รายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555

รายการ”รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน”
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
พิธีกร(สุรนันทน์ เวชชาชีวะ) : สวัสดีครับขอต้อนรับเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนนะครับ เสาร์นี้อยู่กันที่บ้านพิษณุโลกและอยู่กับนายกรัฐมนตรีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สวัสดีครับท่านนายกครับ นายกรัฐมนตรี: สวัสดีค่ะคุณสุรนันทน์
พิธีกร : ท่านนายกไม่ได้มาหลายสัปดาห์เห็นไปต่างประเทศมา เอาเรื่องต่างประเทศก่อนได้ไหมครับเพราะว่าเรื่องที่อินเดียและก็เรื่องที่ WEF(World Economic Forum) อินเดียก่อนเห็นเป็นแขกเกียรติยศของประเทศ
นายกรัฐมนตรี : ครั้งนี้ได้ไปสองประเทศไปอินเดียและก็ต่อไปที่ดาวอสเลยนะคะก็มา trip อินเดียเนี่ยอินเดียเราก็ถือว่าได้รับเชิญเป็นแขกเกียรติยศซึ่งความสำคัญของแขกเกียรติยศก็คือว่าถือว่าเป็นชั้นสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เค้าให้กับเราและก็ปีหนึ่งเค้าก็จะเลือกแค่เพียงประเทศเดียวแล้วก็คนเดียวเท่านั้น
พิธีกร : ทำไมเค้าเลือกเราเค้าบอกไหมฮะ
นายกรัฐมนตรี : ซึ่งก็ถือว่าจริงๆแล้วก็อาจจะเป็นลักษณะของสิ่งที่ดีก็คือว่าประเทศอินเดียก็เป็นการส่งสัญญาณว่าอยากจะทำงานในเรื่องของลักษณะความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดียเพราะว่าวันนี้ก็อย่างที่ได้เรียนว่าประเทศไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางเป็นจุดที่ได้เปรียบและก็สามารถที่จะมีการเชื่อมต่อกับอินเดียได้ซึ่งอินเดียก็ต้องการที่จะมีการพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้าง
พิธีกร : เห็นมาจีบกันเยอะเลยทั้งจีน สหรัฐและอินเดียเราต้องอยู่ตรงกลางตรงนี้ท่านมองยังไงครับ
นายกรัฐมนตรี : คือเรามองว่าเราคือจุดยุทธศาสตร์และก็เป็นจุดที่สามารถที่จะเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆโดยเฉพาะเป็นประตูสู่อาเซียนอันนี้เป็นโจทย์สำคัญที่เราว่าหลักยุทธศาสตร์ของประเทศไว้นะคะ เพราะนอกจากว่าความสวยงามเอกลักษณ์หรือในเรื่องของวัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์ของประเทศไทยแล้วเราก็วางในจุดที่ก็เลยเป็นจุดที่ว่าหลายประเทศก็ให้ความสนใจและประกอบกับเศรษฐกิจโลกคือความผันผวนในเศรษฐกิจโลกเค้าก็เลยหันกลับมามองในภูมิภาคอาเซียนพิธีกร : คนไทยส่วนใหญ่ไปตื่นเต้นกับจีนแต่พอมาอินเดียแล้วจริงๆก็ใกล้อินเดียมากเลยนะฮะ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ จีนเนี่ยคนตื่นเต้นนานแล้วแต่อินเดียเนี่ยถ้าเราดูอย่ามองประมาทเพราะว่ามีคนถึงหนึ่งพันสองร้อยล้านคนบอกว่าถ้าคุณสุรนันทน์ลองดูว่าหนึ่งพันสองร้อยล้านคนเนี่ยถ้าดูเป็นกลุ่มถ้าเราเอากลุ่มคนมีเงินกลุ่มคนข้างบนสัก 10 % ง่ายๆร้อยยี่สิบล้านคนขอประเทศไทยสักหนึ่งเท่ากับสิบสองล้านคน สิบสองล้านคนมาเมืองไทยตัวเลขปีนึงของเมืองไทยนักท่องเที่ยวที่มาวันนี้เราตั้งเป้ายี่สิบล้านคนขอเค้าสักสองสามล้านคนเอานี้ก็ถือว่าจะทำรายได้ให้ประเทศเป็นอันมาก และที่เราพบก็คืออินเดียชอบมาประเทศไทยนะคะ ชอบมาใช้ชีวิต shopping ซื้อของ
พิธีกร : ผมเห็นมาแต่งงานกันเต็มเลยนิครับ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะที่สำคัญมาแต่งงานที่ประเทศไทยก็มองแค่ไม่ใช่แต่งงานอย่างเดียวเพราะถ้าเค้ามาแล้วปุ๊บเนี่ยเค้าก็ต้องเชิญแขกที่บ้านก็ไปเที่ยวไปซื้อของมันก็ทำให้วงจรในเรื่องของการท่องเที่ยวหรือพัฒนาเศรษฐกิจดี
พิธีกร : เห็นในข่าวเห็นท่านนายกไปเร่งรัดยุทธศาสตร์ตรงนี้
นายกรัฐมนตรี : มีหลายด้านด้วยกันนะคะด้านแรกก็คือการท่องเที่ยวที่เราจะเปิดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้วก็เรื่องของ FTA ก็คือการค้าในเรื่องของภาษีเป็นศูนย์ลดอัตราภาษีเป็นศูนย์เนี่ยเรามีเหลือค้างเยอะกับประเทศอินเดียที่เรายังเจรจาไม่เสร็จ ล่าสุดเราไปเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 1 รายการก็คือเรื่องของตู้เย็นและก็ที่เหลือเราจะเร่งรัดให้เสร็จภายในกลางปีและก็รวมถึงการที่เราจะดูว่าการลงทุนระหว่างกันได้อย่างไร เพราะว่าก็หลายประเทศเล็งตลาดในเมืองไทยก็มีความสนใจที่ไปเปิดตลาดที่อินเดียแต่ขณะนี้เรายังไม่เปรียบอยู่นะคะเพราะว่าอินเดียมาลงทุนที่ไทยมากกว่า
