“สุรนันทน์” เปิดเบื้องหลังสคริปต์นายกฯ เปลือยวิธีคิด “ยิ่งลักษณ์”

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 57 เว็บไซต์ posttoday ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายก เกี่ยวกับเบื้องหลังสคริปต์และบทพูดต่างๆ รวมไปถึง เบื้องหลังวิธีคิดของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยช พิเชษฐ์ ชูรักษ์ และธนพล บางยี่ขัน ดังนี้

 

2 ปี 7 เดือน บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักการเมืองหน้าใหม่ถอดด้ามอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเพียง 49 วันในช่วงหาเสียง ก่อนจะต้องมาเผชิญมรสุมรุมลูกใหญ่อย่างต่อเนื่องหลังเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รุนแรงหนักหน่วงมาอย่างต่อเนื่อง บ้างต่อว่าเธอเป็นเพียงแค่ “นอมินี” ของพี่ชาย หรือเป็นหุ่นเชิดทำหน้าที่อ่านโพยตามคนเขียนบทให้ จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เบื้องหลังคำพูดแต่ละคำของนายกฯ มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนเขียน “สคริปต์” ให้ โดยเฉพาะระยะหลังมี “คีย์เวิร์ด” เท่ๆ ปรากฏออกมาบ่อยครั้ง อาทิ “ถอยจนไม่รู้จะถอยอย่างไร” หรือ “จะขอตายคาสนามประชาธิปไตย” “ดิฉันอยู่เพื่อรักษาประชาธิปไตย” ฯลฯ

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” เล่าถึงการทำหน้าที่คนเบื้องหลังนายกฯ โดยยืนยันว่า คำพูดแต่ละคำ นายกฯ เป็นคนตกผลึกด้วยตัวเอง แม้จะมีหลายทีมงานดูแลรับผิดชอบในแต่ละเรื่อง มีคนคอยเตรียมข้อมูลให้ทุกเรื่อง และคอยให้คำแนะนำก่อนขึ้นเวทีสปีช หรือให้สัมภาษณ์สื่อในทุกสถานการณ์ แต่สุดท้ายนายกฯ จะเป็นคนตัดสินใจ

 

“อย่างจะตายคาสนามประชาธิปไตย ท่านอยู่ต่างจังหวัด ผมถูกเฝ้าโยงอยู่กรุงเทพฯ ท่านยังโทรมาเล่าว่าจะสัมภาษณ์อย่างนี้ ท่านคิดเองแล้วถามผมว่าแรงไหม ผมก็ว่าดีนะ”

 

ครั้งหนึ่ง สว.ฝ่ายตรงข้ามมาถามว่านายกฯ เจรจาความเมืองเองหรือไม่ พูดตามสคริปต์ใช่หรือไม่ “ผมตอบท่านเตรียมเองหมด ทำการบ้านหนัก อย่างไปต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเตรียมข้อมูลให้ก็ไม่ได้อ่านตามนั้นทั้งหมด ท่านเตรียมคำพูดของท่านเอง ข้อมูลก็มาจากหลายด้าน ไม่ใช่เราไปเขียนว่าต้องพูดอย่างนั้น ไม่มี ผมทำงานกับท่านมา 2 ปี ไม่มีเลย แม้ตอนแรกๆ อาจจะไม่ค่อยคล่อง แต่ก็รู้ว่าจะพูดอะไร”

 

สุรนันทน์ ยกตัวอย่างว่า เช่น นายกฯ จะพูดเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเรื่องการคลัง สภาพัฒน์จะเตรียมข้อมูล และมีที่ปรึกษาอย่างพันศักดิ์ วิญญรัตน์ วีรพงษ์ รามางกูร ช่วยให้ข้อคิด เรื่องอื่นๆ ก็จะมีทีมทำงานนายกฯ แต่ละด้าน เลขาฯ ทำไม่ได้ทุกเรื่อง ยกเว้นคอยประสานงาน

 

“อย่างตัดสินใจยุบสภา เข้าใจว่านายกฯ คุยหลายกลุ่มแล้วตัดสินใจ ค่ำวันที่ 8 ธ.ค. ท่านโทรมาถามว่าจะเอาคืนนี้เลยไหม ผมว่าพูดพรุ่งนี้ดีกว่าไหม เอาเช้าดีกว่าจะได้ดูความถูกต้องเอกสารด้วย ก็ส่งให้ท่านตอนกลางคืน ท่านก็แก้มา เช้าก็มาแก้อีกที แล้วก็พูดตามนั้น

