ส.ส.ไม่สังกัดพรรค! สัดส่วน 200 – เขต 250 คน ‘สหรัฐ’ บี้ไทยเลือกตั้ง

กมธ.ยกร่างฯ เคาะระบบเลือกตั้งยึดโมเดลเยอรมัน มี ส.ส. 450 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 250 ส.ส.สัดส่วน 200 ระบุข้อดีเสียงประชาชนไม่สูญเปล่า พรรคขนาดเล็ก-กลางจะมีตัวแทนในสภามากขึ้น ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค “ดร.พิชาย” ชี้ทำให้ระบบผูกขาดเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นได้ยาก เปิดโอกาสพรรคเล็กสยายปีก แต่เชื่อล้างปัญหาการเมืองไทยไม่ได้เพราะมีคนเจ้าเล่ห์เหมือนศรีธนญชัย “ประยุทธ์” บอกอย่ากังวลเลือกตั้งวันไหน แต่ไม่รู้ รธน.จะผ่านหรือไม่ สถานการณ์เป็นตัวกำหนด “สหรัฐ” ยังไม่ปลื้มไทยคืนประชาธิปไตยล่าช้า เฉ่งไม่ฉลาด

ที่รัฐสภา วันที่ 24 ธันวาคม พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมว่า กมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณาเรื่องระบบการเลือกตั้งและผู้นำการเมืองที่ดี ซึ่งได้เชิญนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้ข้อคิดเห็นเพื่อประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมที่ควรใช้กับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ มีมติสอดคล้องไปในทางเดียวกัน โดยให้ใช้ “ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม” (Mixed-Member Proportional : MMP) โดยให้สภาผู้แทนราษฎร มีผู้แทนจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ที่ควรมีทั้งผู้แทนที่เป็นผู้แทนของประชาชนในเขตจังหวัด หรือการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และผู้แทนที่เป็นผู้แทนของประชาชนที่ไม่มีฐานเสียงในเขตจังหวัด หรือการเลือกตั้งแบบสัดส่วน

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า สำหรับระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จะมี ส.ส.เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 250 คน และแบบระบบสัดส่วน 200 คน รวม 450 คน ซึ่งคำนึงถึงเสียงสะท้อนของภาคประชาชนสังคม ยกตัวอย่างเช่น หากพรรค ก. ได้คะแนนแบบบัญชีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 10 หรือได้จำนวน ส.ส. 45 คน และพรรค ก. ยังชนะการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตอีก 45 เขต ผลก็คือ พรรค ก. จะมี ส.ส.ในสภาทั้งสิ้นเพียง 45 คน ที่มาจากระบบเขตเท่านั้น ขณะที่พรรค ข.ได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อคิดเป็นร้อยละ 10 ของทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวน ส.ส.ที่ควรจะมี 45 คน แต่พรรค ข. ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพียง 30 เขต ผลก็คือ พรรค ข. จะมี ส.ส. 45 คน ที่มาจากแบบแบ่งเขต 30 คน แต่จะได้ ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาอีก 15 คน รวมเป็น 45 คนเช่นกัน

โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า สำหรับข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม คือเสียงของประชาชนจะไม่สูญเปล่า พรรคขนาดเล็กและภาคประชาสังคมจะมีตัวแทนในสภามากขึ้น ส่งผลให้พรรคการเมืองมีบทบาทมากขึ้น กล่าวคือพรรคขนาดเล็กและขนาดกลางจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งมากขึ้น ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่ไม่ต้องการให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งจนเกินไป เพราะจะให้เกิดการตรวจสอบยาก ที่ผ่านมาพรรคใหญ่คุมเสียงเบ็ดเสร็จ

ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค

ส่วนการแบ่งโซนพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วน จะแบ่งเป็น 8 กลุ่ม โดยใช้ภูมิภาคเป็นตัวแบ่งเขต และจะพยายามให้มีจำนวนประชากรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้น ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ เห็นพ้องกันว่าให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการคัดเลือกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อความเป็นอิสระในการทำงานในสภา แต่สามารถสมัครเป็นกลุ่มได้ ซึ่งจะต้องมีการออกแบบวิธีการลงทะเบียนกลุ่มอีกครั้ง ส่วนนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจาก ส.ส.หรือไม่ ขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯ ยังไม่ได้ข้อสรุป