พิธีกร : ต้องเดินหน้าต่อไปในส่วนตรงนี้และก็ส่วนที่อาเซียนจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษยี่สิบสิบห้าสองพันสิบห้า (2015)เนี่ยตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับเรานายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะแล้วก็อินเดียก็มีในเรื่องของการพัฒนาการเชื่อมต่อในเส้นทางทะเลก็คือตรงเมืองเจนไนและก็มาเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกทวายถ้าตรงนี้เรามีการพัฒนาร่วมกันได้ก็จะทำให้เส้นทางคมนาคมระหว่างอินเดียแค่เส้นทางขนส่งระหว่างอินเดียกับไทยเนี่ยจะสะดวกขึ้นแล้วก็ลดต้นทุนด้วยก็เป็นประโยชน์มากพิธีกร : จากเมืองอินเดียเมืองร้อนบินไปดาวอสเค้าว่าหนาวที่สุดหนาวจริงไหมครับท่านนายก
นายกรัฐมนตรี : หนาวมากค่ะหิมะเนี่ยถ้าดูสูงในเมืองหิมะตกทุกวันก็ไปถึงเห็นขาวทั้งเมืองแต่จริงๆเมืองเค้าเล็กนะคะคุณสุรนันทน์ แต่น่าอิจฉาเพราะว่าพอเค้าจัดงานนี้ปุ๊บเนี่ยบ้านเมืองเต็มโรงแรมเต็มหมดเป็นเมืองเล็กๆก็เลยโรงแรมเต็มหมด
พิธีกร : จัดช่วงเดียวเศรษฐกิจอยู่ได้ทั้งปีแต่ในขณะเดียวกันก็บอกว่าเค้าบอกว่าเป็นงานที่เป็นใครจะต้องไปเพราะว่าทุกคนที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลกไม่ใช่เฉพาะทางการเมือง นักธุรกิจ สื่อสารมวลชนอยู่ที่นั่นหมดเลย
นายกรัฐมนตรี : ส่วนใหญ่ก็มีทั้งเป็น floor ที่เค้าเรียกว่าเวทีระหว่างผู้นำกับทางด้านของภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกทั้งนั้นก็ไปหารือกันทางด้านเศรษฐกิจซึ่งถือว่าดีเพราะว่าเป็นการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและก็ไปสนทนาซึ่งหัวข้อส่วนใหญ่ที่เค้าตื่นตัวกันมากก็คือว่าวันนี้ความผันผวนทางเศรษฐกิจก็ต่อจากสหรัฐอเมริกาก็เป็นทางด้านยุโรปที่หลายๆประเทศก็เป็นความกังวลใจโดยเฉพาะในเรื่องของค่าเงินนะคะก็ทำให้ทุกประเทศเนี่ยหันกลับมาบอกว่าถ้าเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้ความไม่แน่นอนเป็นอย่างนี้ทุกคนต้องหันกลับมาคำตอบเดียวคือต้องพึ่งตัวเองแล้วนะคะ ก็ตรงที่เราเห็นที่ประเทศไทยเห็นที่รัฐบาลเห็นว่าเราต้องกลับมาสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรงและก็อย่าไปพึ่งเศรษฐกิจโลกมากนัก
พิธีกร : ดูแล้วท่าทางเค้ายังเถียงกันไม่จบ
นายกรัฐมนตรี : ยังค่ะ ก็หลายๆคนก็ยังไม่มีข้อสรุปลงตัวเค้าก็เป็นกังวลว่าจะแก้ปัญหาได้จบเมื่อไหร่แล้วจะดีหรือเปล่าทุกคนก็เป็นกังวลอยู่พิธีกร : ถ้าเค้าห่วงตัวเค้าแล้วเค้ามองเรายังไงครับตอนนี้
นายกรัฐมนตรี : เค้ามองอย่างนี้ค่ะก็สองส่วนนะคะคือทุกคนห่วงว่าแต่ละประเทศจะต้องปรับตัวอย่างไรแต่ทั้งหมดข้อสรุปก็คือว่าสิ่งที่เค้าจะต้องปรับตัวคือ 1.มีความหวังกับคนรุ่นใหม่คนรุ่นใหม่คือเยาวชนที่จะช่วยกันในการสร้างพัฒนาการเติบโตในประเทศ 2.การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศของตนเองที่ไม่ให้มาพึ่งพิงกับการส่งออกในตลาดสองส่วนนี้เค้าก็เลยเริ่มย้ายฐานมาในส่วนของภูมิภาคเอเชียซึ่งได้เอเชียรวมกันมีจีนมีอินเดียเนี่ยเท่ากับว่าครึ่งโลกแล้วนะคะพิธีกร : คือเค้ามีปัญหาเค้าแต่ว่าเค้าบอกว่าถ้าอย่างนั้นย้ายธุรกิจมาทางนี้เราอาจจะได้ประโยชน์จากวิกฤติตรงนั้น
นายกรัฐมนตรี : ก็มีประโยชน์ค่ะเพราะว่าพอย้ายฐานตรงนี้เนี่ยก็กลับไปดู ถ้าใครที่จะเป็นจุดศูนย์กลางประเทศไทยก็กลับมาว่าประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็สามารถที่ จะรับการลงทุนได้ 2 ประเภทก็คือนักลงทุนที่มาลงในประเทศไทยที่จะประกอบธุรกิจขายในเมืองไทยกับอีกกลุ่มนึงก็คือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการส่งออกเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเราก็มองตรงนี้ ค่ะ แล้วปีนี้เราก็ต่อเนื่องจาก world economic forum เนี่ยเราก็จะเอาหัวข้อเนี่ยล่ะค่ะว่าเป็นจุดประเทศไทยในการเชื่อมต่อเอเชียตะวันออกเนี่ยมาจัดงานเหมือนกันที่ดาวอสมาที่ประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมที่กรุงเทพฯ เราก็หวังว่าจะเห็นคนเต็มเมืองเหมือนอย่างที่ดาวอสเป็นเช่นกัน
