คิดแบบช้า…ช้า

 

เมื่อในนานมานี้ ผมประสบอุบัติเหตุขณะเล่นกีฬาฟุตบอลจนถึงขั้นผ่าตัดรักษาในโรงพยาบาล (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต)

และต้องเข้าเฝือกขาซ้ายไว้เป็นเวลา 6 สัปดาห์  ระหว่างการพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์เต็มๆ  ผู้เขียนพบว่านอกเหนือจากความสามารถในการเดิน (สองขา) ที่หายไปโดยสิ้นเชิงแล้วนั้น เพียงแค่การสัญจรไปมาระหว่างห้องพักไปยังสถานที่กายภาพบำบัดซึ่งต้องทำทุกวัน เพียงแค่ลงจากลิฟต์ชั้น 9 มากดลิฟต์ แล้วไปต่อโดยมีระยะทางเดินเท้าไปไม่เกิน 30 เมตร ตนเองก็ไม่สามารถกระทำได้แต่กลับต้องอาศัยบุรุษพยาบาลช่วยเข็นรถเข็นและอำนวยความสะดวกให้เป็นประจำทุกวัน วันละสองครั้งเช่นเดียวกับการลุกเดินลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำเพียงไม่กี่เมตร ก็ดูจะเป็นสิ่งยากลำบากเสียเหลือเกิน

มรณานุสติสำคัญที่ผู้เขียนได้คิด ได้นึก และได้รับตลอดการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และการปฏิบัติราขการแบบพิการขา (ชั่วคราว) ในสถาบันการศึกษา และการดำเนินชีวิตแบบสามขาในที่พักของตนเองคือ “ความช้า เพราะทุกขณะจิตในการดำเนินชีวิต ในการทำงาน และการประกอบกิจต่างๆ ผู้เขียนพบว่า เราไม่สามารถเดินเหินและดำเนินชีวิตได้เหมือนปกติด้วย Speed หรือความรวดเร็วตามการเคลื่อนไหวของโลกและเทคโนโลยีเหมือนที่เคยเป็นหรือเคยปฏิบัติเป็นการชั่วคราว เพราะทุกย่างก้าวในการเดินด้วยไม้เท้า แต่ละก้าว แต่ละก้าวที่เดินไป ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ต้องพินิจพิเคราะห์การวางตำแหน่งไม้เท้าอย่างระมัดระวังก่อนก้าวเท้าเดิน เพื่อมิให้ตนเองต้องพลัดตกหกล้มไปจนอาจจะบาดเจ็บซ้ำอีกได้ หรือแม้แต่ในการสัญจรด้วยรถเข็นที่ดูไม่น่าจะยากลำบากเท่าใดนัก ตนเองกลับพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่รถเข็นจะเคลื่อนที่ผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของพื้นที่อาคารไปอย่างสะดวกนุ่มนวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเปลี่ยนถ่ายระดับจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งซึ่งแม้จะมีความต่างระดับเพียง 1 เซ็นติเมตรหรือมีรอยแยกแตกที่พื้นเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ออกแบบสถานที่นั้นๆ มิได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบทางลาดเปลี่ยนระดับตามมาตรฐานแต่อย่างใด ก็จะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตในชีวิตของตนเองและผู้ช่วยเหลือเลยทีเดียว

ในทุกๆ รูปแบบการเคลื่อนที่ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนพบว่าตนเองต้องใช้เวลาเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งมากกว่าช่วงเวลาปกติไม่ต่ำกว่า 4-5 เท่า พร้อมๆ กับการใช้ความพยายามในการเคลื่อนที่อีกมากมายหลายเท่าเช่นกัน จนต้องกลับมาย้อนคิดว่าเพียงการเดินไม่กี่ก้าวที่เคยๆ ปฏิบัติ ตัวเราต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนพบว่า ด้วยเวลาที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ตนเองกลับมีความสามารถในการพินิจพิเคราะห์และรับรู้สภาพความเป็นไปต่างๆ ตลอดรายทางในการเดินหรือนั่งรถเข็นมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน สิ่งที่เป็นผลตามมาคือ เมื่อเราใช้เวลาเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น เรากลับมีสมาธิเพิ่มขึ้นเช่นกันจากการจดจ่อสิ่งรอบตัวระหว่างการเดินหรือนั่งรถเข็นที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ แวดล้อมได้ชัดเจนมากขึ้นไปจนถึงระดับรายละเอียดของรอยแตกเล็กๆ เท่าเส้นผมของพื้นหินขัด หรือการแตกบิ่นที่มุมกระเบื้องที่อาจทำให้สะดุดหกล้มได้ เช่นเดียวกับความรู้สึกสะเทือนจากล้อรถเข็นเมื่อพบการทรุดตัวหรือตกระดับของวัสดุปูพื้นต่างชนิด

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนหันมาย้อนถามตนเองว่า ในยามที่ตนเองขาปกตินั้น ในแต่ละวันเราเคลื่อนที่ชีวิตของเราด้วยสัญชาตญาณและความเคยชินไปอย่างรวดเร็วเกินไปหรือไม่ เราเลื่อนไหลไปตามกระแสโลกและสังคมเทคโนโลยีจนขาดการพินิจพิเคราะห์และไตร่ตรองที่ดีพอหรือไม่ และเราจะรีบไป… รีบไป… และรีบไปทั้งทางกายและทั้งความคิดไปเพราะอะไร

และที่สำคัญก็คือ เรากลับมิได้ใช้เวลาที่เหลือใช้จากความเร่งรับเหล่านี้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมหรือเปล่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำไมเราจึงไม่ใช้เวลาในชีวิตกับการกระทำต่างๆ ให้มากขึ้นสักเล็กน้อย เพื่อกลับมาทบทวนสิ่งที่เรากำลังจะกระทำลงไปเพื่อใช้เวลา ยั้งคิด และนำไปสู่ ยั้งทำ ให้มากขึ้นกว่าเดิม เช่นเดียวกับการย่างเท้าพร้อมไม้เท้าของผู้เขียน ที่ต้องสำรวจและไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนไปกับแต่ละก้าว แต่ละจุดที่วางไม้เท้า ก่อนจะก่อนย่างเท้าก้าวเดินในแต่ละก้าวของตนเอง

การคิดช้า..ช้า และการกระทำช้า…ช้าเหล่านี้ อาจทำให้เราเกิดพุทธิปัญญาใหม่ที่แตกต่างไปจากวิธีคิด” และวิถีเดิมๆ” ที่เคยเป็นอยู่ก็เป็นได้

ผลพลอยได้อีกประการในความช้าก่อนจะทำอะไรก็ตาม ยังจะทำให้มีสติมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสมองเห็นความสวยงามหลายๆ อย่างที่เราอาจมองข้ามไปในช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตตามความเร็วปกติ ทำให้รับรู้และไตร่ตรอง สภาพ และ สภาวะ ต่างๆ ทั้งจากผู้คน ธรรมชาติ และโลกแวดล้อมรอบตัวเรามากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังสามารถใช้จินตนาการเพิ่มเติมจนเห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น

เพียงแต่เราใช้เวลาคิดมากขึ้น และกระทำให้ช้าลง เท่านั้นเอง

ก่อนย่างเท้าก้าวต่อๆ ไปในชีวิตของท่าน ลองใช้เวลา (เดิน) ให้ช้าลง …………

……..แต่ใช้เวลา “คิด” ให้มากขึ้น ดีไหมครับ

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top