 

“บางทีจะสัมภาษณ์สื่อ ท่านบอกว่าอยากตอบแบบนี้ เลขาฯ คิดยังไง มีอะไรที่หลุดไหม หรือบางทียืนกันหลายคน รัฐมนตรีนิวัฒน์ธำรง(บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์) ว่าไง เรื่องนี้เศรษฐกิจ เรื่องนี้พี่โต้ง (กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง) ว่าไง เลขาฯ ก็ต้องโทรถามว่าเรื่องนี้เอาอย่างไร เพราะนายกฯ ต้องเจอสื่อ พูดง่ายๆ ว่าเราเป็นคนเตรียม เราไม่ได้เป็นคนที่ไปบอกว่า ต้องพูดอย่างนี้ แต่นายกฯ อยากพูดอย่างนี้ เราต้องไปเตรียมข้อมูล

 

“อย่างไปต่างประเทศ ท่านบอกว่าอยากพูดอย่างนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ เราก็เตรียมข้อมูล มีทีมยกร่าง ยกร่างเสร็จท่านก็แก้ คือไม่ใช่พอยกร่างมา ผมดูเสร็จ แล้วท่านจะอ่านตามนั้น ท่านดูแล้วก็บอกว่า ประโยคนี้ดี ประโยคนี้ไม่ใช่ บางทีท่านยังบ่นเลย พี่ปุ้มนี่ไม่ใช่คำพูดปู ท่านพูดอย่างนี้เลยนะ ปูต้องการอย่างนี้ บางทีเราตีความผิดแล้วเขียนไป ท่านบอกไม่ใช่ ท่านเขียนเอง แก้เองด้วยลายมือยังมีอยู่เลย”

 

เป็นคำอธิบายจากเลขาฯ นายกฯ ถึงที่มาข้อกล่าวหานายกฯ โพยอ่านสคริปต์จนผิดเพี้ยนไปในบางครั้ง “นายกฯ ทุกคน ผู้นำทุกคนในโลกนี้มีทีมร่าง มีการเตรียมข้อมูล แต่ในที่สุดเขาก็พูดด้วยตัวเอง บางทีสุนทรพจน์กล่าวเปิดงานร่างมาให้ท่านบอกว่านี่มันไม่ได้สื่อ ก็พูดเองเลย ยิ่งตอนหลังท่านมั่นใจด้วยความที่ขึ้นเวทีบ่อยๆ ที่อ่านแน่นอนคือพระราชพิธี อันนั้นท่านก็ดูเอง”

 

แต่หลายคำที่หลุดๆ ไปในบางครั้ง เลขาฯ นายกฯ อยากให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะนายกฯ ใจร้อน คิดเร็วกว่าพูด “อย่างฟังคำถาม ท่านคิดไปแล้ว พูดไม่ทันจึงสะดุดคำ ส่วนเรื่องภาษาอังกฤษ นายกฯ ก็คุยกับผู้นำต่างประเทศเข้าใจ อาจจะไม่เหมือนเด็กเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ แต่สื่อสารเข้าใจ ได้ผล ไม่มีปัญหา ผู้นำหลายชาติก็ไม่ใช่พูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน”

 

จะเชื่อตามคำชี้แจงของสุรนันทน์ในเรื่องนี้แค่ไหน เชื่อว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์คิดและทำอย่างที่เลขาฯ นายกฯ อธิบายหรือไม่ ก็สุดแท้แต่…แต่สุรนันทน์บอกว่า เขาเองเป็นแค่ผู้ประสานงานเท่านั้น ทีมงานมีมาก เช่น ประเด็นการเมืองและท่าทีของพรรคเพื่อไทยเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องฟังจากที่ปรึกษาจากพรรคเป็นผู้ให้ข้อมูลว่าเรื่องไหนจะพูดอย่างไร แต่ทางเลขาฯ ก็มีการประสานงานกับทั้งภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และคนอื่นๆ บ้าง

 