พิธีกร : และก็จะมีประโยชนมากกับเรา และเราก็จะเป็นประตูจริง ๆ ผมอ่านในที่ท่านนายกฯ ปราศรัย หรือเค้าเรียกว่าอะไร ไปพูดปาฐกถาในไทยไนท์ (งานไทยแลนด์ ไนท์) มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน เรื่อง ชี้แจงเรื่องความมั่นคงทางการเมือง และก็เรื่องน้ำ ท่านคิดว่าทางฝรั่งเค้าฟังแล้วเค้าเชื่อมั่นเรามากขึ้นไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : ก็ เค้าเชื่อมั่น คือที่เราพูดเราอธิบายแผนว่าเราต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็เนื่องจากช่วงนี้เน้นเรื่องน้ำเค้าเห็นว่ามันเป็นวิกฤตที่เป็นอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกอยู่แล้ว เค้าเชื่อแต่สิ่งที่เค้าต้องการเห็นก็คือรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่เราเองเราก็ได้บอกว่าเราจะเร่งรัดในเรื่องของการที่จะหาเงินในการที่จะมาบูรณาการเรื่องของการจะจัดการบริหารน้ำอย่างยั่งยืนในวงเงิน 3 แสน 5 หมื่นล้านด้วย
พิธีกร : เดี๋ยวผมจะขออนุญาตถามเรื่องน้ำ ก่อนจะออกจากดาวอสมีอีกนิด เห็นมีเวทีหนึ่งซึ่งพูดเรื่องสตรีและก็การที่บทบาทของสตรีที่จะเป็นผู้นำของโลกด้วย ให้โอกาสท่านนายกฯได้ปาฐกถาพิเศษด้วยรู้สึก ได้พูดเปิดเวทีนั้น
นายกรัฐมนตรี : ได้มีโอกาสพูดค่ะ
พิธีกร : เป็นอย่างไรครับ
นายกรัฐมนตรี : ต่อเนื่องจากที่เรียนว่าพอเศรษฐกิจโลกมีปัญหาเค้าก็กลับมาพึ่งจริง ๆ 2 กลุ่ม ที่พึ่ง ที่เค้ามีความหวังก็คือกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่กับกลุ่มผู้หญิง ดิฉันก็เลยใช้เวทีนี้ในการปาฐกถาที่เราบอกว่า จริง ๆ แล้วที่เราดูประชากรผู้หญิงก็เกือบ 50 / 50 และสิ่งที่เราศึกษา
พิธีกร : 50 / 50 แต่ในประเทศไทยผู้หญิงมากว่าผู้ชายใช่ป่าวครับ
นายกรัฐมนตรี : จริงหรือป่าวค่ะ ก็ใกล้เคียง และสิ่งที่เราบอกว่าเราไปพูด เราบอกว่าเราอยากเห็นสิทธิเสรีภาพระหว่างชายหญิง อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งดิฉันเองก็เรียนบอกว่าประเทศไทยโชคดี และดิฉันเองก็โชคดีที่ได้รับการไว้วางใจกับพี่น้องประชาชนที่ให้มาทำงานในตำแหน่งนี้ แล้วก็ในเรื่องผู้หญิงเราก็ศึกษามา ปรากฏว่ามีข้อมูลที่บอกว่าส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่หาเงินได้ก็เอาเงินส่วนนั้น ร้อยละ 90 มาจุนเจือครอบครัว นั้นเราก็เชื่อมั่นว่าถ้าเราเองเราให้การพัฒนาศักยภาพผู้หญิงมาก ๆ ก็จะทำให้ผู้หญิงมีความรู้ที่จะหาเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว สุดท้ายก็เป็นรากฐานในการเติบโตของเศรษฐกิจเช่นกัน
พิธีกร : อันนี้ก็ในทุกระดับเลย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ ใช่ค่ะ ก็เป็นสิ่งที่เราไปพูดในตรงนี้
พิธีกร : ท่านนายกฯ ได้มีโอกาสเปิดนโยบายอะไรของไทยเกี่ยวกับเรื่องสตรีบ้างไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : เราก็มาเปิดอีก 2 หัวข้อด้วยกัน เราก็บอกว่าผู้หญิงก็จะมีทั้งหลาย ๆ มุมมองที่มอง แต่สิ่งที่เรามองก็คือผู้หญิงคือส่วนที่เรียกว่า ผู้หญิงกับผู้ชายไม่ได้แข่งกันแต่เป็นส่วนของการเติมเต็มซึ่งกันและกัน ผู้ชายก็อาจจะมีมอง มุมมองข้างหน้า มีความแข็งแรง แต่ผู้หญิงก็มีความละเอียดอ่อน ฉะนั้นถ้าเราทำงานคู่กัน เป็นคู่ที่เหมาะสมก็จะทำให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าหันไปมองทางการเมืองผู้หญิงก็เป็นสัญลักษณ์ของความที่ไม่รุนแรง ก็เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีปรองดองด้วย
พิธีกร : อันนี้เป็นสัจจะธรรมเลยนะครับ ถ้าอยู่ในครอบครัวถ้าสามีภรรยาทำงานด้วยกันได้ก็ไปได้ เหมือนกันครับระดับชาติ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ เราก็ได้มีการอธิบายว่าประเทศไทยก็จะมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้น เพื่อที่จะให้สตรีของประเทศไทยนั้นมีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะว่าผู้หญิงหลาย ๆ คนมีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการศึกษาการพัฒนาที่ดีเพื่อที่จะกลับมาเสริมสร้างอาชีพ แล้วก็รวมถึงกลุ่มผู้หญิงอีกกลุ่มที่ยังต้องการความรู้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และก็ความรู้ในเรื่องของการถูกกดขู่ข่มเหงทางเพศหรือทางด้านของความเป็นมนุษย์ ซึ่งอันนี้เราก็คงจะเอาบทบาทตรงนี้เข้าไปช่วยเหลือ เน้นในเรื่องของการช่วยเหลือ ผู้หญิงในประเทศไทยค่ะ
พิธีกร : เห็นว่าอันนี้จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ เราก็จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ค่ะ ก็คงจะเชิญผู้ที่มีความรู้แล้วก็ทำในเรื่องของอุดมการณ์เกี่ยวกับสตรีทั้งหมดมาให้ความคิด ก็ถือว่าเป็นวาระที่เป็นเหมือนกันสตรีแห่งชาติที่ทุกคนคงจะมาช่วยกันให้ความรู้ ความคิดเห็น แล้วสุดท้ายก็จะกลับไปพัฒนาสตรีในชุมชนแต่ละจังหวัด
