อวัสดา ปกมนตรี พิธีกรอาชีพ

สุรนันทน์ : ทำอย่างไรถึงยังสวยเสมอได้

อวัสดา : ต้องดูแลตัวเองค่ะ

สุรนันทน์ :  ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานพิธีกรเลยหรือไม่

อวัสดา : ใช่ค่ะ ต้องทำให้เป็นนิสัยเลยค่ะ เหมือนกับว่าถ้าเราจะเป็นพิธีกร เราก็ต้องติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไปพบปะผู้คน ศึกษาหาข้อมูล เพื่อที่จะมาเป็นพิธีกร เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องมาควบคู่กัน เพราะว่าคนดูเขาก็ต้องการดูอะไรที่สดชื่น อย่างน้อยก็ดูแล้วต้องน่าดู อาจจะไม่ต้องสวยมากแต่ว่ามองแล้วเจริญหูเจริญตา

สุรนันทน์ : คุณอวัสดาทำงานด้านพิธีกร ด้านสื่อสารมวลชนมากี่ปีแล้วครับ

อวัสดา : นานมากค่ะ ตั้งแต่อายุประมาณ 20

สุรนันทน์ : เริ่มต้นที่ไหนครับ

อวัสดา : เริ่มต้นที่ช่อง 9 ค่ะ  สมัยนั้นยังเป็นแจ้งรายการ

สุรนันทน์ : เสมือนกับว่าถ้าทำงานอยู่ในออฟฟิศก็เริ่มตั้งแต่พนักงานส่งของหรือเสมียนเลย สำหรับการอ่านข่าวต้องเริ่มอย่างไร

อวัสดา : เริ่มตั้งแต่ขั้นต้น อย่างน้อยก็ต้องพยายามที่จะศึกษาหาความรู้ก่อน

สุรนันทน์ : ทำไมถึงสนใจ

อวัสดา : เพราะว่าช่วงที่อยู่โรงเรียน และก่อนที่จะสอบเอ็นทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัย อาชีพนี้เป็นอาชีพที่กำลังนิยมมากๆ สมัยนั้นเป็นยุคของทีวี และข่าวทีวีก็จะเปิดศักราชกัน ช่วงนั้นจะมีการรายงานข่าวของทีมงาน ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

สุรนันทน์ : กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนยุคของทีวี

อวัสดา : จะมีบริษัทที่ชื่อแปซิฟิค ซึ่งโด่งดังมาก หลายคนดูข่าวจากที่เคยมีผู้ประกาศข่าวมานั่งอ่านข่าวตัวแข็งๆ ก็ได้เห็นการรายงานข่าว มีการออกพื้นที่ และข่าวก็มีสีสันน่าดูมากขึ้น ก็เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของเด็กในยุคนั้นเลยค่ะ

สุรนันทน์ :  ไปสมัครเองหรือไม่

อวัสดา : เราก็เรียนด้วย และมาแจ้งรายการด้วย

สุรนันทน์ : นานหรือไม่ กว่าจะได้มานั่งอ่านข่าว

อวัสดา : ไม่นานค่ะ ช่วงนั้นก็ถือว่าโชคดี ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตของแต่ละคน

สุรนันทน์ : ช่วงนั้นธุรกิจเปิด ตำแหน่งเยอะ

อวัสดา : แต่ว่าไปเข้าอยู่ในส่วนของ อสมท. สมัยนั้นเป็น อสมท.ไม่ได้เป็นบริษัท ก็เป็นองค์การสื่อสารมวลชน เป็นรัฐวิสาหกิจ

สุรนันทน์ :  ต้องตรียมตัวอย่างไรบ้าง

อวัสดา : ตอนนั้นยังเด็กมาก และการอ่านข่าวในยุคนั้นเขาก็เพิ่งเริ่ม อย่างที่บอกว่าตอนฝึกงาน ตอนทำงานใหม่ๆ เราก็เริ่มตั้งแต่แจ้งรายการข่าว 4 โมงเย็น ก็ไม่เชิงเป็นข่าว เป็นการแจ้งรายการ ก็ว่ากันไปเรื่อยๆ  พอเราเริ่มทำงานเขาก็ให้ไปอ่านข่าวภาคดึกก่อน คำว่า ดึก ก็คือ 5 ทุ่ม แต่สมัยก่อนเวลาไม่ได้ลงล็อคอย่างนี้ ข่าวจะต้องเข้า 5 ทุ่ม บางครั้งเป็นเที่ยงคืนก็มี เลยหลังจากเที่ยงคืนก็มี ก็ต้อง สแตนบายกันตลอด เช้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