รวมทั้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย เป็นธรรมดาที่นายกฯ ต้องมีการปรึกษาหารือด้วยในหลายๆ เรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะสั่งซ้ายหันขวาหัน “พ.ต.ท.ทักษิณให้เกียรตินายกฯ ทุกเรื่อง 99.9% นายกฯ ตัดสินใจเอง” ขณะที่ในฐานะเลขาฯ นายกฯก็บอกว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณเดือนละ 1-2 ครั้งด้วยเช่นกัน

 

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

 

อีกคำครหาที่มักถูกนำมาโจมตีบนเวทีชุมนุมกลุ่มขับไล่ระบอบทักษิณ นั่นคือ ยิ่งลักษณ์ถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่ให้รับรู้ความเป็นไปของเกมการเมือง สุรนันทน์ บอกว่า เรื่องนี้ไม่จริง เพราะนายกฯ ติดตามข้อมูลด้วยตัวเอง “น่ากลัวมาก ผมว่านายกฯ ทักษิณบริโภคข่าวแล้วนะ นายกฯ ยิ่งลักษณ์บริโภคข่าวมากกว่าอีก นายกฯ ยิ่งลักษณ์มาในรุ่นใหม่ที่มีสมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดีย เพราะฉะนั้นท่านดูตลอด บางทีรู้ก่อนเรา ท่านบริโภคเอง ไม่เหมือนผู้ใหญ่บางคน ลูกน้องไปสรุปประเด็นให้ นั่นก็ทำด้วย แต่เปิดเองด้วย

 

“ด้วยความเป็นผู้หญิงต้องตื่นเช้ากว่าผู้ชาย ต้องตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัว 7 โมง รัฐมนตรี เลขาฯ นายกฯ นี่โดนแล้ว นายกฯ ตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ ดูรายการสรยุทธ์ แล้วดูช่องอื่นๆ ดูแล้วก็สั่ง โดยเฉพาะเป็นข่าวร้ายหรือมีเหตุการณ์ ส่วนข่าวดีมาก็ชมทีหลัง ส่งข้อความมาบ้าง ดึกๆ ก็เข้าออนไลน์ บางทีก็ดูบลูสกาย

 

“ดูเองเลยบลูสกาย ไม่ดูทุกคืนเดี๋ยวจิตตก ท่านบอกจะได้รู้ว่าเขาพูดอะไร แล้วก็มาคอมเมนต์ว่าไม่ถูกนะ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ หรือบางเรื่องเราต้องหาทางชี้แจงให้คนเข้าใจ ไม่งั้นคนเข้าใจผิด ล่าสุดมีคนตัดต่อรูปท่านเป็นคนใบ้หวยใส่ชุดแดงก็วอตส์แอพมาหาผม ขำก็ขำ โกรธก็โกรธ แต่ท่านมีวิธีปลง ท่านก็เป็นนักบริหาร แยกแยะได้ คนไปคิดว่าจะเป็นผู้หญิงแล้วจะต้องถอดใจลาออก…ไม่ใช่”

 

นี่เป็นความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของยิ่งลักษณ์ ที่ไม่มีใครเคยรับรู้ แต่เลขาฯ นายกฯ อยากบอกให้ฟัง

 

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

 

“ผมมีหน้าที่สกรีนทุกเรื่อง”

 

ผันตัวจากอดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยุครัฐบาลไทยรักไทย กระโจนมารับตำแหน่งนายกฯ น้อยแบบม้ามืด หลังแยกวงโคจรไปตั้งกลุ่มกรุงเทพฯ 50 กับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หวนมารอบนี้สุรนันทน์ ถูกถล่มหนักว่าตั้งตัวเป็นนายด่านสกัดการเข้าถึงตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จนคนในพรรคเพื่อไทยต้องออกมาฟาดงวงฟาดงาเอาหลายรอบ

 

สุรนันทน์ ออกตัวว่าหน้าที่ของเขาเป็นเพียงแค่หัวหน้าเสมียน ยอมรับผิดในทุกความบกพร่องที่ถูกต่อว่าต่อขานมา แต่อยากให้เข้าใจว่า บางครั้งที่ผู้ใหญ่ขอมา จัดให้ไม่ได้จริงๆ “ต้องเห็นใจนายกฯ ท่านอยากพบทุกคน แต่วันหนึ่งเวลามันหมดจริงๆ ผมไม่เคยเก็บเลยนะ ใครส่งอะไรมา ผมส่งให้นายกฯหมด อย่างมากถ้าส่งมาเป็นเล่มเราก็มีทีมสรุปให้เหลือหน้าเดียว เราไม่กั๊ก