พิธีกร : ต่างประเทศเค้า งง ๆ สงสัย ไหมครับว่า นายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยได้รับการเลือกตั้ง รู้สึกว่าเค้ามั่นใจในประชาธิปไตยไทยมากขึ้น แล้วก็เห็นนายกฯหญิงไปอย่างนั้น เค้าตื่นเต้น เค้าพูดอะไร เค้าคอมเม้นท์(comment)อะไรบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ เค้าก็ ดีใจนะค่ะ คือโอกาสที่ผู้นำหญิงก็อาจจะจำนวนที่เป็นผู้หญิงที่มาเล่นในการเมืองนี่อาจจะน้อย ก็เลยอาจจะเป็นที่ที่สนใจ แล้วก็ช่วงนี้ประเทศไทยก็เป็นจุดดีนะค่ะ แต่ก็ต้องสร้างความมั่นใจ เค้าก็มาหลายคนก็มา มีอีกคำถาม ก็มาถามเหมือนกันเรื่องของภาวะวิกฤตในเรื่องของน้ำว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะบางประเทศอย่างงานไทยไนท์ เราเชิญนักลงทุน นักธุรกิจ แล้วก็ผู้นำ ครึ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็จะเป็นนักธุรกิจที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทยเราก็ต้องการตอกย้ำให้เค้ามั่นใจว่าฐานที่เค้าลงทุน เรายังพัฒนา เรายังมีการเจริญเติบโต ตามเศรษฐกิจที่เราบอกว่าจะโตขึ้น 5% แล้วขณะเดียวกัน ก็ต้องบอกว่าถ้าเค้าอยากจะขยายฐานก็ยังขยายได้อยู่กับอีกกลุ่มที่เค้ากำลังศึกษาอยู่เทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งตรงนี้เป็นกลุ่มที่เราต้องการสร้างความมั่นใจให้เร็วที่สุดเพราะว่าถ้าวันนี้ฐานเงินมีอยู่แต่เราเองเราไม่ทำให้ ไม่ฉกฉวยโอกาสนี้ โอกาสนี้ถ้าเกิดเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอื่นแล้ว เราจะดึงกลับมายาก ซึ่งดิฉันเองเป็นห่วงในจุดนี้ในการสร้างความมั่นใจ
พิธีกร : เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือ เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องน้ำ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : งั้นก็อนุญาตเข้าเรื่องน้ำเลย เรื่องน้ำตอนนี้ก็ต้องขออนุญาตถามตรง ๆ ว่า มีการวิภาควิจารณ์พอสมควร ถึงนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปก่อนเดินทาง แถลงเรื่องน้ำครั้งใหญ่ ก็ยังมีการวิภาควิจารณ์อยู่ว่า มันยังไม่พอมันยังครบบางคนถึงกับบอกว่าไอ้แผนที่มีมันกว้างเกินไป มันต้องมีแผนระเอียดกว่านี้ นายกรัฐมนตรีกำลังทำอะไรอยู่ครับตอนนี้
นายกรัฐมนตรี : ก็ ต้องเรียนคุณสุรนันทน์ ว่าทุกคำถามหรือทุกข้อวิจารณ์ ในตามสื่อหรือที่ต่าง ๆ เรารับฟังนะค่ะ ต้องบอกว่าเก็บข้อมูลตลอด แล้วพยายามทำแต่บางครั้งยังออกแถลงข่าวไม่ได้ อย่างเช่น แผน อย่างเวลาเราอธิบายเราก็ต้องอธิบายภาพรวมทั้งประเทศจะไปเจาะลึกก็จะทำให้พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจ แต่แผนเราก็ให้คณะกรรมการทำซึ่งก็จากคำถามบอกว่า
พิธีกร : วันนี้คือแผนแม่บทมันเสร็จแล้วนี่ครับ
นายกรัฐมนตรี : แม่บทใหญ่เสร็จหมดแล้วค่ะ กำลังเริ่มทำแผนรายจังหวัด แล้วก็เมื่อวานที่ผ่านมาเราก็มีการประชุมกับทางคณะกรรมการ กยน.(คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและวางระบบบริหารจัดการน้ำ)ซึ่งก็จะได้มีการสรุปในเรื่องของแผนบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศในที่หลายท่านบอกว่า ในเดือนพฤษภาคม น้ำในเขื่อนจะเหลือเท่าไหร่แล้วระบายไปแล้วจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็จะมีคำตอบแต่ว่าบางครั้ง อย่างเช่นยกตัวอย่างบางอย่างเราพูดไม่ได้ต้องกราบเรียนจริง ๆ ก็คือย่างเช่น บริเวณลุ่มน้ำ หรือพื้นที่ที่อาจจะมีผลกระทบนั้นเราไม่สามารถประกาศทางพับบริค(public)ได้ แต่ในความเป็นจริงเราจะเข้าไปในพื้นที่ ที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน
พิธีกร : แต่ถ้าผมเป็นประชาชนตรงหมู่บ้านตรงนั้นที่เคยท่วมหรือแม้กระทั้งคนกรุงเทพเองที่ไม่ท่วม มันจะท่วมไม่ท่วมตรงนี้ท่านนายกฯจะตอบอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : อันนี้ขอเวลานิดนึง เพราะว่าเราต้องคำนวณตั้งแต่ต้นน้ำ พยากรณ์ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้กำลัง
พิธีกร : คือท่านจะไปไล่ลงมาเลยใช่ป่าวครับ
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ เราจะไปไล่เลย เพราะตอนนี้กำลังรวมทุกที่ เพราะว่าเมื่อก่อนเราอาจจะบอกว่าเราดูแต่น้ำในเขื่อน แต่วันนี้ดูน้ำในเขื่อนอย่างเดียวไม่ได้ ดูน้ำในทุ่ง ดูปริมาณน้ำฝนที่จะเติมเข้ามาในเขื่อน ดูทุกอย่างแล้วก็ต้องบอกว่าดูแล้วน้ำจะออกไปทางไหนบ้าง ซึ่งมันก็ต้องไล่ในรายละเอียด ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะบอกเป็นจำนวนได้ก็ต้องค่อย ๆ ไล่กัน แต่ว่าเราก็ตั้งมั่นว่าเอาให้เสร็จก่อนที่น้ำจะมา เพื่อว่าพี่น้องประชาชนจะได้สบายใจ
