ผังล้มเจ้า

ช่วงการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นเมื่อปีที่แล้ว ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ “ศอฉ.” ได้แถลงข่าวเปิด “ผังขบวนการล้มเจ้า” ซึ่งต่อมา นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฟ้อง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

และในที่สุด อาจารย์สุธาชัย ก็ได้ถอนฟ้อง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โดยได้แถลงข่าวแจงเหตุที่ถอนฟ้องว่า “หลังจาก พ.อ.สรรเสริญ ได้แถลงยอมรับต่อศาลว่า ผังขบวนการล้มเจ้าเป็นแค่การโยงบุคคลต่างๆ ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น มิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น”

โดย พ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่สาม ได้แถลงต่อศาล ดังนี้

“ประการที่หนึ่ง ศอฉ .ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง”

“ประการที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า มี “สตรีสูงศักดิ์” โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ. อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามเป็นความจริง ศอฉ. ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สังคมได้รับทราบความจริงเป็นเช่นไร”

“นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ. ก็ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบเพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม”

“ประการที่สาม ในช่วงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ข้าฯได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าไม่เป็นความจริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้าย “สตรีสูงศักดิ์” คนดังกล่าว โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมี คุณดา ตอร์ปิโด กับ คุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้งสองคนนี้มีหมายจับไว้แล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของ ศอฉ.ได้มีมติของ ศอฉ. ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อีกษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา”

“ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น”

“แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของ ศอฉ. ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา”

“ทั้งนี้ ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เมื่อโจทก์ (นายสุธาชัย) รับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่สาม (พ.อ.สรรเสริญ) ที่ลงนามยอมความ จึงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่สามในที่สุด”

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีการใช้ “กระดาษแผ่นเดียว” เป็นข้ออ้างหลักฐานในการทำลายบุคคล และแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองมาแล้วในอดีต แต่ความเสียหายที่กระดาษแผ่นนี้ซึ่งปรากฏการขีดเขียนผังเชื่อมโยงที่เป็น “ขบวนการล้มเจ้า” นั้น ทำความเสียหายไม่เฉพาะกับตัวบุคคลที่ปรากฏชื่อถูกเชื่อมโยงเท่านั้น

แต่ยังเป็นเครื่องมือให้การสร้างกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อและสร้างความเกลียดชังในสังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน

ความรับผิดชอบจึงไม่จบที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เท่านั้น!!

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2554

 

 

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top