข้อคิดเห็นนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ดังนั้น ผมเชื่อว่า ถ้าสิ่งที่เรามาพูดคุยกันที่นี่ไม่ว่าจะผ่านสื่อหรือไม่ก็ตาม จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่ได้เป็นประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และถ้ากล้ารับฟังกัน ก็ต้องพร้อมรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์

 

- เปิดร้านในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้มีผลกระทบอะไรหรือไม่ มองภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ อย่างไร

เรื่องเศรษฐกิจสำหรับร้านนี้มี 2 มิตินะ คือ

1.ร้านนี้ถ้าดูราคาดีๆ ไม่ใช่ราคาสุขุมวิท ผมตั้งเป้าไว้ว่าอยากให้คนทำงานมีเงิน 100 บาท ออกมากินข้าวนอกบ้าน หรือดื่มกาแฟดีๆ ได้ ซึ่งก็เหมาะสมกับเศรษฐกิจโดยรวมด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดีใครจะมีเงินกินของแพงๆ ทุกวัน แต่ถ้าเราสามารถทำร้านที่กินได้ทุกวันเขาก็อยู่ได้ เราก็อยู่ได้

2.ในส่วนเศรษฐกิจภาพรวม ขนาดเราตั้งราคาอย่างนี้หรือเมื่อไปคุยกับร้านอื่นๆ หรือเพื่อนฝูงนักธุรกิจที่มาคุยด้วยก็จะบ่น แน่นอนผมไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร แต่เมื่อทำไปแล้วผมก็ไม่อยากให้ความก้าวหน้าของประเทศมันหยุด ดังนั้น รัฐบาลควรต้องรีบแก้ปัญหา ซึ่งในรัฐบาลผมเข้าใจว่ามีคนดีๆ อยู่จำนวนมาก แต่ปัญหาคือยังไม่ลงล็อก เรื่องของเศรษฐกิจนี้ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องของความมั่นใจในระบบ ในการทำงาน ในกระบวนการต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีวัตถุดิบดีแล้วคนจะมาซื้อของของเรา แต่ในยุคปัจจุบันนี้จะต้องมีความเชื่อมั่นด้วย ไม่ว่าจะทางการเมือง ทางกฎหมาย ฯลฯ ถ้าการเมืองยังไม่แน่นอน ยังไม่รู้ว่าจะมีประชาธิปไตยหรือไม่ จะกลับมาในรูปแบบใด ความเป็นนิติรัฐนิติธรรมยังไม่ชัดเจน แล้วใครจะกล้ามาลงทุน ทำให้เป็นปัญหา

สิ่งที่รัฐบาลและผู้ที่รับผิดชอบควรจะรีบทำคือ ทำให้รัฐธรรมนูญออกมาเป็นรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ อยู่บนพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย และมีมาตรฐานสากล ทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นในระบบนิติรัฐ นิติธรรม และกระบวนการของกฎหมาย เพราะถ้าเกิดไม่มีตรงนี้ ถึงมีรัฐธรรมนูญเศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น แต่ถ้าสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ ความเชื่อมั่นกลับมา ประเทศไทยมีทุกอย่างครบมีความหลากหลาย และเชื่อว่าไปได้ แต่อาจจะต้องปรับนิดหน่อย เช่น เพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ฯลฯ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้จะมาจากตัวบทกฎหมายที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบทำให้ทุกคนรู้สึกว่าฉันมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน ดังนั้น ถ้ากติกาชัด มีเงื่อนไขที่ชัด ทุกอย่างจะดี เราเห็นภาพใหญ่มาแล้วรู้ว่าทั้งระบบนั้นสำคัญ ดังนั้น คนเขียนรัฐธรรมนูญจะต้องคิดถึงคนตัวเล็กๆ ด้วย อย่าคิดถึงบริษัทใหญ่ๆ อย่างเดียว

 