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า สำหรับระบบการเลือกตั้งดังกล่าว มี 9 ประเทศที่ใช้ก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ เยอรมนี แอลเบเนีย เลโซโท โบลิเวีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เวเนซุเอลา อิตาลี ฮังการี โดยทุกประเทศมีส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรค ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ 10 ที่เตรียมจะเลือกตั้งในระบบนี้

ด้านนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยึดระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมันว่า จะทำให้พรรคเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งในสภามากขึ้น ทำให้การผูกขาดหรือเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นยาก ในเยอรมันจึงมักเป็นรัฐบาลผสม ส่วนจะเปิดโอกาสให้พรรคใหญ่หันไปตั้งพรรคนอมินีหรือไม่นั้นก็เป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะหาเสียงได้คะแนนมากถึงเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ แต่อย่างน้อยจะทำให้เขามีอิสระ แม้จะเป็นนอมินีก็จริง แต่จะมีอำนาจในการต่อรองแทนที่จะอยู่ภายใต้พรรคใหญ่ แต่การมีอำนาจต่อรองเหมือนดาบสองคมคือ ต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์กับต่อรองเพื่อสังคม ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ดังนั้นอยู่ที่จิตสำนึก

ส่วนกรณีให้ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น นายพิชายกล่าวว่า ในอดีตเราเคยใช้ แต่เกิดปัญหา มีการย้ายพรรค รัฐบาลไร้เสถียรภาพ จึงเป็นที่มาให้รัฐธรรมนูญปี 40 ต้องบังคับให้สังกัดพรรค แต่พอใช้ระบบนี้เกิดปัญหาอีก เพราะทำให้ ส.ส.ไม่มีอิสระ ต้องอยู่ภายใต้การบงการของนายทุนพรรค ร้ายแรงกว่าปัญหาแรกอีก มักทำให้นำไปสู่วิกฤตการณ์การเมือง ทาง กมธ.ยกร่างฯ คงเห็นปัญหาในลักษณะนี้ เลยแก้ให้ย้อนกลับไปไม่ต้องสังกัดพรรคอีกครั้ง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหลักการที่ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคเป็นหลักการสากลของประเทศประชาธิปไตย

นายพิชายกล่าวว่า คนเวลาจะลงรับสมัครเลือกตั้งเขาจะมองว่าการสังกัดพรรค ทำให้เขาได้เปรียบมากกว่าการลงอิสระ เพราะพรรคจะมีฐานเสียง มีกลไกในการจัดตั้ง มีทรัพยากรมากกว่าปัจเจก ในต่างประเทศนักการเมืองเลยสังกัดพรรค เพราะต้องการชนะเลือกตั้ง ในแง่หลักการไม่ได้เสียหายอะไร การที่ส.ส.ไม่สังกัดพรรคเหมือนกับเปิดโอกาสให้คนที่อิสระ ไม่ชอบพรรคการเมืองได้มีโอกาสลงสมัคร ส.ส. ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีตัวแทนชนเผ่า ผู้ด้อยโอกาส อาจลงสมัคร ส.ส.

ไม่แก้ปัญหาถ้ามีศรีธนญชัย

“เอาเข้าจริงระบบก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรมากนัก วิธีแก้ปัญหาการเมืองไทย การออกแบบระบบไม่ช่วยอะไรมากมาย เพราะคนนิยมใช้อำนาจ คนมีความเจ้าเล่ห์ ไม่ค่อยตรงไปตรงมา ที่เยอรมันใช้ได้ผล เพราะคนเยอรมันตรงไปตรงมา ระบบมันเลยเวิร์ก แต่คนบ้านเราเหมือนศรีธนญชัย ดังนั้นระบบไหนก็ตามหากไม่เปลี่ยนแปลงจิตสำนึก โอกาสล้มเหลวมีสูง การปฏิรูปที่ทำกันอยู่จึงต้องเน้นตรงนี้ให้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน” นายพิชายกล่าว