สุรนันทน์ : อย่างเด็กรุ่นนี้ใหม่ๆ ก็เริ่มที่ตีหนึ่งก่อน

อวัสดา : ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการเตรียมตัว หาเวลานอนให้พอ เพราะเช้าเราก็จะต้องมาแล้ว เพราะสมัยนั้นยังเป็นรัฐวิสาหกิจ เราก็ต้องมาตอกบัตร

สุรนันทน์ : ไม่ว่าจะสมัยนั้นหรือว่าสมัยไหนก็ตามต้องดูแลตัวเองและศึกษางานเอง อย่างศึกษาวิธีการที่จะเป็นพิธีกรที่ดี คนอ่านข่าวที่ดี อย่างวันนี้ที่เป็นพิธีกรที่พูดได้โดยไม่ต้องมีสคริปต์ ต้องทำอย่างไร

อวัสดา : ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ เพราะการอ่านหนังสือถือว่า สำคัญที่สุด และจดจำในสิ่งที่จำเป็น สำหรับการที่เราจะนำมาใช้ในการดำเนินรายการหรือว่าจะมาเขียนอะไรก็ตาม อาจจะจำสำนวน จำเรื่องราว และในขณะเดียวกันจำอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องคิดด้วย ประมวลออกมา และต้องวิเคราะห์ให้ได้ด้วยว่า เรื่องที่เราทำมีอะไรที่น่าจะเพิ่มเติมมาให้คนดูได้ประโยชน์ เพราะว่างานของเราไม่ใช่งานที่จะทำเพื่อส่งนาย เราไม่ใช่เลขาฯ เราทำงานส่งประชาชน เขาต้องดูเรา เขาจะบริโภคสิ่งที่ได้จากเรา อย่างสมมติเราเป็นเจ้าของรายการเอง และหากว่าคนดูดูไม่สนุก และรู้สึกว่าการดูรายการเราแล้วได้ประโยชน์อะไร เราก็ขายโฆษณาไม่ได้ สถานีเขาก็ไม่พิจารณาที่จะเอารายการเราออกอากาศ

สุรนันทน์ :  ศึกษาได้ทุกเรื่อง พูดได้ทุกเรื่อง และพูดข่าวได้ทุกเรื่องหรือไม่

อวัสดา : ก็ได้เกือบทุกเรื่องค่ะ เพราะว่าเป็นคนที่มีความสนใจในหลายๆ อย่าง และโชคดีที่อยู่ในหลายสังคมด้วยกัน เช่น ข่าวเศรษฐกิจก็เข้าใจ หุ้นก็เข้าใจ สังคมไฮโซก็เข้าใจ ก็ได้หลายประเภท อาจจะไม่ชำนาญทางด้านกีฬา แต่ตอนสมัยที่อยู่ช่อง 9 เขาก็เคยชวนอ่านข่าวกีฬา แต่คิดแล้วก็คือ เป็นคนชอบเล่นกีฬา แต่ว่าเล่นไม่เก่งเลยสักอย่าง และก็ไม่ได้ชอบอะไรมากเป็นพิเศษ เป็นส่วนตัว ก็เลยไม่รับงานนั้น สนใจทางด้านอื่นมากกว่า  เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม

สุรนันทน์ :  เคยจัดรายการวิทยุด้วย เอฟเอ็ม 101

อวัสดา : ใช่ค่ะ 13 ปี

สุรนันทน์ : วิทยุกับโทรทัศน์ต่างกันหรือไม่

อวัสดา : วิทยุเป็นความสุขเพราะว่า เราได้พูดคนเดียว ไม่มีใครแย่งพูด อาจจะผู้ร่วมรายการช่วยพูด แย่งกันทะเลาะกันบ้าง ฉันจะพูดอย่างนั้นเธอจะพูดอย่างนี้ อาจจะแย่งกันพูดบ้าง แต่ว่าเป็น Happy Life เราตื่นขึ้นมาเราก็ได้คุยกับเพื่อน ได้คุยกับคนทางบ้าน จนถึงทุกวันนี้ หลายคนก็บอกว่า เราสนิทกันมากเลยทั้งๆ ที่เราไม่เคยเจอกัน เพราะว่าฟังทุกเช้า 13 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพิเศษ และเราพูดอะไรเขาก็จะมีความเชื่อมั่น

สุรนันทน์ : แต่ก็ไม่เหมือนอ่านข่าวใช่หรือไม่ เพราะว่าอ่านข่าวจะต้องมีสคริปต์ วิทยุจะต้องมี สคริปต์หรือไม่ครับ

