หนุนเด็กไทยไร้พุง ออกกำลังกายรีดส่วนเกิน

ปัญหาเรื่องโรคอ้วน ที่เคยเป็นปัญหาจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่วัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ ปัจจุบันกลับพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อยู่ในภาวะมีน้ำหนักเกินมากถึง 22 ล้านคนทั่วโลก!! และกำลังแพร่ไปอย่างมากในประเทศกำลังพัฒนา

ตัวอย่างเช่นในประเทศไทย เด็กอายุระหว่าง 5-12 ปี มีเด็กที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจาก 12.2% เป็น 15-16% ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี พ.ศ. 2538 พบว่า เด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบลงมา จำนวน 17.6% มีภาวะน้ำหนักเกิน และในจำนวนดังกล่าว พบว่ามีจำนวนถึง 5.4% ที่เป็นโรคอ้วน นอกจากนั้นเด็กวัยก่อนเรียนที่เป็นโรคอ้วน มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 5.8% ในปี พ.ศ. 2541 เป็น 7.9% ในปี 2544 และจากประมาณการสถานการณ์โรคอ้วนในเด็ก ในเวทีสมัชชาสุขภาพโลก ครั้งที่ 63 ระบุว่ามีเด็กอ้วนกว่า 42 ล้านคนทั่วโลก และ 35 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

รศ.ดร.ประพัฒน์ ลักษณพิสุทธิ์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ปัญหารอบเอวขยายไม่ยอมหด ตั้งแต่เด็กจนโตไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะภาวะน้ำหนักเกิน ที่แพร่ไปทั่วโลกนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งโรคร้ายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูกและข้ออักเสบ และโรคเรื้อรังอื่นๆ ซึ่งล้วนกระทบถึงศักยภาพของประเทศทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เรื่อยไปจนกระทั่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม จนกลายเป็นที่มาของการรณรงค์ขับเคลื่อนในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อสลายไขมันส่วนเกินอย่างจริงจัง ถึงขั้นที่องค์การอนามัยโลกต้องจัดทำยุทธศาสตร์ระดับโลกเรื่องอาหาร กิจกรรมทางกาย และสุขภาพ พ.ศ. 2547 และแผนปฎิบัติการลดโรคไม่ติดต่อปี พ.ศ. 2551 ขึ้น เพื่อระงับปัญหาที่สาเหตุ

“ประเทศไทยเองได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคอันเกิดจากภาวะน้ำหนักเกิน นี้เช่นกันเพราะตระหนักถึงภัยเงียบของรอบเอวที่ขยันขยายแต่ไม่ยอมหด ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำ “ประเด็นยุทธศาสตร์สายส่งเสริมสุขภาพ พ.ศ.2552-2554” โดยมีแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาโรคอ้วนคนไทย (คนไทยไร้พุง) เป็นแผนหนึ่งในประเด็นฯ ดังกล่าว ซึ่งกรมอนามัยต้องการให้มีผลจุดหมายปลายทางการแก้ไข ภายในปี พ.ศ. 2554 โดยพุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหาร และออกกำลังกายมาใช้ในชีวิตประจำวัน”

รศ.ดร.ประพัฒน์ กล่าวต่อว่า การให้การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในยุทธศาสตร์พิชิตพุง ทั้งในด้าน “ความรู้” หรือ “ทฤษฎี” โดยต้องให้เกิดการเรียนรู้ในด้าน “ทักษะหรือการปฏิบัติ” และด้าน “ทัศนคติหรือเจตคติ” ทั้ง ด้านโภชนาการและด้านการออกกำลังกาย เพราะการสั่งห้าม หรือสั่งให้ปฏิบัติ ไม่ใช่วิถีทางที่ยั่งยืนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่ แต่ควรบ่มเพาะพฤติกรรมการบริโภคอย่างสมดุลและรักการออกกำลังกาย ให้เกิดเป็นนิสัย จึงจะเป็นการขจัดปัญหาที่ต้นเหตุ

“หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นยังขาดในส่วนของการสร้าง เสริมความตระหนักในคุณค่าของอาหาร การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพและครบหมู่อาหารหลัก ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย  นอกจากนี้จำนวนชั่วโมงเรียนสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ยังมีน้อย เมื่อเทียบกับเวลากว่า 8 ชั่วโมง ที่เด็กอยู่ในสถานศึกษา ซึ่งไม่เพียงพอที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคและการออกกำลังกายของเยาวชน เห็นได้จากจำนวนชั่วโมงพลศึกษาโดยเฉลี่ยมีเพียง 1 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ สำหรับเด็กในระดับประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และหดสั้นลงเหลือเพียงครึ่งชั่วโมงโดยเฉลี่ยต่อ 1 สัปดาห์ สำหรับเด็กในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในขณะที่วิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน หรือ American College of Sport Medicine (ACSM) ได้แนะนำไว้ว่า เกณฑ์ด้านความถี่ในการออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายอย่างมี ประสิทธิภาพ ควรมีการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอยู่ที่เฉลี่ย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ในขณะที่เกณฑ์ด้านเวลาในการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องต่อครั้ง นั้นควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 15 นาที”

ทั้งนี้ การ ‘ให้’ การศึกษา และปรับเปลี่ยน ‘วิธี’ การ ให้การศึกษาต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและ สุขภาวะของบุคคล อาทิ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม  ค่านิยม การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่า และพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย ศักยภาพทั้งด้านกายภาพและเศรษฐกิจของบุคคล หรือผู้ปกครอง (ในกรณีของพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายของเด็ก) ด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน สู่ปัญหาภาวะ “โรคอ้วน” อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยการบูรณาการศาสตร์ และการปฏิรูป ‘วิธี’ การ ให้การศึกษา ด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย ตลอดจนการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมอื่นอันมีส่วนกำหนดพฤติกรรมของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักในคุณค่าของอาหาร การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสม ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อให้เด็กได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายและเล่นกีฬา

“คุณครูควรจะให้เด็กได้ประกอบกิจกรรมทางกายก่อน อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการออกกำลังกาย เมื่อเด็กได้ออกกำลังกายแล้ว เด็กก็จะออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้ แต่อาจจะยังไม่มีทักษะหรือความชำนาญมากนัก สามารถสร้างความสนุกสนานและเล่นกับเพื่อได้บ้าง และแล้ว… เมื่อเด็กมีความสนใจในกีฬาหรือชนิดของการออกกำลังกายที่ตนเองถนัด สนใจ สามารถเล่นได้อย่างชำนาญ หมั่นฝึกซ้อม และได้ออกไปหาประสบการณ์การแข่งขัน ก็ถือได้ว่า เด็ก…ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็น เมื่อนั้น อนาคตของเด็กไทย…ไร้พุง…ถาวร…อย่างแน่นอน” รศ.ดร.ประพัฒน์ กล่าวในที่สุด

 

ที่มาของภาพ :

http://www.google.co.th/search?hl=th&biw=1440&bih=689&tbm=isch&sa=1&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2&oq=%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2&aq=f&aqi=&aql=&gs_sm=e&gs_upl=79232l79769l0l4l3l0l0l0l0l0l0l

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สสส.

Related posts:

  1. คลังยันเศรษฐกิจไทยปี 54 ยังขยายตัว 4-5%   (มติชน ออนไลน์ 4 เมษายน 2554) นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทย...
  2. ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่าย เมื่อเป็น “รัฐบาล” ไม่ว่าจะเป็นใคร พรรคใด ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและวิธีพิเศษ เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้อง “ปกป้อง” ผลงานของตน และพยายามที่จะนำเสนอข้อมูล เรื่องราว...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top