1 ปี 19 พฤษภา

วันนี้เป็นวันครับรอบ 1 ปี เหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้อำนาจของ “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” สั่งกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ หลังจากที่ตลอดสัปดาห์ก่อนหน้านั้นมีการปิดล้อม “กระชับพื้นที่” และทำให้มีผู้เสียชีวิต ตลอดจนได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจาก “สไนเปอร์” และอีกหลายสาเหตุจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

แต่วันที่ 19 นั้น รัฐบาลถือเป็นวัน “เผด็จศึก” ซึ่งน่าเสียใจที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในวันนั้น ทั้งยังมีการปิดท้ายด้วยการเผาอาคารห้างร้าน โดยรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ “คนเสื้อแดง” และการยิงกันที่บริเวณวัดปทุมวนาราม ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่บนรางรถบีเอสเบื้องบน

แต่ไม่ว่าใครจะทำอะไรในช่วงเวลานั้นเมื่อปีที่แล้ว ที่น่าเศร้าใจกว่าคือจนบัดนี้ผ่านไป 1 ปีเต็ม “ความจริง” ยังไม่ปรากฏ ซึ่งไม่ใช่ความจริงของมุมมอง แต่ที่เรียกร้องคือความจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้จากประจักษ์พยานหลักฐาน

เพราะถึงแม้รัฐบาลจะมอบหมายให้ “ดีเอสไอ” หรือ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” เป็นผู้ดำเนินการสอบสวน แต่กลับไม่มีความคืบหน้านอกจากการแถลงข่าวซ้ำซาก ว่าส่วนหนึ่งของผู้เสียชีวิตมีสาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ และอีกส่วนหนึ่งมาจากคน “เสื้อแดง” หรือ “เสื้อดำ” ที่เป็นแนวร่วม ไม่แสดงหลักฐานความชัดเจนใดๆมากไปกว่านั้น และไม่มีขั้นตอนกระบวนการตลอดจนระยะเวลาที่ชัดเจนที่จะนำมาซึ่งการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม

หรือแม้แต่คณะกรรมการ “ค้นหาความจริง” ที่รัฐบาลตั้งขึ้นและมี ดร.คณิต ณ  นคร เป็นประธาน ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐต่างๆเช่นเคย และบัดนี้กลับเงียบลงทุกวัน ไม่ปรากฏรายงานใดๆ ซึ่งควรจะ “อายฝรั่ง” อย่าง Human Rights Watch หรือ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ที่ไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 94 คน และจัดทำเป็นรายงานแจกแจงอย่างชัดเจน โดยมีข้อสรุปสำคัญที่เน้นถึงการใช้กำลังทหารที่รุนแรงและเกินความจำเป็นของฝ่ายรัฐเป็นหลัก ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายของความขัดแย้งก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันไป

เมื่อรัฐบาลไทยไม่ตรวจสอบ ดำเนินการหาข้อเท็จจริงอย่างรัฐบาลในประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมทำให้เกิดความค้างคาใจ ไม่ไว้ใจกัน แล้วความปรองดองจะมีได้อย่างไร แต่หากความจริงปรากฏ  “ความบาดหมาง” อาจลดลงได้ และเปิดลู่ทางนำไปสู่การพูดคุยเจรจา และร่วมลดความขัดแย้ง พาการเมืองเข้าระบบ เคารพกฎกติกาตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่สำคัญต้องเห็นใจญาติพี่น้องครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้งช่วงวันที่ 10 เมษายน ก่อนหน้าการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ด้วย หากมีคนที่สนิทชิดเชื้อเสียชีวิต หรือบาดเจ็บพิการ การได้รับรู้ความจริงของสาเหตุการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บนั้น ตลอดจนเห็นการลงโทษผู้กระทำผิดเกินเลย เป็นการเยียวยาที่ดีที่สุด ไม่มีเงินชดเชยจำนวนใดๆจะแก้ไขได้ดีเท่า

และหากสังคมไทยปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป เสมือน “ซุกไว้ใต้พรม” อีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในอดีต โดยคิดแบบไทยๆว่าเดี๋ยวก็ลืมๆกันไป “เกี้ยเซียะ” และเกรงใจกันไป จริงอยู่เวลาผ่านนานเข้า เรื่องราวอาจไม่ได้พื้นที่ข่าว แต่ความเจ็บแค้นยังคงอยู่ และสังคมก็จะไม่ได้บทเรียนใดๆ นอกจากความคิดผิดๆว่า เมื่อมีอำนาจจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ เพราะเอาผิดไม่ได้ ผู้นำไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ และฆาตกรลอยนวล

อีกทั้งกลไกที่ควรได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินก็ไม่มีการพัฒนาขึ้น ในเมื่อไม่ยอมรับว่า “มีปัญหา” แนวทาง “แก้ไข” และ “เยียวยา” ย่อมไม่มีหรือมีก็ไม่ถูกจุด

ขั้นแรกของการเรียนรู้ คือ ต้องยอมรับความจริง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งต้องพร้อมแสดงความรับผิดชอบ ผู้นำต้องพร้อมเสียสละ ความยุติธรรมต้องมี และการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรม ประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ต้องอยู่ในกติกาตามระบอบประชาธิปไตย และการใช้สิทธิเสรีภาพต่างๆต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ไม่เช่นนั้นลูกหลานไทยย่อม “ถูกสาบ” ให้ต้องย่ำอยู่กับที่ ทำผิดซ้ำซาก การเมืองไทยเป็นวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้ง รัฐประหาร และนองเลือด ไม่รู้จบ ดั่งอมตะวาจาที่ว่าของ George Santayana ที่ว่า “ผู้ที่ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ จะถูกสาบให้ทำผิดซ้ำ” (Those who cannot learn from history are doomed to repeat it)

มาร่วมกันเรียกร้องทำความจริงให้ปรากฏ ขอความเป็นธรรมให้กับผู้สูญเสีย และปลดปล่อยคนไทยจากวงจรอุบาทว์นี้ให้ได้!!

 

คอลัมน์ “ซอยสวัสดี” ตอน “1 ปี 19 พฤษภา” หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 19 พฤษภาคม 2554

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top