ชีวประวัติ “มาร์กาเร็ต แธทเชอร์” (1925 – 2013)

 

ชีวประวัติ “มาร์กาเร็ต แธทเชอร์”

“มาร์กาเร็ต ฮิลดา แธทเชอร์” หรือ “บารอนเนส แธทเชอร์” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ.2522 ถึง พ.ศ.2533 เป็นผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมตั้งแต่พ.ศ.2518 ถึง พ.ศ.2533 ซึ่งถือเป็น สตรีคนแรกที่นำพรรคการเมืองเสียงข้างมากของสหราชอาณาจักร และเป็นนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด ซึ่งก่อนหน้าการถึงแก่อสัญกรรม นางแธทเชอร์ได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางตลอดชีพ เป็นบารอนเนส แธทเชอร์แห่งเมืองเคสตีเวน ในมณฑลลินคอล์นไชร์ ทำให้มีโอกาสได้นั่งในสภาขุนนางแห่งอังกฤษ

สตรีเหล็กแห่งเกาะอังกฤษผู้นี้เกิดที่เมืองแกรนแทมในมณฑลลิงคอล์นไชร์ บิดาคือ อัลเฟรด โรเบิตส์ เจ้าของร้านขายของชำในเมืองและได้มีส่วนร่วมในการเมืองและศาสนาของท้องถิ่น เธอได้รับการเลี้ยงดูแบบลัทธิเมโทดิสต์ที่เคร่งครัด เธอเข้าเรียนในโรงเรียนเด็กหญิงเคสตีเวนและแกรนแธม ก่อนจะศึกษาต่อในวิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด เพื่อเรียนวิชาเคมี จนได้รับตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษนิยม แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในปี พ.ศ. 2489 โดยเป็นสตรีคนที่สามที่อยู่ในตำแหน่งนี้ จบการศึกษา เกียรตินิยมและเข้าทำงานเป็นนักเคมีวิจัยให้แก่ British Xylonite และ บริษัท J. Lyons and Co. โดยได้ช่วยเหลือในการพัฒนาวิธีการในการเก็บรักษาไอศกรีม

นางแธทเชอร์เข้าสู่การเมือง เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2502 ร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา พ.ศ. 2510 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2513-2517 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม พ.ศ. 2517-2518 และใน พ.ศ. 2520 เธอก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอดเวิร์ด ฮีท ซึ่งถือเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ

ด้วยการนำของนางแธทเชอร์ พรรคอนุรักษนิยมได้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษสมัยนั้นมีการแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแธทเชอร์ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

และหลังจากหมดวาระนางแธทเชอร์ก็ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี พ.ศ. 2526 โดยได้เสียงข้างมากทั้ง ๆ ที่อัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามฟอล์กแลนด์และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ความนิยมแธทเชอร์ เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี พ.ศ. 2530 และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2531 เธอก็ได้ทำสถิติกลายเป็น นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิแธทเชอร์” (Thatcherism) และด้วยเหตุผลที่แธทเชอร์เป็นผู้ดึงดันยึดมั่นในนโยบายอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกคัดค้านจากนักวิจารณ์ว่าอย่างไร รวมทั้งจากการกังขาไม่แน่ใจของผู้สนับสนุนรัฐบาลเองด้วย

นาง แธทเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2533 สืบเนื่องจากการต่อสู้ภายในพรรคและการถกเถียงโต้แย้งกับฝ่ายค้านในประเด็น ที่แธทเชอร์ไม่ยอมเสียเอกราชในการเข้าเป็นสมาชิกเศรษฐกิจประชาคมยุโรป รวมทั้งการเสื่อมความนิยมจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax)

หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางตลอดชีพ ชั้นบารอน แธทเชอร์ได้ตระเวนปาฐกถาไปทั่วโลกในนามของมูลนิธิแธทเชอร์ และได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ “มาร์กาเรต แธทเชอร์: ชีวิตในดาวนิงสตรีท” (Margaret Thatcher: the Downing Street Years) เมื่อปี พ.ศ. 2536

มาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิต ที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือดตีบ รวมอายุได้ 87 ปี

ที่มา wiki

…………

 

ทั่วโลกไว้อาลัย มาร์กาเร็ต แธทเชอร์

 

บรรดาผู้นำระดับโลกต่างออกมาแสดงความเสียใจ ภายหลังนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 87 ปี

โดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า โลกต้องสูญเสียหนึ่งในอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างเสรีภาพและอิสรภาพให้กับโลก พร้อมกล่าวว่า นางแธทเชอร์นอกจากจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษแล้ว นางแธทเชอร์ยังเป็น “มิตรแท้” ของสหรัฐอเมริกาด้วย

ด้าน ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ อัลลองด์ แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่า การถึงแก่อสัญกรรมของแธทเชอร์ เป็นการสูญเสียบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวของนางแธทเชอร์ด้วย

ขณะเดียวกัน อดีตผู้นำประเทศที่อยู่ร่วมยุคสมัยกับนางแธทเชอร์ ก็แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนาง โดยนาย มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต ซึ่งเคยหารือกับนางแธทเชอร์บ่อยครั้งในช่วงท้ายของสงครามเย็น ยกย่องนางแธทเชอร์ว่าเป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่และจะเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีคำไว้อาลัยจากวงการบันเทิงฮอลลีวู้ด โดยเมอรีล สตรีพ นักแสดงหญิงที่คว้ารางวัลออสการ์จากการสวมบทนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอังกฤษ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Iron Lady” กล่าวยกย่อง นางแธทเชอร์ ว่า เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการเมืองให้กับสตรีทั่วโลก

ขณะที่ อังกฤษเตรียมจัดพิธีศพ “มากาเร็ต แธทเชอร์” อย่างยิ่งใหญ่ ที่มหาวิหารเซนต์ปอล ในกรุงลอนดอน โดยมีพิธีสดุดีจากกองทหารเกียรติยศ

 

 

Related posts:

  1. ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด “หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล” รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ 5    มิถุนายน  2555   ราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 129 ตอน ...
  2. คลังยันเศรษฐกิจไทยปี 54 ยังขยายตัว 4-5%   (มติชน ออนไลน์ 4 เมษายน 2554) นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทย...
  3. ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ? ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือ ค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น...
  4. 100 ปี คึกฤทธิ์ 100 ปี คึกฤทธิ์ ศาสตราจารย์  (พิเศษ)  พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช  เกิดเมื่อวันที่...
  5. ปฏิกิริยาผู้นำโลกต่อการจากไปของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อิล   (Time 19/12/11) ผู้นำโลกมีปฏิกิริยาต่อข่าวการอสัญกรรมของผู้นำเผด็จการเกาหลีเหนือ คิม จอง อิล ที่จากไปด้วยโรคหัวใจ ขณะเดียวกันนั้นเอง ประเทศเกาหลีก็ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในประเทศ...

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top