ชีวิต Freelance ใครว่าสบาย (1)

หลายท่านเมื่อเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน เมื่อทำงานประจำไปสักพักก็เริ่มเบื่อกฎระเบียบที่แสนจะจุกจิก  หยุมหยิม  วุ่นวายต้องใส่กางเกงสแลคเท่านั้น ห้ามไว้หนวดเครา  ไม่ให้นุ่งประโปรงสั้นกว่าเข่า ห้ามทำสีผมเกินสมควร ชีวิตส่วนตัวไม่อำนวยให้ทำงานประจำ  การโหยหาชีวิตอิสระ  อยากรับงานเองรับเงินเองเต็มเม็ดเต็มหน่วย  หรือแม้แต่การจราจรที่เข้าขั้นจลาจลของคนกรุงเทพฯ ที่กินเวลาการทำงานไปอย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง  จนทำให้ผู้ที่เพิ่งพ้นวัยเรียนและหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนไม่น้อยหันหลังให้กับบริษัทและมาทำงานอิสระ ที่เรียกกันว่า Freelance

Wikipedia ระบุ ความหมายของ Freelance ไว้ว่า คือ ผู้ที่มีอาชีพรับจ้างอิสระ ที่ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงาน หรือองค์กร หรือบริษัทใดๆ พนักงาน Freelance จะต้องจัดตารางเวลาการทำงานของตนเอง การรับเงินจากนายจ้าง ก็จะเป็นลักษณะใดก็แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานความพึงพอใจของทั้งฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง แสดงว่า หากท่านไม่ได้ทำงานประจำ และได้รับเงินจากนายจ้างตามที่ได้ตกลงกันไว้ก็ถือเป็น Freelance ทั้งสิ้น

ข้อดีของงาน Freelance ก็อย่างที่เราทราบกันดีค่ะ ท่านสามารถเลือกเวลาทำงานเองได้ตามความพอใจ  บริหารจัดการเวลาทั้งหมดในการทำงานได้เอง อยากไปเที่ยวต่างจังหวัดเมื่อไหร่ก็ได้  อยากจะไปทำธุระกับราชการก็แสนสะดวกสบาย อยากไปหาหมอ ไปเดินห้างสรรพสินค้า  ไปร่วมงานสัมมนาหรือนิทรรศการโปรดได้ตามความพอใจของท่านได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงระบบหรือระเบียบปฏิบัติ สามารถพักร้อนได้ตามใจปรารถนา แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายด้านเวลา  คือ วินัยในการทำงานและความรับผิดชอบที่ท่านจะต้องมี ไม่เช่นนั้นงานที่ท่านรับมาจะไม่มีคุณภาพหรือเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลาของผู้ว่าจ้าง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของท่าน อาจทำให้ท่านต้องเดินออกจากอาชีพอิสระได้ในอนาคต

รายได้ของ Freelance  ก็เช่นกัน  หากนับกันต่อชิ้นงาน  รายรับของ Freelance ย่อมมากกว่าพนักงานบริษัทอย่างเห็นได้ชัด  ส่วนหนึ่งเพราะว่านอกจากเงินเดือนแล้ว  บริษัทยังต้องมีสวัสดิการให้กับพนักงานเพิ่มเติมอีกมากมายหลายประการ   ขั้นต่ำก็ต้องจ่ายส่วนของนายจ้างสมทบเข้าประกันสังคม  ค่าสถานที่ในการทำงาน

แต่ถ้าจ้าง Freelance ผู้ว่าจ้างจ่ายตามข้อตกลงที่มีกับผู้รับจ้าง  เช่น รายชิ้นงาน  รายโครงการ เท่านั้น  ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนอื่นใดอีก ถึงแม้  Freelance จะมีค่าจ้างรายชิ้นสูงกว่าพนักงาน  แต่ต้องรับผิดชอบตัวเองทุกประการ  รวมไปถึงภาวะ “ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน” งานที่เข้ามาย่อมหมายถึงรายรับที่มากขึ้น  หากเมื่อใดที่งานไม่เข้า เงินก็ไม่เข้าตามไปด้วย  ซึ่งพนักงานบริษัทจะตรงกันข้าม  งานจะมีหรือไม่มี แต่เงินเท่าเดิมเสมอ  จึงถือได้ว่า พนักงานออฟฟิศมีความเสี่ยงต่ำกว่าและมีค่าตอบแทน (ต่อชิ้นงาน) ต่ำกว่าเช่นกัน ฉะนั้นสิ่งที่เหล่า Freelance ทั้งหลายต้องตระหนักให้มากคือ ความสม่ำเสมอของงาน ซึ่งหมายถึงความสม่ำเสมอของรายได้เช่นกัน ท่านต้องวางแผนในการทำงาน รวมถึงมีแหล่งงานที่ชัดเจนและมากพอ

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นของผู้ที่ต้องการจะเป็น Freelance คือ  ความสามารถที่หลากหลายค่ะ  ถ้าท่านเป็นศิลปินที่มีสังกัด ก็มีคนช่วยทำการตลาด  หางานป้อนให้กับท่าน  ให้ท่านมีงานทำตลอด(แต่ถูกหักค่าหัวคิว) หากท่านตัดสินใจเป็นศิลปินไม่มีสังกัด  ท่านก็ต้องรู้จักการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง โฆษณา  ทำการตลาด เสนอการขาย  ต่อรองราคาและเงื่อนไข  ปิดการขาย ทำงานตามขั้นตอน  ผัดผ่อนลูกค้า  เก็บเงิน  ติดตามทวงหนี้  นำเงินเข้าบัญชี  การทำรายรับรายจ่าย  การเสียภาษี

นอกจากจะต้องทำทุกอย่างในลักษณะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้ว  Soft Skills ก็เป็นสิ่งที่ Freelance ต้องมีเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจ  ภาวะผู้นำ  การจูงใจ  การโน้มน้าวใจ  เทคนิคการสื่อสาร  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  ทักษะการฟัง

หมดเนื้อที่เสียแล้ว  คราวหน้าเรามาคุยกันต่อเกี่ยวกับการบริหารเงินของ Freelance กันค่ะ

 

S Office by @supamas,  S Magazine Issue 71 July 6 – July 12, 2011

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top