10 อาหารที่ควรระวังช่วงปีใหม่ โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

ในช่วงปีใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ถ้าเราลองตั้งใจรับความสุขจากบรรยากาศปีใหม่ให้เต็มที่ บางทีอาจทำให้สิ่งเดิมๆหรือสิ่งที่ยังอึมครึมค้างคาใจอยู่เปลี่ยนไปในทางดีได้นะครับ

เพราะไม่มีชีวิตใครที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

การเลี้ยงฉลองในช่วงปีใหม่ถือเป็นสีสันหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศปีใหม่ครึกครื้นมีความสุข การฉลองปีใหม่แบบคนไทยเป็นความพิเศษที่ต่างจากชาติอื่นครับเพราะเราสามารถทำให้ผู้มาร่วมงานมีความสุขได้ในทุกสถานการณ์

ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆในฝ่าย, งานใหญ่ระดับประเทศหรือแค่กินเลี้ยงปีใหม่กันในครอบครัวก็มีความสุขได้ เรียกว่าเป็นความอบอุ่นแบบไทยๆที่ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็รู้สึกโหยหาคิดถึงบ้าน

งานเลี้ยงปีใหม่ที่มีของกินหลากหลายนานาชนิดบางครั้งก็ทำให้เราเผลอรับประทานจน “หมดสนุก” ปีใหม่ได้เหมือนกัน เพราะในห้วงเวลาแห่งความสุขเราอาจเพลิดเพลินไปโดยไม่รู้ตัวและอีกอย่างคือเราเชื่อว่าของที่นำมาเลี้ยงปีใหม่ล้วนเป็นของพิเศษทั้งสิ้น

ลงท้ายก็คือกินแบบไม่รู้ตัว ลางท่านอาจไม่ได้กินเต็มคราบแต่การกินเลี้ยงปีใหม่นี้หลายทีก็เป็นมหากาพย์ที่ยาวต่อเนื่อง กินเลี้ยงที่ทำงานเสร็จก็มาต่อที่บ้านแล้วยังมีเลี้ยงกับเพื่อนพ้อง เรียกว่าเฮกันไม่รู้จบ ซึ่งถ้าปล่อยให้ทุกมื้อคือความสุขสนุกลิ้นก็อาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีนัก

เพื่อให้ท่านที่รักส่งท้ายปีเก่าได้สวยและช่วยให้เริ่มปีใหม่อย่างมีความสุขสบายใจก็ขอฝากให้ระวังเรื่องอาหารเลี้ยงต่อไปนี้ที่มีอยู่แทบทุกโต๊ะปีใหม่ทั่วเมืองครับ

1) อัลกอฮอล์ เป็นของรับประทานที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดในช่วงปีใหม่เพราะมันออกฤทธิ์ต่อสมองโดยตรง พิษของอัลกอฮอล์มาจาก “อัลดีไฮด์” ที่ทำลายเนื้อตับและสมอง พูดง่ายๆว่าทุกอึกที่ท่านดื่มคือการทำลายสมองและแน่นอนครับ…ทำลายความสุขโดยตรง เพราะมันจะไปทำให้เซลล์สมองเสื่อมลง ความจำท่านจะแย่ อารมณ์แปรปรวนเป็นคน “แก่กว่าวัย” ยิ่งจิบคู่กับเครื่องดื่มชูกำลังยิ่งทำลายหนักครับ

2) เครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ร้ายที่ตามมาถ้าโหมดื่มมากเกินไป ท่านที่ไม่ควรดื่มคือคนที่อดหลับอดนอนติดตต่อกันหลายคืน ใช้แรงงานมาหนักจนร่างกายล้าเกินทน ถึงจุดนี้ยาชูกำลังที่สมองต้องการที่สุดไม่ใช่ เครื่องดื่มขวดจิ๋วที่ใส่วิตามินบีลงไปเท่าขี้เล็บ แต่ยาดีที่สุดคือ “นิทรา” ครับ การนอนหลับจะช่วยปรับสมองที่ผุพังมาจากการทำงานให้ “ฟื้น” ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ว่าอาจไปกระตุ้นให้สมองยิ่งฝืนจนเกินแก้ครับ

