10 ข้อเสียเมื่ออดอาหารเช้า โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

ผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านบอกว่าถ้าให้อดอาหารเช้านี่เป็นเรื่องทรมานมาก เข้าขั้นหนักเอาการอยู่ เพราะเคยรับประทานกันมาแต่เช้า ในสมัยก่อนนี้โมงหนึ่งก็ข้าวตกถึงท้องแล้ว

พอต้องอดเลยรู้สึกไม่สดชื่น

ผมสังเกตจากคนไข้ที่ท่านมาเจาะเลือดตอนเช้าน่ะครับว่าหลายท่านขอต่อรองมาเช้ากว่าเวลาคลินิกเปิดได้ไหมเพราะ “ทนหิวไม่ไหว”

น่าเห็นใจที่สุดครับ

ใครไม่เคยหิวอาจนึกไม่ออก เพราะกลไกการกินอาหารเช้าตรู่ที่ทำจนติดเป็นนิสัยนั้นจะทำให้มีน้ำย่อยมาคอยจ่อคอหอยอยู่ทุกเช้า ทำเอาหิวข้าวหิวแกง แล้วพอได้กินก็มีแรง

ทำงานต่อไปได้ยาวจนถึงเที่ยง

นี่คือชีวิตคนไทยในยุคก่อนครับ ดังนั้นเมื่อเห็นคนไข้เป็นผู้ใหญ่มาตรวจผมจึงขอรีบตรวจให้ท่านก่อนเกรงจะเป็นลม ส่วนน้องพยาบาลก็จะเตรียมโอวัลตินกับขนมไว้ให้รับประทานหลังเจาะเลือดเสร็จ อย่างน้อยท่านจะได้ไม่หิวแสบท้องครับ

แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ที่เวลาคือชีวิตและเงินทอง ของที่เคยได้กินตอนเช้าก็เหลือแค่ “ฉบับย่อ” เช่น นมหนึ่งกล่องหรือแซนวิชหนึ่งชิ้น

หรือ “ไม่กินเลย”

ซึ่งการอดอาหารเช้าจนเคยชินอาจเป็นสิ่งที่หลายท่านทำอยู่บ่อยจนรู้สึกไม่หิวตอนเช้า แต่นั่นเป็นเพราะร่างกายพยายาม “ปรับตัวอย่างหนัก” ครับ

เพราะมันต้องแบกรับสมองที่จ้องจะสูบน้ำตาลไปเลี้ยงอยู่ตลอด แต่พอไม่กินเช้าเข้า สมองก็จะสั่งให้รีดเอาอาหารที่สะสมอยู่มาใช้ ซึ่งร่างกายก็จะทำให้ด้วยความ “จำใจ” ทำให้เกิด “สารเครียด” ขึ้นมา

ท่านจะเครียดโดยไม่รู้ตัวครับและที่สำคัญก็คือกลไกนี้ทำให้สมองเสื่อมเร็วได้ด้วยถ้าเป็นนานเข้า

แค่อดมื้อเช้านี่ละครับ ทำให้เกิดผลตามมายาวนับสิบอย่างดังต่อไปนี้ครับ

1) หิวเร็ว คนที่ไม่ได้กินอาหารเช้าจะหิวง่ายขึ้นในช่วงสสายครับ ที่สำคัญคือ “หิวเร็ว” ยังไม่ทันถึงมื้อเที่ยงก็แทบจะหน้ามืด เพราะการอดข้าวเช้าทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลต่ำซึ่งกระตุ้นให้หิวรุนแรงขึ้นได้มาก แต่หากรับประทานมื้อเช้าเป็นซีเรียลจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีครับ

2) หิวของหวาน การอดอาหารเช้าจะบีบให้ร่างกายหันไปหา “อาหารขยะ” ง่ายขึ้นครับ โดยเฉพาะกลุ่มของหวานและอาหารมัน พูดง่ายๆคืออาหารแคลอรีสูงทั้งหลายจะเป็นเป้าหมายถัดไปที่ใส่เข้าไปในกระเพาะ