พิธีกร : นายกฯ มั่นใจว่าเราคงบังคับน้ำไม่ได้หมด
นายกรัฐมนตรี : ก็เรียนตรง ๆ เลยนะคะเราบังคับน้ำไม่ได้ แล้วก็สำหรับแผนเรียกว่าแผนเฉพาะหน้า ที่เราทำเนี่ยเราคงไม่สามารถครอบคลุมเรื่องของการป้องกันได้ทั้งหมด เราเองเราคงได้เฉพาะในส่วนของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ไหลลงและก็ป้องกันในเฉพาะเขตเมืองเศรษฐกิจและก็นิคมเท่านั้นต้องกราบเรียนอันนี้ แต่ว่าอยู่ในแผนแม่บทที่เรื่องของการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืนนะคะ ในวงเงิน 350,000 ล้านเนี่ย จะมีการเชื่อมแม่น้ำอีก 17 ลุ่มน้ำ อันเนี้ยจะระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำทีหลังเพราะทุกอย่างต้องทำคู่กัน ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราจะไม่มีเวลาแล้วสำหรับปีหน้าเราก็จะพูดอย่างนี้กับปีหน้าไม่ได้เพราะว่าอย่างบางที่ใช้เวลาทำเป็นปีค่ะ เราต้องทำเลย
พิธีกร : เพราะฉะนั้นก็เริ่มไปหมดแล้ว
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ เราเริ่มหมดเลย
พิธีกร : จุดที่เคยแตก ที่แตกมาเป็นข่าว นิคมนี้ นิคมนั้น หรือประตูน้ำนี้ ประตูน้ำนั้น ท่านนายกฯ ,มั่นใจแค่ไหนว่า
นายกรัฐมนตรี : อันนี้ก็เรียกว่ามันมีความลำบากอยู่ตรงที่กระบวนการกลไกลของภาครัฐด้วยอย่างเมื่อวานนะคะวันพฤหัสดิฉันก็ไปที่สำนักงบประมาณก็เราก็เชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออะไร เพื่อที่จะดูว่าเมื่องบประมาณบางส่วนวันนี้เราก็ไม่ได้ใช้งบประมาณเต็มจนกว่างบประมาณจะผ่านไปเดือนมีนาเลยจะได้ 120,000 ล้านเราใช้ได้บางส่วนนะคะ วันนี้เราก็ไปใช้เท่าที่มีโดยที่ก็ไปพยายามที่จะทำอย่างไรให้เร่งรัดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เร็ว เพราะว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงก็เลยเป็นที่มาว่า
พิธีกร : ท่านก็เลยไล่งานในกรุงเทพ เห็นไล่งานสำนักงบ สำนักงานทุกกรมเลย
นายกรัฐมนตรี : ก็มันอยู่ไม่ได้ก็นั่งไล่ไปและก็เพื่อให้เกิดความเข้าในกันด้วยก็ไปไล่งานในกรมก่อน แล้วก็อยู่ช่วง 10 กว่า จะไปไล่ลงพื้นที่
พิธีกร : ผมได้ข่าวว่าจะไปไล่ตั้งแต่เขื่อนลงมาเลย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะคือเราจะไล่หมดเลย คือเราจะวางวิธีการที่จะไปตรวจด้วย เรียกว่าเราจะไปตรวจมากกว่า 3 -4 วัตถุประสงค์ คือเรื่องแรก ไปติดตามว่าเงินที่ลงไปทำเสร็จหรือยัง ทำจริงหรือเปล่า เพื่อให้แน่ใจว่างานทุกอย่างอยู่ในมือของคนทำแล้วดิฉันก็ จะได้สบายใจและรู้ว่าเสร็จเมื่อไหร่ จะได้รู้ว่า ออโอเคนะ อย่างเขื่อนนี้ที่พังไปจะเสร็จเมื่อไหร่ อีกส่วนนึงก็คือเงินเยียวยา พี่น้องประชาชนแล้วก็ไปดูในเรื่องของการระบายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ น้ำฝนลงมาแล้วน้ำจะไหลไปสู่คลองเร็วที่สุดอย่างไร ให้ไหลทางตรงให้มากที่สุด แล้วก็ไปดูต่อว่าตามเขื่อนคันกั้นน้ำ ก็ไล่ไปหมวดเลย อันนี้ก็จะไปทำทั้ง 3 วัตถุประสงค์เลย
พิธีกร : เห็นบอกว่าจะไปทั้งสัปดาห์เลย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : คงต้องดูรายละเอียดพอสมควร
นายกรัฐมนตรี : ก็ไล่ตั้งแต่ทางเหนือเลยค่ะ
พิธีกร : ลงมาถึงกรุงเทพมหานคร
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : กรุงเทพมหานครท่าน นายกฯ มองอย่างไรครับ เพราะว่า ดูเหมือนว่าท่านรองนายกฯ ยงยุทธก็ไปเจรจามาได้ระดับนึง
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : ท่านเชื่อมั่นว่ามันจะเดินได้ด้วยกันได้ต่อไป
นายกรัฐมนตรี : อย่างไรก็ต้องช่วยกันนะค่ะ ต้องบอกอย่างนี้ เพราะว่าได้มอบหมายให้ท่านรองนายกฯ ยงยุทธ แล้วก็ได้ไปหารือกลับทางกรุงเทพมหานครแล้ว
พิธีกร : ครับ
นายกรัฐมนตรี : แล้วก็จะเอาคลองทั้งหมดนี่มาแบ่งกัน ซึ่งเบื้องต้นเขามีการจัดสรรแล้วนะคะ กรุงเทพมีประมาณ 20 กว่าคลอง
พิธีกร : ครับ
นายกรัฐมนตรี : ซึ่ง 20 กว่าคลองเราก็จะเอากระทรวงต่าง ๆ มาช่วยกัน และก็ในส่วนของกองทัพด้วย แต่คลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่น้องประชาชนบอกว่ามี เขาเรียกว่าคลองฝอย 300 กว่าคลองเรามอบหมายให้ทางกองทัพรับไปแล้วนะคะ ซึ่งก็คงจะมานัดหมายในเรื่องของแผนที่จะลงไปแต่ส่วนท่อในเรื่องรายละเอียดของการลอกท่อก็จะเป็นหน้าที่ของ กทม. ที่จะไปทำ