3) น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีติดอยู่ทุกงาน เรียกว่าการกินเลี้ยงจะขาดน้ำดำและน้ำสีแทบไม่ได้ เพราะเด็กกินได้ สาวๆก็ชอบดื่มด้วย แต่ท่านที่ต้องกินเลี้ยงต่อกันหลายๆวันไม่ควรดื่มน้ำอัดลมทุกมื้อครับ เพราะมันคือตัวที่ทำให้เคลือบฟันพังเร็ว ส่วนกรดคาร์บอนิกในน้ำอัดลมจะไปกระตุ้นให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ ท่านที่มีอาการจุกแน่นง่ายอยู่แล้วควรเลี่ยงเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้แทนดีกว่าครับ

4) กาแฟและชา บางงานมีเครื่องดื่มสารพัดให้แขกได้เลือกครับรวมถึงเจ้า 2 อย่างนี้ด้วย ในยุคที่ชาเขียวถูกบรรจุมาในขวดพร้อมดื่มทำให้มันพร้อมที่จะเสิร์ฟบนโต๊ะกินเลี้ยงปีใหม่ การได้กาแฟและชาเป็นเครื่องดื่มตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นของทำลายสุขภาพอย่างแน่นอนครับ ร่างกายที่นอนดึกจากงานเลี้ยงจะโทรมจากฤทธิ์ขับปัสสาวะของกาแฟ ส่วนชาเขียวที่มีน้ำตาลสูงก็จะทำให้ท่านอ้วนง่ายและไปเปิดสวิทช์ “ติดหวาน” ในสมองของท่าน ทำให้ผลลัพธ์คือ “อ้วน” ทั้งที่ระวังเรื่องกินเป็นอย่างดี

5) เค้กและคุกกี้ มี “ไขมันทรานส์(Transfat)” เป็นอันตรายอยู่มิใช่น้อย เพราะโดยปกติที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลเรามักไม่รับประทานของพวกนี้มาก แต่เมื่อเข้าเทศกาลงานคริสต์มาส,ปีใหม่ไปจนตรุษจีน ของเหล่านี้จะกลายเป็นของติดบ้านที่แม้ไม่อยากทานแต่ด้วยความเสียดายก็เวียนให้คนอื่น เอ๊ย…เปิดออกมากินเอง กินกับกาแฟร้อนๆตอนเช้า แต่นั่นละครับท่านจะได้ไขมันมฤตยูที่ว่านี้สะสมอุดหัวใจมากขึ้น ทำให้ไขมัน,ความดันและเบาหวานพุ่งเมื่อปีใหม่ผ่านพ้นไป

6) ขนมกรุบกรอบปรุงรส ขนมซองและของกินเล่นจำพวกมันฝรั่งทอดกรอบและขนมแป้งทอดถูกจัดไว้ในงานเลี้ยงของเด็กๆและวัยรุ่น แต่ยุคนี้ก็มีขึ้นโต๊ะผู้ใหญ่เป็นออเดิร์ฟแล้วเหมือนกัน ให้ระวังความเค็มจากขนมถุงเหล่านี้ครับ เพราะมันประกอบไปด้วย “โซเดียม” ที่สูงมากหากรับประทานงานละนิดละหน่อยก็อาจสะสมให้ “ความดันขึ้น” ปวดศีรษะ มีอาการหิวน้ำบ่อยและทำให้นอนไม่หลับได้ด้วยครับ เทคนิคคือให้ระวังขนมซองที่ปรุงเป็นรสพิเศษต่างๆ

7) ผงชูรส อาหารที่ใส่ผงชูรสจะชุกมากขึ้นช่วงเลี้ยงปีใหม่เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครมานั่งทำอาหารเองแต่ใช้วิธีสั่งเป็นชุดสำเร็จจากร้านข้างนอกแทนซึ่งแสนจะสะดวก แต่…อาจตามมาด้วยพิษจากผงชูรสที่ระดมใส่เข้ามาจนเกินพิกัดด้วยอยากให้ผู้บริโภคติดใจในรสชาติที่อร่อยจน “ฟิน” แต่การกินผงชูรสจากอาหารเลี้ยงปีใหม่อาจทำให้เกิด “พิษต่อระบบประสาท” จากสาร “กลูตาเมต” ในผงชูรส ทำให้มีอาการประสาทรับรส “เพี้ยน” ไป เช่น ลิ้นชาตามมาด้วยปวดศีรษะ ดังนั้นปีใหม่นี้ก็ขอให้ดูเรื่องอาหารใส่ผงชูรสให้ดีครับ