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะให้การเลือกตั้งของไทยใช้ในระบบแบบประเทศเยอรมนีว่า ระบบดังกล่าวไม่น่าเหมาะกับสังคมการเมืองประเทศไทย โดยเฉพาะ ส.ส.เขตจำนวน 250 คนนั้น ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะไม่สอดคล้องกับการทำงานของ ส.ส.ไทย เนื่องจากหากประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนว่าจะหันหน้ามาพึ่ง ส.ส. ซึ่งหากมีจำนวน 300 คน ยังพอรับได้ เรื่องนี้ตนไม่อยากให้นักวิชาการฝันไปมาก อยากให้ฝันกันน้อยๆ หน่อย ส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวน 200 คน ตนก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน หากเปลี่ยนเป็นปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน และ ส.ส.เขต 300 คน ยังพอรับได้มากกว่า อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าเราอย่าไปคิดเรื่องระบบให้มันยาก ยึดเอามาตรฐานให้มากที่สุดคือ 1 เสียง 1 สิทธิ์ก็พอแล้ว

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีมติไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยให้ใช้รูปแบบสู่รัฐสภาแบบเดิมว่า หน้าที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องฟังความเห็นทุกฝ่าย โดยเฉพาะความเห็น สปช. ที่ต้องฟังอย่างมาก เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วต้องขอความเห็นชอบจาก สปช. ส่วนองค์กรอื่นๆ หรือแม่น้ำ 5 สาย ก็มีส่วนเสนอความคิดเห็น ส่วน สนช.เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะนำไปพิจารณา ซึ่งการถกเถียงตอนนี้แค่รูปแบบของการได้มาฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรี กมธ.ยกร่างฯ คงหาข้อยุติ ถ้าได้แล้วและทำให้เลือกตั้งเป็นธรรม เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง ฝ่ายบริหารก็ไม่น่ากลัวว่ารัฐสภาจะเป็นผู้เลือกฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ กมธ.ยกร่างฯ ตีตกการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เป็นสัญญาณความขัดแย้งเกิดขึ้นหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ไม่ทราบว่าตีตกแล้วหรือไม่ แต่อย่าพูดว่าตีตก เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ กมธ.ยกร่างฯ เมื่อฟังความเห็นรอบด้าน ก็ต้องคอยดูร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมาฉบับแรกช่วงเดือน เม.ย.2558 จะเห็นชัดเจนว่า กมธ.ยกร่างฯ คิดอย่างไร

เมื่อถามว่า ขณะนี้นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.การเมือง โต้เถียงประเด็นนี้กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เป็นความขัดแย้งแนวความคิดหรือไม่ นายพรเพชรกล่าวว่า เป็นสีสันความคิด ไม่ได้มีใครมาสั่งหรือบอกว่าต้องทำอย่างไร และถ้าจะพูดตามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ระบุว่าลงเรือแป๊ะนั้น ก็ไม่ได้มีการสั่งว่าจะลงเรืออย่างไร พิสูจน์ได้ว่าเรือลำนี้คนที่ลงเรือมีอิสระในแนวความคิด ส่วนที่นายวิษณุระบุว่าบางคนเหาะเกินลงกานั้น เป็นความคิดส่วนตัวนายวิษณุที่อาจเตือนไว้ว่าขอบเขตแต่ละคนเป็นอย่างไร ซึ่งความคิดสร้างสรรค์บ้านเมืองสร้างรัฐธรรมนูญเป็นความคิดทุกฝ่าย แต่มีขอบเขต ไม่ได้ผูกขาดแนวความคิด

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คิดว่ากมธ.ยกร่างฯ คงดูเสียงประชาชน ดูหลักกฎหมาย การคิดนอกกรอบไม่ใช่สิ่งเสียหาย และคงไม่เกินลงกา จึงต้องยอมรับความคิด และบางครั้งต้องคิดอะไรที่เป็นตัวของเราเองหาก ถ้าไม่ได้แอบแฝงด้วยนัยอื่น”นายพรเพชรกล่าว