พิธีกร : ครับผมฟังท่านนายกฯ ที่ท่านนายกฯพูดเนี่ย ผมคิดว่า ผมจะพูดได้ไหมว่า ถ้าเกิดน้ำมาในลักษณะเดียวกันปีที่แล้วเนี่ย ถ้ามันมา ไม่อยากให้มานะครับ ถ้ามันมาเนี่ย จัดการตามคูคลองเนี่ย เราน่าจะรู้ว่าจะไปทางไหน จะจัดการอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : คือเรารู้แล้วว่าจะจัดการอย่างไร
พิธีกร : โอเค คือเรารู้แล้ว
นายกรัฐมนตรี : แต่ตอนนี้ต้องไปไล่ของการเชื่อมต่อ
พิธีกร : โอเคเข้าใจแล้ว ครับ
นายกรัฐมนตรี : คือทุกคนเนี่ยจะขุดคลองละ แต่ต้องแน่ใจว่าคลองนี้ขุดแล้วมันตรงกันมันต่อเนื่องกัน
พิธีกร : น้ำลงแล้ว
นายกรัฐมนตรี : น้ำลงคือการระบายน้ำซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ยาก เพราะว่ากว่าเราจะถ่ายทอดจากคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลาจากในเรื่องของศาสตร์ทางวิชาการหลายท่าน ๆ
พิธีกร : หลาย ๆ ศาสตร์มาก
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ จริง ๆ มันไม่มีใครถูกใครผิดแต่มันมีหลายวิธี
พิธีกร : ครับ
นายกรัฐมนตรี : แต่หลาย ๆ วิธีนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับมวลชนและสภาพความเป็นจริงด้วย ดิฉันเองก็ต้องไปลงพื้นที่ เพื่อไปหารือกับเจ้าของพื้นที่ด้วยว่า แผนแบบนี้คุณคิดว่าอย่างไรทำได้มากน้อยแค่ไหน เร็วแค่ไหน อย่างเช่นถ้าคุณสุรนันท์ว่าจะไปขุดคลองผ่านแนวลุ่มน้ำตรงนี่ ปรากฏว่าบ้านเรือนเต็มเลยสุดท้ายทำไม่ได้
พิธีกร : ชาวบ้านไม่ยอม
นายกรัฐมนตรี : เราก็ต้องไปหาที่ที่ดีที่สุด และก็ทบและเสียหายน้อยที่สุด แล้วก็ไปขอความร่วมมือกับชาวบ้านนั้นก็เลยไม่สามารถบอกว่าอยู่บนกระดาษแล้วประกาศเลยว่า ลงตรงนี้แน่นอน ถ้าไปเจอบนพื้นที่ที่เป็นหมู่บ้านที่ก่อสร้างแข็งแรงมันก็เป็นไปไม่ได้เราก็ต้องดูทางออกฉะนั้นก็จะมาเอาแผนทั้งหมดเนี่ยแผนแม่บทเนี่ยไปประสานลงในจังหวัด ซึ่งอันนี้ก็จะลงบนพื้นที่จริงและ
พิธีกร : 7 วัน เนี่ยท่านนายกฯคงไม่มีเวลาไปทุกจังหวัด จังหวัดที่ท่านนายกฯไม่ได้ไปเขาจะน้อยใจไหม
นายกรัฐมนตรี : เราไป คำว่าไปเนี่ย คือไปดูสถานที่จริงในบางที่ แต่บางที่ไม่จำเป็น เราจะเชิญผู้ว่าทุกจังหวัดที่เกี่ยวกับน้ำท่วมมาซึ่งเราจะแบ่งการเดินทางเป็นการบริหารจากต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนั้นจังหวัดไหนที่เกี่ยวกับต้นน้ำเราก็จะเชิญมาหมดเลยนะคะ เราเอาทุกกระทรวงมาหมดเลย
พิธีกร : ฉะนั้นผู้ว่าที่ไม่ได้อยู่ในกำหนดตาม ที่ท่านนายกฯไปเนี่ยก็ ต้องทำงานเหมือนกัน
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ และต้องทำล่วงหน้าด้วยค่ะ วันนี้ทำงานแล้วเพราะว่ากว่าจะไปถึงวันนั้นรอคำตอบวันเดียวคงจะไม่ได้หลายท่านก็คงต้องถกแถลงและก็ดูสถานที่จริงด้วย และก็จะขอทางคณะกรรมการ กยน. ลงไปด้วยนะคะ ไปช่วยดูทั้งหมดแล้วไปดูให้แน่ในว่าทางเทคนิคกับทางปฏิบัตินั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
พิธีกร : เพราะฉะนั้นเนี่ยใครที่แบ่งงานกันไป ท่านนายกฯลงไปแต่ละจุดก็ต้องมารายงาน และต้องมาถกกัน
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ และก็จะสรุปกันช่วงที่เราเดินทางต่างจังหวัด
พิธีกร : ท่านนายกฯ ที่ท่านนายกฯ ไปคุยเรื่องการพัฒนาประเทศและคุย เรื่องน้ำเนี่ย
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : มันมีกลไกลนึงที่สำคัญก็คือ เรื่องของเงิน
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : ทราบว่าท่านนายกฯ เองก็นำเสนอ จริง ๆ แล้วคณะรัฐมนตรีผ่านมาแล้วเป็นพระราช กำหนด 4 ฉบับ
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเงิน ทั้งระบบเลย
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : เพื่อมาจัดการเรื่องนี้แล้วพระราชกำหนดก็เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 2 ฉบับ
นายกรัฐมนตรี : ค่ะ
พิธีกร : และ อีก 2 ฉบับ ก็เข้าผ่านไปแล้ว
นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ
พิธีกร : ทีนี้ทราบว่าท่านนายกฯ เองอยากให้เข้าทั้ง 4 ฉบับ ทำไมต้อง 4 ฉบับ ทำไมต้องไปพร้อมกันมีหลักการอะไรครับ
นายกรัฐมนตรี: ก็ต้องเรียนว่า โดยวงเงินรวมนะค่ะ คือมันเป็นความจำเป็น อย่างที่เรียนว่าเราไปคุยกับนักลงทุนก็ต้องเห็นว่าบอกแผนจะลงทุน มันก็ต้องมีเรื่องของกรอบโครงงบประมาณ และก็เม็ดเงินที่เขาคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงๆ อันนี้คือสิ่งที่เป็นที่มาของการที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องเร่งออก พรก.ทั้ง 4 ฉบับ พร้อมกัน
พิธีกร: คือต้องเป็น พรก.