8 ) ซาละเปาและอาหารใส่ไส้ อาการหนึ่งที่อาจเกิดได้จากการกินเลี้ยงปีใหม่คือ “อาหารเป็นพิษ” เป็นอาการชนิดที่ทำให้ “หมดสนุกอย่างแรง” เรื่องพิษในอาหารอาจมาได้จาก 2 ทางคือ “เชื้อในอาหาร” และ “สารปนเปื้อน” ซึ่งทางเลี่ยงนั้นค่อนข้างยาก แต่ทางป้องกันให้ดีที่สุดมีอยู่ทางหนึ่งคือให้เลี่ยงอาหารจำพวกครีม,นมหรืออาหารใส่ไส้ที่ไขมันสูง เช่นซาละเปาไส้ครีม,เอแคลร์,น้ำสลัดข้น,ไอศกรีมและขนมอีกมากเพราะของใส่ไส้มีโอกาส “ซุก” ผู้ร้ายเอาไว้โดยที่เรามองไม่เห็น นอกจากนั้นการเลือกน้ำแข็งให้ถูกอนามัยก็ช่วยได้มากครับ

9) ปาท่องโก๋และของทอด การรับประทานของทอดมากช่วงปีใหม่นำไปสู่อาการ “อาหารไม่ย่อย” และ “กรดไหลย้อน” ได้ง่าย เพราะของทอดกินง่ายและถูกใจหลายคนจึงถูกจัดเป็นเมนูยอดนิยมบนโต๊ะจัดเลี้ยง อาทิ เปาะเปี๊ยะ,ทอดมัน,เฟรนช์ฟราย,เผือกหิมะไปจนถึงปาท่องโก๋ที่กินตอนเช้าๆ และของทอดส่วนใหญ่เป็น “แป้ง” ที่ชุ่มโชกไปด้วย “น้ำมัน” จะทำให้ท่านต้องเสี่ยงกับโรคประจำตัวที่พากันกำเริบมาเป็นควันหลงหลังปีใหม่ด้วยครับ

10) ข้าว,ขนมปัง,ก๋วยเตี๋ยวและแป้งทั้งหลาย อาหารกินง่ายและอร่อยหนีไม่พ้นอาหารจำพวกแป้งครับ ปีใหม่สำหรับวัยรุ่นอาจเลี้ยงกันด้วย ไก่ชุบแป้งทอด,พิซซ่าถาดโต หรือสปาเก็ตตี้กองใหญ่ ส่วนผู้ใหญ่อาจเป็นข้าวแกง,ขนมปัง,ก๋วยเตี๋ยวและขนมแป้งทั้งหลาย การได้แป้งมากเกินไปจนร่างกายขับออกไม่ทันมันจะเปลี่ยนไปเป็น “ไขมัน” และฝากไว้ที่ตับแทน ทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้นเพราะไหนจะต้องดีท็อกซ์พิษจากอัลกอฮอล์ที่ดื่มฉลองกันแล้วยังต้องมารับไขมันให้ “พอกตับ(Fatty liver)” โดยไม่จำเป็นอีกเด้ง นำไปสู่มะเร็งตับได้นะครับ

ท่านที่รักอาจบอกว่าปีใหม่ทั้งทีจะไม่ให้กิน “ของโปรด” เลยหรือ?

โธ่…มิได้เลยครับ

เพียงแค่ให้ระวังไม่ทานมากไปในทุกวง ทุกงานหรือทุกที่ที่ไปฉลองกันเท่านั้นครับ เพราะลงว่าเป็นงานปีใหม่ใครเลยจะไม่ฉลองด้วยของเหล่านี้ คงไม่มีปั่นน้ำผักมาชนแก้วกัน เลือกกินเมี่ยงคำกันทั้งโต๊ะหรือนั่งเคี้ยวแต่ผักกันทุกจาน

ชีวิตก็ต้องมีสีสันกันบ้าง

สร้างความสุขสไตล์อายุรวัฒน์โดยรับประทานของที่ชอบแต่ทานอย่างมีสติและเตือนตัวเองไม่ให้อร่อยจนเกินไป ติดเบรคให้กับของโปรดที่ถูกลิ้น

จะได้กินอร่อยข้ามปีไปนานๆครับ

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

Related posts:

  1. 10 ข้อเสียเมื่ออดอาหารเช้า โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านบอกว่าถ้าให้อดอาหารเช้านี่เป็นเรื่องทรมานมาก เข้าขั้นหนักเอาการอยู่ เพราะเคยรับประทานกันมาแต่เช้า ในสมัยก่อนนี้โมงหนึ่งก็ข้าวตกถึงท้องแล้ว พอต้องอดเลยรู้สึกไม่สดชื่น ผมสังเกตจากคนไข้ที่ท่านมาเจาะเลือดตอนเช้าน่ะครับว่าหลายท่านขอต่อรองมาเช้ากว่าเวลาคลินิกเปิดได้ไหมเพราะ “ทนหิวไม่ไหว” น่าเห็นใจที่สุดครับ ใครไม่เคยหิวอาจนึกไม่ออก เพราะกลไกการกินอาหารเช้าตรู่ที่ทำจนติดเป็นนิสัยนั้นจะทำให้มีน้ำย่อยมาคอยจ่อคอหอยอยู่ทุกเช้า...
  2. 10 อาหารสุขภาพรอบรั้วโรงเรียน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงนี้น้องๆเรียนหนังสือกันอย่างขมักเขม้นท่ามกลางสายฝนพรำนะครับ  พอตกเย็นพอเพลาคนไข้ที่คลินิกลงบ้างแล้วผมชอบเดินลัดเลาะไปแถวรั้วโรงเรียนครับ  เผอิญว่าคลินิกผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนแถวห้วยขวางรู้จักดี  ที่เดินใกล้โรงเรียนน่ะไม่ได้ไปเหล่อะไรครับ  แต่เพราะมีห้องสมุดประชาชนใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ ไปดูน้อง เอ้อ…หนังสือใหม่ๆน่ะครับ ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นจนคนรู้จักดีว่าไอ้นี่ชอบเดิน  แถมบางทีก็ไปถ่ายรายการหน้าโรงเรียนก็บ่อยไป  ได้เห็นพี่คนขายอาหารอร่อยๆริมรั้วโรงเรียนหลายเจ้า ...
  3. กติกาเวลาป่วย โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช คุณหมอแต่ละท่านมักมีคำแนะนำที่เปรียบเสมือนคาถาประจำกายไว้ต่างๆกัน  ซึ่งคาถาสำคัญที่ว่าก็คือคำแนะนำคนไข้เพื่อให้หายป่วยหายเจ็บโดยเร็ว อาทิ ดื่มน้ำให้มาก  พักผ่อนให้พอ                 เป็นดั่งวรรคทองของทั้งหมอและคนไข้ที่คนส่วนใหญ่จำขึ้นใจได้ดี  ทีนี้พอได้ยินบ่อยเข้าก็กลายเป็นความจำเจซ้ำซากจนที่สุดก็กลายเป็น “ของตาย” ไป ...
  4. กินเลี้ยงให้สนุกไม่ทุกข์เพราะ “ป่วยปีใหม่” โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช   ใกล้วันสำคัญแห่งความสุขเข้ามาทุกทีแล้วนะครับ  ทั้งคริสต์มาสและปีใหม่  ซึ่งการเลี้ยงฉลองไม่ว่าที่ไหนๆก็หนีไม่พ้นต้องมีของกินที่เอามาฉลองกันให้สนุก  ปรากฏการณ์ 3 อย่าง ก็จะตามมาคือ   - กินดึก - ดื่มดึก...
  5. กินรับหน้าหนาว โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ชาวเอสกิโมที่อยู่ในแดนน้ำแข็งทุกฤดูนั้นไม่เคยป่วยด้วยโรคขาดสารอาหารจนเสียชีวิต ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้ครบ 5 หมู่อย่างแน่นอน ผักผลไม้ที่ไหนจะปลูกขึ้นบนก้อนน้ำแข็ง แต่นั่นเป็นเพราะเขารู้จัก “จัดการ” กับอาหารที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดจนทำให้อาหารที่มีแต่เนื้อสัตว์นั้นกลายเป็นวิตามินเติมเต็มขึ้นมาได้ เมืองไทยของเราโชคดีหลายชั้นที่มีอากาศดีเหมาะสมที่พืชกินได้จะงอกงามหลายชนิด ทำให้เราไม่เคยขาดสารอาหารกันไม่ว่าจะฤดูกาลไหน...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top