อย่ากังวลวันเลือกตั้ง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องโรดแม็พเลือกตั้งจะเลื่อนไปในปี 2559 ว่า โรดแม็พเขียนไว้ว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญจะต้องจบเดือนกันยายน ที่ผ่านมากฎหมายลูกไม่ค่อยได้ออก ก็เลยเอารัฐธรรมนูญมาตีกัน ในทางปฏิบัติเหมือนไม่มีกฎหมายมาควบคุมแต่ละฝ่ายในการทำงาน ตนไม่ทราบเหมือนกันเพิ่งทราบว่าจะมีกฎหมายลูกออกมาอีก เวลาเท่าไหร่ตนไม่รู้ เมื่อกฎหมายลูกเสร็จจะมีการเตรียมการเลือกตั้งจะใช้เวลาเท่าไหร่ หรือรัฐธรรมนูญออกวันนี้แล้วกาบัตรได้เลยรึเปล่า จัดให้หน่อยสิ

เมื่อถามว่า ความตั้งใจของนายกฯ จะให้มีการเลือกตั้งภายในต้นปี 59 ใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ตนรู้แต่เพียงว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเสร็จเมื่อไหร่ ตนเป็นรักษาการ ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดำเนินการเลือกตั้ง รัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปได้ ต้องให้รัฐบาลใหม่มาจัดการ แต่จะเมื่อไหร่ไม่รู้ อย่ามาเป็นห่วงกังวล

“ถ้าผมอยากอยู่มีเพียงอย่างเดียวคือทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจให้ได้ แล้วมันทำได้ไหม แล้วผมจะอยู่ด้วยอะไร ในเมื่อผมเข้ามาแบบนี้ ผมจะอยู่ได้ไหม ประชาชนยอมรับผมหรือเปล่า มันมีทั้งส่วนได้ส่วนเสีย มีคนหลายประเภทเราต้องฟังเขาบ้าง ไปกีดกันใครทำอะไรก็ไม่ได้มาก กฎหมายก็ว่ากันมา หากลไกให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการเป็นอนาคตของประเทศ อย่ากังวลหรือเบื่อหน้าก็บอกผมว่าไปได้แล้ว ก็รีบบอก ถ้าอยากจะไม่มีอนาคตก็เอาสิ ปลายปี 58 ก็มาดูสิว่าจะมีการเลือกตั้งยังไง ใครจะทำเลือกตั้งก็ทำไป รัฐธรรมนูญจะออกได้ไหม เรื่องรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย จะต้องทำมติหรือเปล่าก็ยังไม่รู้อีก เพราะว่าไม่ได้เขียนไว้ว่าจะต้องทำหรือไม่ทำ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ สถานการณ์เป็นตัวกำหนดทุกอย่าง”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า “บ้านเมืองสงบเรียบร้อยก็สามารถเลือกตั้งได้อยู่แล้ว อย่ากังวล ยังไงผมก็ไม่สมัครเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะมาสมัครเป็นรัฐบาลอีก พูดจนหมดใจแล้ว คอจะแห้งแล้ว ปีใหม่อธิษฐานให้มีแต่สิ่งดีๆ ต่อกันแล้วกันนะ ถ้ารู้สึกดีกับผมก็อวยพรให้ผมหน่อย ถ้าไม่ดีกับผมจะอะไรก็แล้วแต่ แต่อย่าเพิ่งขัดแย้งกับพวกเราเลย พยายามทำทุกอย่างให้กำลังใจคนเขา อย่าไปมองว่าไอ้นี่ก็ไม่ดี เพราะผมรับผิดชอบแต่ภาพรวม ยังไงผมก็ต้องรับอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว คสช.จะจัดคณะกรรมการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อ๋อเหรอ ไม่รู้เลย” เมื่อถามว่ามีแนวคิดจะแปรสภาพคสช.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่คิด ยังไม่คิด”

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษา คสช. กล่าวถึงคณะกรรมการพิทักษ์รัฐธรรมนูญว่า “ไม่มี ไม่เคยมีข้อเสนอเรื่องนี้ ผมไม่เคยได้ยินว่ามีข้อเสนอให้ คสช.อยู่ต่อ”