 

“แต่คนก็ต้องรู้สึกว่า ทำไมไม่ได้พบ วันๆ มีทั้งอยากเข้าพบให้กำลังใจ อยากเข้าพบเพื่อฝากเรื่องนั้นนี้ ฝากลูกเข้าโรงเรียน หรือแม้แต่ไปติดต่องานไว้ที่กระทรวงนั้นนี้ อยากให้นายกฯ ช่วยพูด มีหลากหลายประเภท เพื่อนเก่า คนที่รู้จักมาก่อน นักการเมือง นักการเมืองท้องถิ่น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบริษัท ไม่ใช่บริษัทของท่านด้วย

 

“แม้แต่สื่อจะขอสัมภาษณ์ สื่อบางคนมาขอขายที่ดิน นายกฯ จะซื้อที่ไหม อย่างนี้เราปฏิเสธ แต่บางทีมีรายชื่อมานายกฯ อาจจะรู้จักเราก็ต้องถามท่านนายกฯ บางทีท่านก็บอกว่าเพื่อนกันเดี๋ยวพูดเอง เราสกรีนไม่ได้ด้วยใจเรา ไม่ใช่โยนให้ท่านนะ เรามีหน้าที่สกรีน แต่ตามเงื่อนไขที่ตกลงกับท่าน แต่ว่าทุกชื่อผมจะไม่ละเลยที่จะบอกท่าน

 

“แปลกๆ เยอะ ทุกคนอยากเจอนายกฯ ทุกคนมีข้อแนะนำหมด แล้วก็ไม่ใช่ข้อแนะนำไม่ดีนะ ข้อแนะนำดีด้วยนะ แต่ถ้าจะให้นายกฯ ฟังทุกเรื่องก็คงไม่ไหว แม้แต่ผมบางทีก็ต้องมีทีมงานไปช่วยนั่งฟัง เขามาเจอนายกฯ ให้คุยกับทีมงาน บางทีนักการเมืองฟังนิดหนึ่งก็บอกว่าพี่ เดี๋ยวฝากกับทีมงานไว้เลยอะไรที่เราช่วยได้ในระบบราชการเราช่วยได้เราช่วยอยู่แล้ว”

 

สุรนันทน์ อธิบายว่า ในส่วนของพรรคจะมีอีกทีมช่วยดู ยอมรับว่าถูกนักการเมืองต่อว่าเยอะ แต่หลายคนที่มาเจอก็ดูแลหมด ขอให้โทรมาขอให้รู้ว่าอยากได้อะไร บางทีไม่รู้จริงๆ ไม่รู้ว่าติดต่อฝ่ายไหน แต่ถ้านายกฯ ไปพรรค สส. ก็ได้เจอ เพียงแต่ไม่มีใครได้เวลาเป็นชั่วโมงเท่านั้นเอง

 

“นายกฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีในพรรค ทั้ง สส.ที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่หาเสียง กลุ่มเสื้อแดง ทางการเมืองนายกฯ คุยเองเยอะ ไม่ต้องผ่านเลขาฯ นายกฯ ท่านอยากให้เลขาฯ ทำหน้าที่ดูแลงานราชการ ส่วนการเมืองเป็นเรื่องของพรรค และกลไกพรรคเข้าก็ถึงนายกฯ ตรงอยู่แล้ว ไม่ต้องผ่านเลขาธิการนายกฯ หมด

 

“นายกฯ เหมือนมนุษย์คนหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ทำงาน 10 กว่าชั่วโมง ก็ต้องแบ่ง เพราะคนมาพบทุกวันเกินอยู่แล้ว ฉะนั้นก็ต้องรู้หลักเกณฑ์ เราก็ต้องรู้ใจนาย นายอยากเจอใคร ไม่อยากเจอใคร ประเด็นนี้สำคัญ ท่านเองก็เป็นคนกำหนดวาระ” ถามตรงๆ ว่า มีกระแสจากพรรคเพื่อไทยบีบให้เปลี่ยนตัว

 

เลขาธิการนายกฯ แต่ทำไมยังเหนียวแน่นได้ถึงทุกวันนี้ สุรนันทน์ อธิบายว่า “งานนี้ผมร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ต้องการใช้ตำแหน่งเลขาฯนายกฯไปสู่ตำแหน่งอื่นๆ พูดตั้งแต่วันแรก ที่นายกฯ ชวนมาทำงานด้วยกัน