- รัฐธรรมนูญที่ร่างกันอยู่ตอบโจทย์หรือไม่

ยังครับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นควรเป็นรัฐธรรมนูญที่พูดถึงหลักการใหญ่ แล้วไม่ต้องมีรายละเอียดมาก ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ก็อย่างเช่น เรื่องของสถาบัน เรื่องของประชาธิปไตย เรื่องของเสรีภาพ เป็นต้น ผมว่าเรื่องพวกนี้มีไม่กี่มาตรา แต่เขียนให้ดี ให้ครอบคลุมทั้งหมดผมว่าจะอยู่ได้ และรัฐธรรมนูญจะอยู่ได้นาน เพราะมันคือหลักการที่เราเห็นตรงกันแล้วว่าเราเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็เขียนตรงนี้ให้ชัด นอกจากนี้ เขียนการคานดุลอำนาจระหว่างนิติบัญญัติกับบริหารให้ชัดเจน แล้วไม่ต้องไปสร้างองค์กรอิสระใหม่มาก ที่มีอยู่ทำให้ดี เพราะหากสร้างองค์กรใหม่มากความสับสนจะเกิดขึ้น มีความไม่มั่นใจว่าระบบจะเดินอย่างไรก็เกิดขึ้น แล้วกลายเป็นว่าการตัดสินในบางเรื่อง เช่น ฝ่ายบริหารออกนโยบายบางเรื่องยังโดนบอกว่าทำไม่ได้ คิดดูสิว่าคนที่เป็นนักลงทุนหรือแค่ประชาชนคนธรรมดาจะไปพึ่งใคร และเมื่อไม่รู้ว่าจะพึ่งใครความมั่นใจก็ไม่เกิด และเมื่อความมั่นใจไม่เกิดทางสังคมก็อยู่ไม่ได้ ทางเศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้

ผมอยากให้รัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องหลักการใหญ่ๆ ให้ชัด ส่วนเรื่องประเด็นการปฏิรูปอะไรต่างๆ นั้นเอาไปใส่ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจก็ได้ หรือเป็นกฎหมายลูกให้กฎหมายลูกช่วยขับเคลื่อน ซึ่งกฎหมายลูกแก้ง่ายกว่าด้วย เมื่อใช้ไปแล้วรู้สึกว่าตรงไหนไม่ใช่ก็แก้ได้ ไม่ใช่ไปใส่ทุกอย่างไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ยาก และเมื่อแก้ไม่ได้ก็ต้องฉีกทิ้ง ก็อยู่ในวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม นอกจากกฎหมายลูกแล้ว ตามประสบการณ์ สิ่งที่ขับเคลื่อนประเทศนั้นไม่ใช่รัฐธรรมนูญกับกฎหมายเท่านั้น กฎระเบียบของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งออกมาแล้วไม่ได้ช่วย ไม่ได้เอื้อให้คนทำธุรกิจ ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในระบบ ไม่ได้ปกป้องสิทธิเสรีภาพ กฎหมายใหญ่อาจเขียนสวย แต่พอมาเป็นกฎระเบียบกระทรวงกลับมาละเมิดสิทธิเสรีภาพของคน ตรงนี้ก็ต้องปฏิรูปด้วย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รู้มาตลอด และพูดมาตลอดว่ากระบวนการปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทยต้องทำทั้งหมด ขณะเดียวกัน อะไรที่ทำได้ก็ต้องรีบทำเสีย ในเมื่อคิดที่จะมาเซตระบบกันใหม่ก็ต้องทำให้มันสมบูรณ์ อย่าไปสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งในอนาคตอีก และอย่าไปสร้างเงื่อนไขที่รัฐกลายมาเป็นผู้ควบคุมประชาชน

ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีโทนของความพยายามที่จะควบคุม อาจเพราะความตั้งใจดีที่ไม่อยากให้มีการตีกันบนท้องถนนหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่การห้ามไม่ให้มีการตีกันบนท้องถนนนั้นไม่สามารถห้ามด้วยการควบคุม ผมคิดว่าทหารหลายคนโดยเฉพาะผู้ใหญ่นั้นอาจจะมีความตั้งใจดีที่อยากจะให้เกิดความมั่นคงทางสังคม แต่ทัศนคติของทหารที่ถูกสอนมาว่าต้องควบคุม เขาก็จะบอกว่าเราต้องอยู่ในมาตรา 44 หรือใช้อำนาจแบบนั้นแบบนี้ แต่อำนาจเหล่านี้มันไม่จีรังยั่งยืน ผมอยากให้ผู้ใหญ่ที่กำลังบริหารบ้านเมืองอยู่ในวันนี้คิดแบบใหม่กับประชาธิปไตย โดยประชาธิปไตยนี้บางทีอาจทำให้เกิดความวุ่นวาย อาจจะมีการถกเถียงกันเยอะ แต่ถ้าประชาธิปไตยที่มีกฎกติกาที่ชัดเจนอยู่ในสนามเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน เหมือนกับฟุตบอล มันเล่นกันได้ มันอาจจะดูวุ่นวาย