มะกันชี้ไทยเลือกตั้งช้า

วันเดียวกัน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเดินหน้าข้าราชการไทย…เพื่อการปฏิรูประบบราชการ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ โดย ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า ขณะนี้ต้องฝากความหวังไว้ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เป็นเหมือนสถาปนิกใหญ่ที่จะช่วยสร้างภาพเมืองไทยให้สง่างาม สงบร่มเย็นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะคำตอบที่ดีสุดของการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ สำหรับเรื่องการปฏิรูประบบราชการนั้น ก็ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนด้วย เพื่อร่วมปลุกจิตสำนึกข้าราชการ ให้มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน ที่ได้ทำงานเพื่อสนองงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบริการแก่ประชาชนด้วยจิตบริการ

ภายหลังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวภายหลังได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปของไทย ต่อนายดับเบิลยู. แพทริก เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยแจ้งต่อผู้แทนของสหรัฐว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลที่มาจากการยึดก่อรัฐประหารอำนาจโดยกองทัพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เคยประกาศไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า การเลือกตั้งที่เดิมกำหนดไว้ปลายปี 2558 น่าจะเลื่อนไปเป็นปี 2559 เพื่อให้เวลาสำหรับการปฏิรูปที่กองทัพกล่าวว่าจะสร้างเสถียรภาพในประเทศหลังจากความแตกแยกมานานนับทศวรรษ

รัฐบาลสหรัฐที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของไทย แสดงความไม่พอใจต่อรัฐประหารครั้งนี้ และได้ระงับความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมูลค่า 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ยกเลิกกำหนดการพบปะเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง, การฝึกซ้อมทางทหารบางส่วน และโครงการฝึกฝนของกองทัพและตำรวจ

ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันอังคาร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐรายหนึ่งกล่าวถึงการเลื่อนเลือกตั้งของไทยว่า รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่าคนไทยควรจะมีโอกาสได้เลือกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย “โดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

“เราเชื่อว่าการเลื่อนการเลือกตั้งไปจนถึงปี 2559 เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดและไม่ชอบด้วยเหตุผล” รอยเตอร์อ้างคำกล่าวของโฆษกผู้นี้

ขณะเดียวกัน นักการทูตอาวุโสจากชาติตะวันตกผู้หนึ่งได้ให้ทัศนะถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าของไทยที่อาจจะมีขึ้นในปี 2559 ว่าเขาไม่ได้คาดหวังมากนัก โดยเกรงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีผู้นำการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม อาจหาเหตุผลอื่นมาอ้างเพื่อเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก

“ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายถ้าประยุทธ์จะครองอำนาจต่อไปอีก 2-3 ปี” นักการทูตตะวันตกที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้นี้กล่าว.

 

ที่มาhttp://www.thaipost.net/

Related posts:

  1. สหรัฐ จวก!`ไม่ฉลาด′ ที่ไทยจะเลื่อนการเลือกตั้งไป 2559 รายงานข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์ ที่วอชิงตัน เปิดเผยว่า จากการที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ชี้แจง ต่ออุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย...
  2. หุ้นไทยสัปดาห์หน้าฝากชะตาตัวเลขศก.สหรัฐ โบรกฯมองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าฝากชะตากับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ-ลุ้นเฟดออกQE3 แนะชะลอลงทุน แนวรับ 1,060 แนวต้าน 1,085-1,100 จุด นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์...
  3. สหรัฐ ห่วงกลลวงโครงการวีซ่าล็อตเตอรี่ปลอม โครงการวีซ่าล็อตเตอรี่ (Diversity Visa หรือ DV)  ประจำปี 2556 จะเริ่มเปิดลงทะเบียนให้ชาวไทยได้เข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 4 ต.ค....
  4. “สหรัฐ” เตือนคนมะกันเลี่ยงเข้าไทย “สหรัฐ” เตือนคนมะกันเลี่ยงเข้าไทย หวั่นเจอะภัยน้ำ แจงสุวรรณภูมิ แหล่งเที่ยวไม่กระทบ วันนี้ (28 ต.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี....
  5. “ประยุทธ์” เตือน “ยิ่งลักษณ์” ระวังปากพูดออกสื่อมากอดไปต่างประเทศ   ประยุทธ์ เตือน ยิ่งลักษณ์ พูดออกสื่อมาก ระวังถูกห้ามไปต่างประเทศ ส่วนการเลือกตั้ง ให้ไปถาม กกต. เมื่อวันที่...

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top