 

“ตอนนั้นไม่อยากกลับมา เพราะเขียนคอลัมน์ จัดรายการทีวี พูดอะไรก็ได้ตามใจเรา หากรับตำแหน่งก็พูดไม่ได้ตามใจเรา แต่เมื่อนายกฯ มาชวนก็คิดว่าจะมาช่วยท่าน 1-2 ปี พออยู่ตัวก็ไป ตอนนั้นผมบอกเลยว่าไม่ต้องการตำแหน่งอื่น ตั้งใจทำงานตำแหน่งนี้ให้ดีสุด

 

“จะเห็นว่าสมัยเป็น สส.ผมพูดเรื่องการเมืองเยอะ แต่รอบนี้ไม่พูดการเมือง รอบนี้เป็นหัวหน้าเสมียนให้ท่าน ไม่มีสิทธิพูดแทนท่าน ยกเว้นบางเรื่องเป็นประโยชน์กับนายกฯ ก็จะพูด ยืนยันตรงนี้มาตลอด ถ้าพูดก็เพื่อให้คนได้ฉุกคิด ไม่ใช่โต้การเมืองรายวันแบบธรรมดา อยากทำงานอยู่ข้างหลังมากกว่า”

 

สุรนันทน์ ยืนยันว่า ตัวเขาไม่เล่นการเมือง พูดกันตรงๆ แต่อาจเป็นจุดอ่อนให้คนมาต่อว่าเยอะ “งานมาตามเนื้อผ้าเคลียร์ตามเนื้อผ้า นายกฯ เป็นนายต้องการอะไรเราทำให้จบ หนึ่งผมถือว่าทำงานให้คนดีคนหนึ่งตั้งใจทำงานให้ประเทศ สองได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณนายกฯ ทักษิณ ที่ทำให้ผมเกิดทางการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรี”

 

เป็นความรู้สึกของเลขาฯ นายกฯ ซึ่งกระโดดมาช่วยงานยิ่งลักษณ์ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และจะขออยู่จนวาระสุดท้าย

 

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

 

“ก่อนหรือหลังสงกรานต์”การเมืองเห็นหน้าเห็นหลัง

 

วิกฤตการเมืองเข้าสู่สภาวะตีบตันจนยากจะหาทางออกมากขึ้นทุกขณะ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่จะมีผลต่อสถานการณ์นับจากนี้

 

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ทิศทางการเมืองระหว่างนัดพูดคุยกับ “ทีมโพสต์ทูเดย์” หลังเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ “ทางออกที่ดีที่สุดคือทุกอย่างต้องกลับมาในระบบ ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญบอกเลือกตั้งโมฆะ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นเรื่องดี จะทิ้งเวลา 3-4 เดือนแล้วค่อยเลือกก็ได้ แต่เลือกเร็วก็ดี ดีสำหรับเศรษฐกิจ มีรัฐบาลเร็ว

 

“ในส่วนข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นก็มีระบบการตรวจสอบ นายกฯ พร้อมที่จะรับตรงนั้น แต่ขอให้กระบวนการโปร่งใส|เป็นธรรม นายกฯ ไม่ใช่ไม่เคารพกฎหมาย แต่พูดว่าอย่าใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบิดเบือนเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง

ผมไม่ได้เห็นด้วย แต่มองประโยชน์ประเทศ เห็นว่าเลือกตั้งเป็นโมฆะดีที่สุดแล้ว จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็มาลงเลือกตั้งซะ เพราะถ้าไม่ลงอีกคงอธิบายสังคมลำบาก และพูดตรงๆ พื้นที่ กทม. 30 กว่าเขตนี่ชนะยาก บรรยากาศไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย แต่ที่ผ่านมากับการไม่ลงเลือกตั้งถือว่าประชาธิปัตย์ตัดสินใจผิด เพราะทั้งชีวิตประชาธิปัตย์บอกว่าปกป้องประชาธิปไตย แต่วันดีคืนดีบอกไม่เอาแล้ว”

 