อวัสดา : ก็ Improvise เลยค่ะ

สุรนันทน์ : เราอ่านหนังสือพิมพ์หรืออะไรก็คุยไปเลย

อวัสดา : บางวันก็ไม่ได้อ่านค่ะ ขับรถไปไม่ทัน ก็จำเอาว่าเมื่อคืนนี้เห็นอะไรบ้างก็คาดเดาเอา เสร็จแล้วก็ต้องเร่งศึกษาเดี๋ยวนั้น และวิเคราะห์ไป

สุรนันทน์ : ถือว่าเป็นเคล็ดลับเหมือนกัน เลือกอย่างไรว่าข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวที่น่าสนใจ

อวัสดา : เราจะต้องไปหาอะไรมาเพิ่มเติมด้วยนะคะ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในหนังสือพิมพ์แล้วเอามาเล่า ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนกับทำงานแล้วเอาเปรียบเขา ไม่ซื่อสัตย์ เราก็ต้องไปศึกษาคุยกับคนนั้นคนนี้ เราได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงที่เราออกทีวีมานาน จัดรายการวิทยุมานาน มีการสัมภาษณ์ มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น รู้จักคน บางเรื่องเราสามารถโทรศัพท์ไปคุยได้ หรือบางที่เรามีงานตอนเย็น ตอนกลางวันเราเจอคนเราคุยได้ หรือว่าบางเรื่องเราไม่เข้าใจ เรามีคนที่จะเป็นที่ปรึกษาหรือโทรศัพท์ไปสอบถามอาจารย์ต่างๆ ให้สอนเราได้

สุรนันทน์ : ความสัมพันธ์ที่ดีก็สำคัญ

อวัสดา : สำคัญมากค่ะ

สุรนันทน์ : เราต้องมีเหมือนกับนักข่าวที่ต้องมีแหล่งข่าวหรือไม่ครับ

อวัสดา : เหมือนกันค่ะ  ลักษณะของคนประเภทอย่างพวกเรา จะต้อง Friendly คุยกับใครก็ต้องสนุกสนาน

สุรนันทน์ : ไม่ชอบหน้ากัน ก็ไม่คุยกันไม่ได้

อวัสดา : ก็มีบ้าง ไม่คุยบ้าง แต่ว่าหลักๆ ก็คือ เรามองโลกในแง่ดี  คิดว่าทุกคนมีความจำเป็นในสิ่งที่เขาต้องทำ จบอักษรศาสตร์ การละคร ไม่ได้เรียนนิเทศศาสตร์มา และตรงนี้สิ่งหนึ่งที่เรียนมา เขาสอนให้คิดว่า ถ้าเกิดว่าเราคือคนคนหนึ่ง เราทำอย่างนี้เพราะอะไร อะไรทำให้เราทำอย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นการดีอย่างหนึ่งที่ทำให้เราหัดที่จะเข้าใจคนอื่นๆ ว่า อันนี้เขาทำเพื่อต้องการความอยู่รอดนะ เขาทำเรื่องนี้เพราะอะไร และเราก็จะเห็นใจเขาเองว่า เขาจำเป็นต้องทำอย่างนี้ และเราก็จะไม่โกรธมาก

สุรนันทน์ : สิ่งเหล่านี้ก็จะตกผลึกอยู่ในตัวเรา ในสมองเรา เวลาอ่านข่าวแล้วเอามาต่อกันได้อย่างไร

อวัสดา : เป็นกิจวัตรที่ทำทุกวันค่ะ จนแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่ได้จัดรายการมา 2 ปีแล้ว รายการวิทยุก็ยังตามข่าวทุกวัน เช้าก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ อ่าน Internet  ดูทีวี

สุรนันทน์ : เป็นความเคยชินไปและเราก็ต่อติดเรื่องพวกนี้ ก็ทำให้เราคุยต่อได้ อันนี้ก็เป็นทักษะที่ต้องมีไว้ แต่ว่าในขณะเดียวกันตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ใช่แค่วิทยุ โทรทัศน์ อย่างสมัยที่เราโตๆ กันมา มี Internet มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามา มี Twitter, Facebook  ซึ่งคุณอวัสดาก็มี ของพวกนี้ทำให้งานอย่างพวกเรา ผิดไปแค่ไหน แตกต่างไปอย่างไร