เช่น วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่าประชาธิปไตยเป็นระบบที่วุ่นวายที่สุด แต่เป็นระบบที่ดีที่สุดเท่าที่มี ดังนั้นต้องยอมรับว่าการเป็นประชาธิปไตยในระยะสั้นอาจไม่มั่นคง แต่การควบคุมอาจดูมั่นคงกว่าสงบกว่า แต่ถ้าเป็นระยะยาวประชาธิปไตยจะมั่นคงมาก เพราะทุกคนรู้ว่าตัวเองมีที่ยืน และทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน เคารพสิทธิ เคารพความเห็นที่แตกต่าง ถ้าเราสร้างตรงนี้ได้มันยาวกว่า มั่นยั่งยืนกว่า และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติและประชาชนทุกคน เราเป็นประชาชน ไม่ต้องมาเรียกเราหรอกว่าเป็นพลเมืองหรืออะไร จริงๆ สุภาษิตไทยก็มีว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา ง่ายๆ เลย นี่คือความเป็นประชาธิปไตย และคนก็ไม่รู้สึกว่าถูกควบคุม มีอิสระเสรี และเมื่อเคารพกัน ทุกคนก็ไม่ทำร้ายกัน

 

หมายเหตุ – นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงการเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟ ปัญหาเศรษฐกิจ และมุมมองที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ

 

ที่มา มติชนออนไลน์

 

 

Related posts:

  1. สนทนากับ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” ณ วันหนึ่งในร้านกาแฟ กับชีวิตหลากรส   มติชนออนไลน์ ได้ลงบทและคลิปวีดีโอสัมภาษณ์คุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โดยอิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์ ถึงเส้นทางชีวิตที่หลากหลายและหลากมุม ดังนี้ หลังจากสัปดาห์ที่แล้วที่ได้พาผู้อ่านไปชมร้าน Brainwake.Cafe...
  2. “Brainwake Cafe” อาหารสมองสไตล์ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” (คลิปวีดีโอ)   ในภาวะที่ชีวิตประจำวันของเราทุกคนต้องอยู่กับความเร่งรีบ ต้องการความเร็ว ทำให้หลายสิ่งดูมีข้อจำกัด แม้แต่อาหารการกินเราก็ไม่สามารถให้เวลาเลือกกับมัน ทำให้รับสารอาหารไม่ครบเพื่อลุยในเช้าวันใหม่ เช่นเดียวกับสมองที่ขาดการรับข่าวสารหลากหลายและสร้างสรรค์จนขาดการปลุกความคิด สองสิ่งนี้ คือความตั้งใจง่ายๆแต่จริงจัง ที่ชายคนนี้มุ่งมั่นก่อร่างจนกลายเป็นร้านเล็กๆร้านนี้ขึ้นมา...
  3. “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” ตอบโจทย์ทางออกประเทศไทย “ผ่าเกมรุกวิกฤตรัฐบาล”   วันที่ 12 พ.ย. 56 นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกรายการ “ตอบโจทย์ทางออกประเทศไทย” สนทนาในประเด็น...
  4. “สุรนันทน์” เห็นด้วย “บ่อนเสรี” แต่ต้องจัดการให้ดี ถ้าไม่ก็อย่าคิด เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการเปิดบ่อนกาสิโนให้ถูกกฎหมาย ว่า สำหรับตน ตนเห็นด้วย...
  5. ยิ่งลักษณ์ พาน้องไปป์ทำบุญวิสาขบูชา พร้อมร่วมแสดงความยินดี “สุรนันทน์” เปิดร้านกาแฟวันแรก   “แม่ปู-ลูกไปป์” จูงมือเข้าวัด ทำบุญเนื่องในวันวิสาขบูชา ก่อนไปแสดงความยินดี “ลุงปุ้ม” เปิดร้านกาแฟวันแรก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน...

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top