“วันนี้ความเสียหายมากแค่ไหน ถ้าลงเลือกตั้งอย่างน้อยมีทางออกมากกว่านี้ ดีที่สุดคือให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มีเลือกตั้ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลผสมหรืออะไรก็ว่าไปตามเกม เส้นทางต่อจากนี้รัฐบาลจะเดินต่อไป ไม่มีใครรู้ 2-3 สัปดาห์นี้หรือช้าสุดหลังสงกรานต์คงเห็นหน้าเห็นหลังกันแล้ว หรืออาจก่อนสงกรานต์ด้วยซ้ำ”

 

เลขาธิการนายกฯ ระบุว่า ตามกำหนดพิจารณาคดีขององค์กรอิสระ ไม่ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญจะมีข้อวินิจฉัยออกมาประการใดก็ตาม ต้องเห็นความโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะมีคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ถ้าชัดเจนทุกคนก็ต้องรับและให้อยู่ในวิถีประชาธิปไตย

 

นักการเมืองฝีปากกล้าตระกูลเวชชาชีวะ ประเมินตารางการเมืองว่า คดีจำนำข้าวนายกฯ จะครบกำหนดชี้แจงข้อกล่าวหาสิ้นเดือน มี.ค. หลังจาก ป.ป.ช.เลื่อนเวลาให้ 15 วัน จากนั้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์ถึงจะมีคำวินิจฉัยออกมา ดังนั้นวันที่ 3-4 เม.ย. ป.ป.ช.อาจจะมีคำวินิจฉัยนายกฯ คดีจำนำข้าว และทำให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นนายกฯ อยู่ จากนั้นรองนายกฯ อันดับ 1 คือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็จะขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ

 

เส้นทางที่ประเทศกำลังจะเดินต่อไปจากนี้ สุรนันทน์ เห็นว่า มีอยู่ 2 สูตรกว้างๆ สูตรแรกคือสิ่งที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. หรือคนอยู่เบื้องหลัง สุเทพ ผลักดัน นั่นคือ การใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 หารัฐบาลคนกลางเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ หรือระงับใช้รัฐธรรมนูญทั้งหมดหรือบางมาตรา ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยในความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง

 

สูตรที่สอง คือ กลับเข้าสู่การเลือกตั้ง แล้วไปตกลงกันว่ารัฐบาลหน้าที่จะเข้ามาจะเป็นรัฐบาลปฏิรูป อยู่ทำหน้าที่ 6-12 เดือน เสร็จเมื่อไหร่ก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ นานาชาติก็ให้การยอมรับ เพราะคนไม่เชื่อว่าสูตรแรกจะได้คนกลางที่ดีจริงหรือไม่ กลางจริงหรือไม่ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เอากลไกตรงนี้มาเช็กบิลคนอื่น หรือช่วยพวกตัวเองในภายหลัง

 

อดีตรัฐมนตรียุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มองว่า เส้นทางที่จะผลักดันไปใช้มาตรา 7 เป็นไปได้ยาก ขณะเดียวกันความพยายามจะให้ทหารมาฉีกรัฐธรรมนูญ แม้จะมีคนพยายามทำ แต่ก็ไม่เกิด เมื่อทั้งสองอย่างไม่เกิด และยังไม่กลับไปเส้นทางประชาธิปไตย ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งนายกฯ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มีคนตาย

 

“ถามว่าความรุนแรงเกิดขึ้นได้ไหม…ได้ เพราะอารมณ์แรงสิ่งหนึ่งที่ไม่ดีของการเมืองที่เล่นกันสุดขั้ว คือคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speach คนสุดขั้วไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ตรงกลาง นายกฯ ต้องการลดโทนของความสุดขั้ว ไม่ให้เกิดการปะทะกัน ตรงนี้จะทำได้ต้องมีกติกา”

 

“ถ้าหากทหารจะฉีกกติกาต้องยอมรับผลที่จะตามมา คุณกล้ารับหรือเปล่า การผลักดันมาตรา 7 คุณกล้ารับผลที่จะเกิดขึ้นหรือเปล่า หากประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ก็มาช่วยกันทำให้ดีขึ้น ซึ่งมันมีกติกาของมันอยู่แล้ว เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

 