นายกรัฐมนตรี: ใช่ค่ะ เพราะว่าต้องเป็น พรก. เพื่อว่าจะได้เห็นว่า มีวงเงิน เพราะว่าเหตุผลนะคะ จากเหตุผลว่าทำไมต้องเป็น พรก.จากเหตุผลก็คือว่า 1.ก็คือว่า เงินต้องใช้ 350,000 ล้านบาท ในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องของการบูรณาการน้ำ อย่างยั่งยืน เพราะว่าเราทำวันนี้มันก็ได้แค่บางส่วน ซึ่งเราก็ต้องเร่งทำสำหรับปีหน้าต่อไป
พิธีกร: คือเงินที่มีเราก็ไปซ่อมๆ นิดๆ หน่อยๆ
นายกรัฐมนตรี: ใช่ค่ะ แต่ในด้านเทคนิคคือด้านข้อกฎหมายมันก็จะติด ว่าถ้าเราจะกู้ตรงนี้มันก็มีติดเรื่องของวงเงิน ซึ่งอย่างวงเงินวันนี้ถ้าดูตามข้อกฎหมายเราติดลบไปแล้ว 400,000 ล้านบาท เราจะกู้เราจะเพิ่มวงเงินได้อีก 100,000 กว่าล้านบาท 2. ก็คือภาระหนี้ที่เรามีอยู่ มันก็จะเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายในประเทศ แล้วก็มีอีกหนี้ก้อนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้ที่นานแล้วที่รัฐบาลรับภาระแทนกองทุนฟื้นฟูอยู่ในก้อนนี้ด้วย
พิธีกร: อันนี้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540
นายกรัฐมนตรี: ใช่ค่ะ ที่สำคัญมันไม่ใช่ตรงนั้น หนี้ที่ของกองทุน ฟื้นฟูที่รัฐบาลใช้เป็นเงินภาษีประชาชนที่มาใช้จ่ายนี้ ซึ่งชำระได้แค่ดอกเบี้ยกับเงินต้นนิดเดียว ถ้าเราไม่ปรับปรุงวิธีนี้ก็กลายว่าหนี้นี้ก็จะเป็นหนี้ของประชาชนตลอดไป และไม่ถูกใช้เงินต้นเลย
พิธีกร: ผมจำได้ เพราะว่าผมอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่โอนมาให้รัฐบาลดูแล ให้งบประมาณดูแล และฟังอาจาร์ยวีรพงษ์ รามางกูร ท่านก็บอกว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบตรงนี้ ก็เป็นสิ่งที่ถูกแล้วในการจัดรูปบัญชีอย่างงี้
นายกรัฐมนตรี: ค่ะ ก็คือ ถ้าเราพูดถึงถ้าเราย้อนถึงอดีตก็คือว่า เมื่อก่อนก็ตอนที่ กองทุนฟื้นฟูมีปัญหา มีภาระตอนนั้นรัฐบาลแข็งแรง รัฐบาลก็กลายเป็นรับว่าภาระนี้ให้
พิธีกร: ก็ช่วยกันก่อน
นายกรัฐมนตรี: ช่วยกันก่อน แต่วันนี้ถามว่ารัฐบาลเองมีภาระ ที่ต้องใช้จ่ายเรื่องของงบประมาณในการดูแลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของพี่น้องประชาขน ต้องดูเรื่องของน้ำอีก 350,000 ล้านบาท เราไม่สามารถที่จะรับภาระก้อนนี้ได้ มันทำได้ สองวิธี คือ 1. การที่จะโอนภาระการชำระหนี้ กองทุนฟื้นฟูกลับคืนสู่แบงค์ชาติ หรือขึ้นภาษี ซึ่งเราก็ไม่อยากจะเลือกในการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน เราถึงออกมาเป็น พรก.ในการที่จะ ขอโอนภาระการชำระหนี้นั้นกลับคืนเข้าสู่กองทุนฟื้นฟู
พิธีกร: เหมือนจะให้ถูกที่ถูกทางซะ
นายกรัฐมนตรี: ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นหนี้นี้ก็จะเป็นหนี้ของประชาชนต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด
พิธีกร: ถ้าคิดเหมือนนักธุรกิจหรือประชาชนทั่วไปดีกว่า ผมจัดค่าใช้จ่ายครัวเรือนของผมเนี่ย ผมก็ต้องพยายามที่จะทำยังไงที่จะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายตัวเองน้อยๆลง เอาเงินตรงนี้ไปลงทุน
นายกรัฐมนตรี: ถูกต้องคะ เหมือนวันนี้คุณสุรนันท์ ติดหนี้แบงค์อยู่ แต่คุณสุรนันท์มีหนี้ สองก้อน คือ หนี้เก่าที่คุณสุรนันท์ใช้แทนเพื่อน เป็นคนไปค้ำประกันแล้วก็ใช้แทนเพื่อนอยู่ในก้อนนี้ด้วย
พิธีกร: 15 ปีแล้ว
นายกรัฐมนตรี:อ่ะ 15 ปีแล้ว ใช้ไปก็ได้แต่ดอกเบี้ยเงินต้นก็ไม่มี กับอีกปีหนึ่งๆ เงินก็ต้องมาเลี้ยงดูครอบครัวไม่มี ซึ่งมันมีอยู่ สองก้อนนี้อ่ะ เราก็ต้องบอกว่าวันนี้เพื่อนนะรวยแล้ว ขอฝากก่อนเถอะแล้วเดี๋ยวฉันแข็งแรง ฉันมีกำลัง แล้วฉันจะมาช่วยทีหลัง
พิธีกร: คือช่วยกัน ยังไงก็เป็นหนี้ของประเทศอยู่แล้ว
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ
พิธีกร: แต่ในแบงค์ชาติก็ช่วยดูแลหน่อย
นายกรัฐมนตรี: คะ
พิธีกร: เราเองก็จะได้เอาตรงนี้มาพัฒนาประเทศ
นายกรัฐมนตรี: ถูกต้องคะ
พิธีกร: แล้วพอตรงนี้เจริญเติบโตขึ้น ประชาชนมีรายได้ดี ขึ้น เราก็ไม่ต้องขึ้นภาษี
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ
พิธีกร: ฐานภาษีมันใหญ่ขึ้น เงินมันเยอะขึ้นเราก็ทำงานต่อได้
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ เพราะเป้าหมายเราต้องการให้ประเทศแข็งแรงก่อน แข็งแรงมาจาก สองส่วนคือพื้นฐานของประชาชนที่ต้องแข็งแรงกลับสู่ภาวะวิกฤตแล้วก็ตัวประเทศแข็งแรง ฉะนั้นต้องนี้เป็นที่มาของความจำเป็นเร่งด่วน ในการออก พรก.ทั้ง 4 ฉบับร่วมกันคะ