3) เครียดง่าย หงุดหงิดง่าย เมื่อไม่ได้พลังงานในการเริ่มวันใหม่ตอนเช้า จะทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำนิดๆซึ่งทำให้มีความรู้สึกกระวนกระวายใจ ในรายที่เป็นมากจะถึงขั้นหงุดหงิดได้ครับ

4) ไม่มีสมาธิ เมื่ออดอาหารเช้าถึงขั้นที่เรียกว่าหิวกระวนกระวายสิ่งที่ตามมาคือสมาธิที่เสียไปครับ เพราะสมองไม่มีน้ำตาลไปเลี้ยงจะทำให้เหมือนกับรถยนตร์ที่ปราศจากน้ำมันเครื่อง เรื่องที่ควรคิดทำได้เร็วยามมีสมาธิก็จะกลายเป็นช้าลงเสียเวลา ที่สำคัญคืองานผิดพลาดได้มากด้วยครับ

5) กินดึก การอดอาหารเช้าอาาจส่งผลยาวไปถึงยามดึกได้ครับ จะทำให้หิวและเผลอกินกระจายมื้อเย็นหรือมื้อค่ำ มันทำให้เกิดความรู้สึกหิวทิ้งค้างอยู่

6) น้ำตาลในเลือดเหวี่ยง การอดอาหารเช้าเป็นเหตุให้ร่างกายหลั่งสารเครียดออกมาเป็นฮอร์โมนที่ช่วยดึงเอาน้ำตาลสำรองออกมาใช้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานความเครียดนี้จะทำให้เบาหวานกำเริบเป็นอันตรายถึงขั้น “ช็อค” ได้

7) กรดไหลย้อน เมื่ออดอาหารแล้วกระเพาะที่หลั่งน้ำย่อยก็จะปล่อยให้น้ำย่อยขังอยู่ในตัวซึ่งเป็นการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารและหลอดอาหารอย่างแรงครับ พอนานเข้ากรดน้ำย่อยนี้ก็อาจกระเซ็นผ่านหูรูดหลอดอาหารขึ้นสูงไปถึคอหอยได้ครับ

8 ) ปวดหัว จากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำครับ อาการปวดศีรษะที่มีเกิดขึ้นมาจากการอดอาหารเช้าจะน่ารำคาญจนทำให้ขาดสมาธิได้ มักมีอาการร่วมกับมึนศีรษะไม่สดชื่นได้ด้วย

9) นอนไม่หลับ การอดข้าวเช้าส่งผลยิงยาวไปถึงตอนกลางคืนให้ตาตื่นนอนไม่หลับได้ครับ เนื่องจากการอดอาหารไปกระตุ้นฮอร์โมนสมองตื่นตัวนั่งคือคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ในคนที่มีความเครียดสะสมอยู่แล้วจะส่งผลยาวไปถึงยามราตรีได้

10) อ้วนขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้มาก ฟังดูตรงข้ามกับความเชื่อนะครับว่าอดอาหารแล้วควรต้องผอม แต่นั่นคือการอดมื้ออื่นที่ไม่ใช่มื้อเช้าครับ ท่านที่อดมื้อเช้าบ่อยเข้าจะลดน้ำหนักยากเพราะนอกจากจะไปหิวมื้ออื่นแล้วฮอร์โมนเครียดที่ออกมายังช่วยสะสมพุงยุ้ยให้ได้ด้วย

และนั่นก็คือ 10 ข้อเสียเมื่อไม่รับประทานอาหารเช้าติดๆกันหลายครั้งเข้า สรุปข้อเสียของการอดอาหารเช้าได้หลักๆคือ อ้วนง่าย,ทำลายสุขภาพและเสียบุคลิกภาพ(ขี้โมโห หงุดหงิด อารมณ์เหวี่ยง) สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวครับ ท่านที่รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายอยู่บ่อยๆลองย้อนกลับไปดูอาหารเช้าที่เรากินสักนิดครับว่ามันเพียงพอต่อร่างกายหรือไม่เพราะอาหารเช้าคือหัวใจของทุกมื้อของวัน

แม้เวลาจะเป็นของสำคัญแต่ขอให้ไม่ลืมสุขภาพด้วยนะครับ

 

……………………………………………………

 

โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช

 

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

 

