อยู่อย่างไรในยุค “สุขภาพแพง” เบื้องหลังค่า(ไม่น่า)นิยม

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  เบี้ยผู้สูงวัยที่ได้เพิ่มขึ้น  เป็นของเยียวยาที่น่าชุ่มชื่นใจในขณะที่เศรษฐกิจถดถอย

ราคาทองลอยไปแตะสองหมื่นหกหย่อนๆ

คนไทยจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในสภาพข้าวของแพงได้หรือไม่

หรือต้องนั่งเก็บตัวดู “กลรักลวงใจ” ไม่ไปไหน

คงต้องคอยดูกัน

ในสภาพการณ์สำคัญอย่างนี้มีอีกสิ่งที่มาโหมกระหน่ำซ้ำเคราะห์ให้แก่คนไทยนั่นคือเรื่อง “ค่ารักษาพยาบาล” ที่แพงขึ้นอย่างน่าห่วงซึ่งค่าป่วยที่ว่านี้มีตัวอย่างเช่นเป็นหวัดธรรมดา  ถ้าไปหาโรงพยาบาลเอกชนราคายาก็เหยียบสองพัน  เรียกว่าต้องกำแบงค์พันไปเป็นอย่างน้อย

เป็นการตอกฝาโลงให้สนิทชนิดผนึกสูญญากาศ

เพราะคลินิกที่มีน้อยอยู่แล้วในปัจจุบันกำลังจะตายไปกลายเป็นคลินิกเสริมสวยกันหมด  จะเรียกเป็นปรากฏการณ์ทรานสฟอร์เมอร์ทำลายล้างโชห่วยในระดับสาธารณสุขก็ไม่ผิด

รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะใช้จุดนี้เป็นจุดแข็งในการแก้ปัญหาได้  จะทำให้ประชาชนเพิ่มความนิยมอีกมากเพราะเป็นปัญหาปากท้องด้านสุขภาพที่ไม่มีใครนึกถึง

แต่ทุกคนต้องป่วย

ที่สำคัญคือการป่วยเลือกไม่ได้ว่าจะป่วยแบบเบาะๆเอาแค่คางเหลืองเลือกใช้สิทธิ์บริการของรัฐได้หรือจะป่วยปางตายต้องรีบเข้าห้องฉุกเฉินที่ใกล้สุด

 แล้วไปหยุดหายใจเอาตอนเช็คบิล

 

ระวังการเข้าโรงพยาบาลเอกชนจะกลายเป็น “ฝันร้าย” ตอนจ่ายเงิน  ด้วยเทคนิกโฆษณาและระบบการรวมธุรกิจที่ล้ำลึก

 

คลินิกเวชกรรมที่ทำงานรักษาโรคทั่วไปกำลังจะตายแล้วต่อไปคนไข้คงต้องไปเผชิญกับ “ราคามาตรฐาน” แบบโรงพยาบาลเอกชน

 

ต่อไปอาจเข้าสู่การเป็นทาสยุคใหม่นั่นคือ “ทาสโรงพยาบาล(Hospital slave)” ด้วยเงินที่หามาตลอดชีวิตต้องหมดไปกับการเข้าโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่โหมโฆษณา

โฆษณาขำๆแต่ทำเอาช็อคตอนจ่าย

ในระหว่างการทำรายการโทรทัศน์ในฐานะคนทำงานด้านสื่อมวลชนผมได้พบสิ่งที่น่าตะลึงยิ่งกว่าคำทำนายโลกแตก 2012

ต้องติดตามแบบตาไม่กะพริบเลยครับ

เพราะสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างผมมันคือเรื่องปากท้องต้องรู้  นั่นคือเรื่องการเจ็บป่วยแล้วต้องเข้ารักษากับบรรดาโรงพยาบาลแพงๆครับ

เพราะคลินิกดีๆที่รักษาโรคจริงๆนับวันก็ยิ่งถูกระบบปลาใหญ่กินปลาเล็กบีบ

เมื่อก่อนผมก็พอรับได้ในระดับหนึ่งแต่พอมาทำหน้าที่เป็นสื่อได้เห็นเบื้องหลังแล้วก็ชัก “นึกห่วง” อยู่ครามครันเพราะมันมีปรากฏการณ์รวมตัวกันหลายโรงพยาบาลชื่อดัง  โดยสื่อเบื้องหน้าที่ออกมาคือเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน

แต่เบื้องหลังถ้านั่งสังเกตอาจพบว่าคือราคา “แพงเท่ากัน”!

                ไม่น่าแปลกที่ประเทศใหญ่อย่างอเมริกาไม่ยอมให้โรงพยาบาลเข้าตลาดหุ้น

                ผิดกับประเทศสารขัณฑ์ที่น่าขัน

ถ้ามันเป็นร้านโชว์ห่วยขายสินค้าก็ว่าไปอย่าง  คงวางใจได้บ้างว่าเป็นไปตามกลไกตลาดและหลักเศรษฐศาสตร์ที่คนรอเลือกซื้อของตอนราคาถูกได้ตามแต่ใจ  แต่ถ้าเป็นชีวิตคนใครบ้างจะทนรอ

เลือกได้ดั่งใจว่าให้ไส้ติ่งแตกเวลานี้

                หรือหัวใจวายในเวลาราชการ

                จะได้เข้าโรงพยาบาลของรัฐทันใช้สิทธิ์เบิก

และอีกสรรพอาการที่เลือกไม่ได้ล้วน “จำเป็น” ต้องเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในขณะนั้น  เพื่อให้ทันกับโรคฉุกเฉิน

                ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเดินเล่นในโรงพยาบาล

ถ้ากลัวค่ายาโหด

โปรดหนีค่านิยมต่อไปนี้

            การเลือกไปรักษาที่ใดขึ้นกับ “ใจ” ของแต่ละคนครับ  ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลรัฐเสมอไปก็ได้  เอกชนก็ให้ความสะดวกสบายได้แต่ขอให้อย่าไปด้วยประชานิยม เอ๊ย…ค่านิยมต่อไปนี้ครับ

1)                เจ็บอะไรต้องไปโรงพยาบาล  เกิดอาการเมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลทุกครั้ง  ขอยั้งมืออย่าเพิ่งด่วนกดไล้ค์ให้โรงพยาบาลนี่คือข้อแรกเลยครับ  สำหรับคนไทยชอบไปที่ยิ่งใหญ่ยิ่งดี  แล้วก็เลยได้มี จัดใหญ่ ให้สมใจ  จุดขายคือรวดเร็วแต่ถ้าพลาดก็อาจเร็วได้เหมือนกัน

2)                เอกชนได้ยิ่งยอด  หลายรายรู้เท่าไม่ถึงการคิดว่ามีหมอเชี่ยวชาญมาจากโรงเรียนแพทย์จะต้องดี  แต่ที่จริงแล้วไม่เสมอไปเลยครับสำหรับเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดและพร้อมที่สุดคือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิมากกว่า อาทิ จุฬาฯ,รามาฯ,ศิริราช ถ้ากลัวรอเป็นชาติเดี๋ยวนี้เขามีคลินิกนอกเวลาแล้วครับ

3)                ดูใหญ่โตน่าจะดี  มีสิทธิ์คิดได้ถ้าเป็นร้านอาหารแต่ร้านขายสุขภาพเช่นนี้ไม่ควรดูที่ใหญ่ครับ  เพราะหลายแห่งลงทุนหนักในดีไซน์และใช้ล็อบบี้หรูเป็นตัวกู้หน้า  ทว่าข้างใน โล่ง ก็มีเยอะครับ

4)                มีอินเตอร์เนชันแนลน่าจะใช่  ไม่เสมอไปครับ  บางที่มีอินเตอร์ฯแต่ชาติแปลกๆเดินกันให้ยุ่บและเป็นประเภท ซื้อทัวร์(สุขภาพ)” มากันก็เยอะเพราะเขามีการออกโร้ดโชว์ขายแพ้คเกจกันราวกับทัวร์เสิ่นเจิ้น,ฮ่องกง,ผู่ตง,มาเก๊าที่ต้องเข้ามาเยี่ยมชม ผ่านชม เข้าชมกันให้ครึ่ด  แล้วก็ได้ยามาหนึ่งถุงปุ๋ย

5)                ค่ารักษาแพงน่าจะดี  มองโรคในแง่ที่แสนดีมากเพราะหากแพงแล้วดีจริง  ยิ่งกินตุ๋นพระกระโดดกำแพงหม้อละหมื่นก็น่าจะฟื้นได้ทันที  ถ้าว่ายาดีต้องแพงก็ใช่แต่ก็ไม่น่าจะอั้พราคาต่างจากข้างนอกมากจนน่าสะดุ้ง  เรื่องยาเป็นเรื่องยุ่งครับเพราะยานอกใหม่ๆเอามาใช้เร็วไปจนเกิดพิษและต้องเรียกเก็บคืนก็เยอะมากครับ

6)                ยานอกต้องดีเสมอไป มียาใหม่ของเมืองนอกหลายขนานบอกว่าดีใช้กันเป็นปีจนเสียชีวิตไปแล้วค่อยบอกอุบอิบว่าขอเก็บคืน  แต่ชีวิตคืนไม่ได้นะครับ  ขออย่าทำน่ารักยอมตนเป็นหนูทดลองยาใหม่ไม่จำเป็น  เห็นขโมยซีนกันจนหนูทดลองแทบหมดอาชีพแล้ว

7)                ต้องได้อาจารย์  ดังที่บอกครับว่าคำนำหน้าไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป  ในฐานะที่เป็นอาจารย์คนหนึ่งเลยอยากให้ท่านที่รักทราบว่าอาจารย์ก็มีหลายแบบครับ  ขอให้เลือกคนที่ “ให้เวลา” คุยกับคนไข้จนสบายใจและหลังผ่าตัดมาดูแลด้วยตัวเอง  ถึงบอกว่าบางทีลูกศิษย์หมอที่ดีพอกับอาจารย์หรือเก่งกว่าอาจารย์ก็มีอยู่ถมไปครับ

ผมมีรุ่นน้องหมอที่รู้จักกันพาคุณแม่ถูกสุนัขกัดไปโรงพยาบาลเอกชนที่ตัวเองทำงานอยู่  ปรากฏว่าราคาวันแรกก็ออกมาหลักหมื่นแล้ว  อยู่ไปขำๆแค่ 2 คืนแต่ปาเข้าไปสองแสนกว่าบาท

เล่นเอาขนหัวลุก

แถมพกว่านี่ลดราคาแล้วเพราะลูกเป็นหมอ

ผลลัพธ์ที่ได้คือแผลยังดูลุคไล้ เละเพราะติดเชื้อแถม

เลยจำต้องรีบช่วยถีบตัวเองออกมาจากโรงพยาบาลก่อนไม่เช่นนั้นคงหมดอีกบาน  แล้วลองนึกดูเถิดครับถ้าเป็นคนทั่วไปอย่างเราๆท่านๆหรือแม้แต่ผมเองที่ไม่ใช่หมอที่นั่นก็คงกุมขมับ  ครั้นจะกลับบ้านไปหาคุณหมอคลินิกแถวบ้านก็คงสายไป

เพราะน้อยใจหนีไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนกันหมดแล้ว

 

………………………………………………………..

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

                                                                                                                                                drkrisda@gmail.com

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top