พิธีกร: ยังงี้ถ้าเกิดได้ 350,000 ล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าจะไปตรวจ จะไปอะไรเนี้ย แผนงานก็จะชัดเจน ลงทำงานได้เลยใช่ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ ก็ทำงาน เรียนว่าเราทำงานเลยเราไม่รอ เพราะว่าประชาชนก็คงไม่รอ คงบอกว่านั่งรอแบบนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเราทำเสร็จ เงินมาปุ๊บเราลงได้เลย ถ้าไม่มีเงินเราก็จะได้แต่แผน ฉะนั้นเค้าก็จะถามหาอีกว่า อ้าวที่พูดไปเนี่ยความมั่นใจอยู่ตรงไหน คือต้องเรียนว่าหลายๆท่านอาจจะมาบอกว่าดิฉันได้พูดคำว่าเอาอยู่ จริงๆมันตั้งแต่ นานแล้ว ตอนนี้กราบเรียนว่า ยอมรับคะที่ผ่านมานั้นข้อมูลมันเยอะมาก แต่วันนี้ความสำเร็จอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของทุกคน คุณสุรนันท์ คงเห็นว่าการที่เราเองเหมือนกับยืนอยู่ตรงกลางในการบูรณาการรวมต้องอาศัยความร่วมมือ ทางเทคนิคก็ต้องร่วมมือในการส่งข้อมูลให้ครบ ให้ถูกและก็ช่วยกันทำให้เป็นไปตามแผน อันนี้คือสิ่งที่เป็นความสำเร็จที่เราจะเกิดมาร่วมกัน หลายคนบอกว่า GDP ปีนี้ ตั้งไว้ 5 เปอร์เซ็นต์ จะได้ได้อย่างไร ตอบไม่ง่ายเลยคะ ได้มาจากความมั่นใจด้วยกันที่เราต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ฟันฝ่า ปี 55
พิธีกร: ปี 55
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ ปี 2555
พิธีกร: มี 5 สามตัวนะ มีอีก 5 นึง เจริญเติบโต 5 เปอร์เซ็น ท่านนายกฯ ผมเห็นว่าช่วงที่สภายุ่งๆ ก็อุตส่าห์ไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ พูดเรื่องนี้ด้วย
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะ
พิธีกร: 5 เปอร์เซ็นเลยหรอครับ
นายกรัฐมนตรี: 5 เปอร์เซ็น คะ เพราะเรามองว่า หลังจากคือวิกฤตเรื่องน้ำ ไม่ใช่เป็นวิกฤตของภาวะเศรษฐกิจการเงินแต่เป็นเป็นหาอุทกภัย แต่เมื่ออุทกภัยหายแล้ว ถ้าภาครัฐมีการลงทุนใช้จ่าย เข้าไปมันก็จะเกิดการจ้างงานได้ เราก็เชื่อว่าตรงนี้จะกลับมาเศรษฐกิจก็จะกลับมาเหมือนเดิม ก็เราก็เลยตั้งเป้าว่า น่าจะกลับมาที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ได้
พิธีกร: ก็ต้องช่วยกัน ตรงนี้ต้องช่วยกันทุกคน ไม่ใช่รัฐบาลคนเดียว
นายกรัฐมนตรี: ต้องช่วยกันทุกคนคะ ตรงนี้ต้องเรียนว่าไม่ใช่ดิฉันคนเดียว ก็คงจะไม่สามารถทำให้งานสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนคะ
พิธีกรรัฐมนตรี: พูดถึงเรื่องช่วยกัน ต้องขออนุญาตเอี่ยวเข้าการเมืองนิดหนึ่ง มีข้อวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีว่า ไม่ค่อยไปสภาผู้แทนราษฎร ไม่ค่อยไปประชุม จริงหรือเปล่าครับ
นายกรัฐมนตรี: ก็ เรียนว่า ไป เราเอาความจริงใจว่าเราเองเรามีความตั้งใจแล้วก็ ให้เกียรติแล้วก็เคารพที่สภาแล้วก็รวมถึงวุฒิสภาด้วยแต่ก็ต้องกราบเรียนขอความเห็นใจ ว่าดิฉันเองก็มีการแบ่งงานมอบหมายงานให้รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดเพราะเราเชื่อว่าการที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรจะให้ในเรื่องของนโยบายและติดตามงานในรายละเอียดกำกับนั้นก็เป็นเรื่องของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่ละกระทรวงไป ซึ่งดิฉันได้มอบหมายไปหมดแล้ว แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็มีภารกิจหลายอย่างที่จะต้องไปติดตาม
พิธีกร: และงานบริหารประเทศท่านก็ต้องทำของท่าน
นายกรัฐมนตรี: ใช่คะก็จะพยายามไปคะแต่บางครั้งเวลา อาจจะไม่เหมาะสมลงตัวกันก็เลยมองว่าบางครั้งเราเองไม่ให้ความสำคัญกับสภา หรือทางวุฒิสภา แต่จริงๆกราบเรียนว่าให้ความสำคัญเสมอคะ องค์กรนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารต้องทำงานควบคู่กันอยู่แล้วก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันคะ
พิธีกร: ฉะนั้นก็ไม่มีปัญหา วันก่อนท่านนายกฯ ก็ตอบกระทู้เอง
นายกรัฐมนตรี: คะ วันนั้นก็ตอบกระทู้เอง แล้วก็วันก่อนก็ไปวุฒิสภา พอดีก็ติดภารกิจที่จังหวัดลพบุรี แต่กว่าจะเดินทางจากจังหวัดลพบุรีมาก็ชั่วโมงกว่าคะแล้วก็ ไปติดประชุมของทางปลัดกระทรวงด้วยเสร็จแล้วก็รีบตามไปให้ข้อมูลที่สภาคะ
พิธีกร: บางครั้งเห็นหอบเอกสารไปนั่ง
นายกรัฐมนตรี: คะก็ไปที่สภา ส่วนใหญ่ไปตลอดคะ แต่อาจจะไม่ได้นั่งในสภา แต่ว่าจะนั่งอยู่บริเวณนั้นก็จะนั่งทำงานไปด้วย ควบคู่กันไป
พิธีกร: สรุปนะครับ ท่านนายกฯ สัปดาห์หน้า 13 ใช่ไหมครับ ที่จะเริ่มเดินทาง
นายกรัฐมนตรี: 13-17 กุมภาพันธ์ 2555
พิธีกร: 13-17 ฉะนั้นสัปดาห์หน้าวันที่ 11 ผมคงต้องขออนุญาตเรียนเชิญท่านนายกฯ อีกครั้ง
นายกรัฐมนตรี: คะ ยินดีคะ เพราะว่า จะขอโอกาสใช้เวทีสำหรับอาทิตย์หน้าที่จะมาเล่าให้พี่น้องประชาชนกับสื่อมวลชนทุกท่านว่าเราจะเดินทางไปติดตามเรื่องของการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างไรในช่วง 13-17 คะ
พิธีกร: งั้นผมจะเอาจุดต่างๆที่เป็นข้อติดใจของประชาชนมาเรียนถามท่านนายก ฯ ในวันนั้นเลยนะครับ
นายกรัฐมนตรี: ยินดีคะ
พิธีกร: ครับ ขอบคุณท่านนายกฯ มากนะครับสำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี: ค่ะ สวัสดีคะ