อวัสดา : เดี๋ยวนี้พอรายการ On Air แล้วจะต้องรีบเอามาโพสต์เข้า Facebook เลยค่ะ แล้วก็ Share ไป เพื่อที่จะทำให้ฐานคนดูเพิ่มมากขึ้น

สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้จักที่จะใช้เครื่องมือพวกนี้

อวัสดา : ก็ต้องใช้ เพราะว่าถ้าเราไม่ใช้เราก็ตามคนอื่นไม่ทัน ต้องทันสมัย และเป็นสิ่งที่ทำให้เราวิเคราะห์ข่าวได้ลึกซึ้งมากขึ้น และก็ไม่ต้องไปนั่งหา เมื่อก่อนจะต้องไปหาไฟล์ หาอะไร เดี๋ยวนี้หาใน Internet แป๊บเดียวก็ได้เรียบร้อย ทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น ง่ายขึ้น

สุรนันทน์ : ทำงานง่ายขึ้น แต่ก็ยังออกงานมากกว่าปกติ

อวัสดา : ค่ะ เพราะว่าทำงานข่าวสังคม Society ก็ต้องไป

สุรนันทน์ : ชอบอะไรมากที่สุด การเมือง เศรษฐกิจ สังคม

อวัสดา : ชอบหมดทุกอย่างค่ะ สนุกทุกอย่าง ทุกวันนี้ก็ยังเล่นหุ้นอยู่ ยังลงทุนในทุกรูปแบบ ที่เขามีออกมา ไม่ว่ากองทุนใดก็ตอบได้หมด ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ เรื่องเศรษฐกิจก็ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน

สุรนันทน์ : นี่คือทัศนคติในการใช้ชีวิต ซึ่งเรามีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ฝืนตัวเอง เพราะฉะนั้นใครที่สนใจเรื่องพวกนี้จะต้องมีใจรักด้วย

อวัสดา : ต้องมีใจรัก และโชคดีที่ครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ มีความสนใจในหลายส่วนด้วย

สุรนันทน์ : เมื่อก่อนตื่นเช้าๆ มาจัดรายการเช้า เดี๋ยวนี้ก็ยังตื่นมาทำงานทุกวันอีก เบื่อหรือไม่ รู้สึกว่าไม่อยากหรือไม่

อวัสดา : ไม่ค่ะ ทุกวันก็ยังรู้สึก Happy ที่จะมาทำงาน อย่างน้อยต้องเข้า Office ทุกวัน

สุรนันทน์ : ตอนนี้มีรายการที่ไหนบ้าง

อวัสดา : ที่ TNN24  มีรับผลิตและทำ PR เขียนสกู๊ป  เป็นคอลัมนิสต์ข่าวสังคมบ้างเล็กๆ น้อยๆ และทำงานอย่างอื่นบ้างที่สนใจ

สุรนันทน์ : ถ้าจะให้ฝากคนที่สนใจจะเป็นพิธีกรจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ

อวัสดา : อย่างน้อยที่สุดก็ต้องพยายามหาโอกาสก่อน เดี๋ยวนี้โอกาสมาง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะมาก เมื่อก่อนคนอ่านข่าวก็จำกัด อะไรก็จำกัดหมด สถานีก็จำกัด เดี๋ยวนี้สถานีมีมากจนจำแทบไม่ได้ เคเบิลมีเป็นร้อยๆ ช่อง และก็มีช่องทางเยอะ เช่น การประกวดต่างๆ ก็สามารถไปเริ่มจากตรงนั้นได้ คือ ต้องสร้างโอกาสให้ตนเองก่อน และอย่างน้อยคือมีความสนใจที่จะทำอะไรก็หาความรู้ให้ดีและไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

…………………………………….

S People by Suranand Vejjajiva

S Magazine Issue 68   June 15-21, 2011

Related posts:

  1. อวัสดา ปกมนตรี รายการ คุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Saturday Talk สัมภาษณ์ คุณอวัสดา...
  2. N@tty Cake โดย นภาวดี (แน็ต) และ ปุณยนุช (น็อต) พยัคฆโส N@tty Cake โดย นภาวดี พยัฆคโส (แน็ต) และ ปุณยนุช พยัคฆโส (น็อต)...
  3. รู้จัก iPad ตอนที่ 1 รู้จัก iPad ตอนที่ 1 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Saturday...
  4. ลูกไก่ทอง ตอนที่ 1 ลูกไก่ทอง ตอนที่ 1 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Style Unlimited...
  5. ลูกไก่ทอง ตอนที่ 2 ลูกไก่ทอง ตอนที่ 2 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Style Unlimited...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top