Related posts:

  1. ป่วยอย่างนี้ จะเลือกหาหมอแผนกไหน? คู่มือถามตัวเองก่อนเลือกแพทย์เฉพาะทาง โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ในสมัยก่อนเวลาป่วยเจ็บอะไรก็ยังมีหมอมาตามบ้าน  อย่างแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินยามลูกป่วยก็มี “หลวงโอสถฯ” มาเยี่ยมดูแล  ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นก็มีคุณหมอที่ดูสุขภาพของคนเป็นเฉพาะโรค ยกตัวอย่างสมัยแผ่นดินล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 2 เคยมีประชาชนถูกกระสุนยิงใส่จนดวงตาจนแตกก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ “หลวงทิพเนตร” เจ้ากรมหมอด้านโรคตาช่วยตรวจดูว่าจะพอรักษาไหวไหม...
  2. กติกาเวลาป่วย โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช คุณหมอแต่ละท่านมักมีคำแนะนำที่เปรียบเสมือนคาถาประจำกายไว้ต่างๆกัน  ซึ่งคาถาสำคัญที่ว่าก็คือคำแนะนำคนไข้เพื่อให้หายป่วยหายเจ็บโดยเร็ว อาทิ ดื่มน้ำให้มาก  พักผ่อนให้พอ                 เป็นดั่งวรรคทองของทั้งหมอและคนไข้ที่คนส่วนใหญ่จำขึ้นใจได้ดี  ทีนี้พอได้ยินบ่อยเข้าก็กลายเป็นความจำเจซ้ำซากจนที่สุดก็กลายเป็น “ของตาย” ไป ...
  3. 10 อาหารสุขภาพรอบรั้วโรงเรียน โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ช่วงนี้น้องๆเรียนหนังสือกันอย่างขมักเขม้นท่ามกลางสายฝนพรำนะครับ  พอตกเย็นพอเพลาคนไข้ที่คลินิกลงบ้างแล้วผมชอบเดินลัดเลาะไปแถวรั้วโรงเรียนครับ  เผอิญว่าคลินิกผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งคนแถวห้วยขวางรู้จักดี  ที่เดินใกล้โรงเรียนน่ะไม่ได้ไปเหล่อะไรครับ  แต่เพราะมีห้องสมุดประชาชนใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ ไปดูน้อง เอ้อ…หนังสือใหม่ๆน่ะครับ ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นจนคนรู้จักดีว่าไอ้นี่ชอบเดิน  แถมบางทีก็ไปถ่ายรายการหน้าโรงเรียนก็บ่อยไป  ได้เห็นพี่คนขายอาหารอร่อยๆริมรั้วโรงเรียนหลายเจ้า ...
  4. 8 เครื่องดื่มกระทบสมอง โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ชาวอาฟริกันแถบอบิสซิเนียถือว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่ทวีปของตนเป็นผู้ให้กำเนิด  เคยมีคนเขียนหนังสือว่าด้วยความเจริญของอเมริกาว่ามาจาก “กาแฟ” เป็นส่วนสำคัญ เพราะชนชาตินี้ติดกาแฟกันมาก หากเป็นเช่นนั้นจริงกาแฟก็ควรถูกจัดเป็นอาหารสุขภาพไปแล้ว  ซึ่งที่จริงมันมีอยู่ทั้งข้อดีและข้อเสียครับ  โดยส่วนที่ถูกกระทบมากที่สุดก็คือ...
  5. “อดยา” รักษาโรค โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช   กินยาเยอะโรคแยะ  มากหมอก็มากโรค   มีหลายเสียงเปรยผ่านมาตามสายลมครับ  บ้างก็ว่าหลายต่อหลายอาการผิดปกติในร่างกายที่เกิดจากยาที่ถูกจ่ายมาด้วยความหวังดี  ด้วยความที่แพทย์เป็นคนสั่งจ่ายทำให้คนไข้ส่วนใหญ่วางใจจนลืมนึกไปว่ายาก็มีผลข้างเคียงได้เหมือนกัน ถ้ากินไปนานๆแบบไม่มีข้อบ่งใช้ เพราะขึ้นชื่อว่า “ยา”...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top