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่นำไปสู่การปะทะรุนแรงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเมื่อไม่นานมานี้ สุรนันทน์ ยืนยันว่า นายกฯ พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะและพยายามทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ถ้าเป็นประเทศอื่นคงตีกันตายแล้ว แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 จนถึง 6 ตุลาฯ 2519 และเหตุการณ์พฤษาทมิฬ 2535 เป็นสูตรเดียวกันหมด ซึ่งนายกฯ และทีมงานเห็นบทเรียนตรงนี้ว่าหากเกิดความรุนแรง คนตายเยอะ กระสุนนัดแรก ประชาชนตายไม่ว่าจำนวนเท่าไหร่ รัฐบาลต้องมีส่วนรับผิดชอบ

 

“ยิ่งตายเยอะรัฐบาลยิ่งอยู่ไม่ได้ เมื่อทหารออกมาก็เข้าสู่วงจรอุบาทว์ นายกฯ จึงหลีกเลี่ยงไม่อยากปะทะ เพื่อไม่ให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ แต่ก็ทำให้ 4 เดือนที่ผ่านมาบรรยากาศอึดอัด ต้องกลับมาสู้กันในระบบ”

 

“พูดตรงๆ นายกฯ ไม่ใช่บอกว่าสิ่งที่คุณสุเทพพูดผิดหมด เวทีปฏิรูปของเขาไม่ดี แต่คุณจะเสนอความคิดชุดนี้ก็ควรเสนอตั้งแต่แรก รัฐบาลเคยจัดเวทีปฏิรูปตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ยอมเข้าร่วม วันนี้จะมาบังคับให้ทุกคนคิดเหมือนตัวเอง ก็ไม่ถูก”

 

“แม้บางเรื่องที่เสนอจะน่าสนใจ แต่วิธีไม่ถูก ถ้าคุณจะเสนอผลักดันก็ต้องมาตามระบบ แพ้ชนะกันตามระบบ”

 

สุรนันทน์ ระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ และรัฐประหารนับไม่ถ้วน ก็เพราะไปคิดว่าจะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาแก้ปัญหาให้ตัวเองหลับไป…ตื่นมาสบาย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ดังนั้นต้องเรียนรู้ ต้องเจ็บปวดบ้าง ต้องถกเถียงกันไป พร้อมย้ำว่า การห้ำหั่นกันทางการเมืองจะอย่างไรก็แล้วแต่…ขอให้ทุกคนมีที่ยืนอยู่ได้ในสังคม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จจากภารกิจเลขาธิการนายกฯ แล้ว เจ้าตัวบอกจะนำความรู้ความสามารถที่มีไปช่วยประเทศต่อไป แม้จะไม่ใช่ทางด้านการเมืองก็ตาม

 

ที่มา posttoday

Related posts:

  1. ยิ่งลักษณ์ เสริมทัพตั้งแล้วบ้านเลขที่ 111 ศันสนีย์ นาคพงษ์ โฆษกฯ ,สุรนันทน์ เลขาธิการนายกฯ   รายงานข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้ แต่งตั้ง “ศันสนีย์ นาคพงษ์”...
  2. ‘สุรนันทน์’ ย้ำนายกฯลาออกไม่ได้-โยนพท.เคาะปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1   เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยืนยัน “ยิ่งลักษณ์” ไม่สามารถลาออกจากรักษาการนายกฯได้ ย้ำทำตามระบอบประชาธิปไตย โยนมติพรรคเพื่อไทย เคาะปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1...
  3. “สุรนันทน์” เผย “ยิ่งลักษณ์” ไม่ร่วมงานวันเด็ก แต่จะเปิดทำเนียบรัฐบาลให้จัดงาน เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เบื้องต้นยังคงใช้ทำเนียบรัฐบาลในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ไม่มีเตรียมสถานที่สำรอง แต่อยากขอร้องและขอความร่วมมือ...
  4. เปิดใจ”สุรนันทน์ เวชชาชีวะ”จับเข่าคุย”ทักษิณ ชินวัตร” “ป๋าเปรม”อยู่เบื้องหลังรัฐประหารจริงหรือ ?   (มติชน 30/3/55)  ในขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เปิดเกมปรองดองรูปแบบใหม่เสนอให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...
  5. “สุรนันทน์” ยันนายกฯไม่ลาออก-ยอมรับทักษิณแนะปรับครม.จริง   นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ยืนยัน นายกรัฐมนตรี ไม่มีความคิดลาออกหรือยุบสภา เพื่อหาทางออก หากการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. ไม่ผ่าน...

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top