1 ปี สี่แยกคอกวัว

1 ปี สี่แยกคอกวัว

เมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณสี่แยกคอกวัว มีการปะทะกันระหว่างกำลังทหารของรัฐบาล กลุ่ม “ชายชุดดำ” และประชาชน “เสื้อแดง” ที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนิน อันเป็นเหตุให้มีประชาชน เจ้าหน้าที่ และนักข่าว เสียชีวิตรวม 26 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

ในจำนวนนั้นมี พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ. พล. ร.2 รอ. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต นักข่าวช่างภาพชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์

ทั้งเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวยังเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่มีอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 จากการปิดล้อม “กระชับพื้นที่” ของรัฐบาลต่อผู้ประทวงกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกราชประสงค์ การที่มี “สไนเปอร์” ลอบยิงประชาชนที่พยายามฝ่าวงล้อมเข้าไปในบริเวณที่ชุมนุม การลอบสังหาร พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” บริเวณศาลาแดง ต่อหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

จนถึงการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม การเสียชีวิตของนักข่าวต่างประเทศอีกคนหนึ่ง คือ นายฟาบิโอ โพแลงิ นักข่าวช่างภาพอิสระชาวอิตาเลียน ยันไปถึงบ่าย การเผาอาคารห้างสรรพสินค้า การปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเหตุการณ์ที่เศร้าสลด คือการยิงประชาชนในบริเวณวัดปทุมวนาราม ช่วงค่ำวันเดียวกัน

ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บอีกนับพันคน

ทุกชีวิตมีค่า และไม่ว่าไทยหรือเทศ แต่จนบัดนี้ยังไม่มีอะไรเป็นทางการที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสาเหตุการเสียชีวิตของแต่ละคน อันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

เพราะไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง จะเห็นด้วยหรือไม่กับการใช้กำลังเพื่อ “ขอคืนพื้นที่” ของรัฐบาล หรือจะเชื่อหรือไม่ว่ามีกลุ่ม “ชายชุดดำ” ตั้งใจที่จะก่อเรื่องให้วุ่นวาย บางคนอาจเชื่อด้วยความสัตย์จริงว่ามีกบฏต่อแผ่นดิน มีกระบวนการล้มเจ้า บางคนเชื่อในความเป็นประชาธิปไตยและไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้ที่มาจากอำนาจแฝง

บางคนอาจ “สะใจ” และหลายคน “โศกเศร้าเสียใจ”

แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ประเทศไทย คนไทย ต้องเรียนรู้บทเรียน และการเรียนรู้นั้นต้องอยูบนพื้นฐาน “ความจริง” ดังนั้นความตายของคนทั้ง 91 ต้องมีคำอธิบาย ตั้งแต่สภาพการเสียชีวิต สาเหตุ และใครเป็นผู้คร่าวิญญาณของเขาเหล่านั้นไป

คำอธิบายในลักษณะการชี้แจงทางการเมือง การตอบโต้ด้วยคำพูด และการนำเสนอข้อเท็จจริงตามมุมมองของแต่ละฝ่ายนั้น ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐหรอฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะสภาพของสังคมตกอยู่ท่ามกลางเขาควาย ใครเชื่อฝ่ายไหน ก็จะไม่เชื่อฝ่ายตรงกันข้าม เมื่อความจริงไม่ปรากฏให้รับรู้กันทั่ว ความยุติธรรมก็ไม่เกิด

และเมื่อประชาชนส่วนหนึ่ง จำนวนมาก “ไม่เชื่อ” รัฐบาล เพราะผ่านมา 1 ปี รัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจใดๆเลยที่จะทำให้ความจริงปรากฏ ไม่ว่าจะในมุมมองใด ไม่มีรัฐบาล (ที่ดี)ที่ไหนในโลกที่ไม่แสดงความรับผิดชอบ เมื่อมีประชาชนตายกลางเมืองหลวงจำนวนมาก มีนายทหารหนุ่มอนาคตและอดีตนายทหารที่รบในสงครามปกป้องแผ่นดินมามากมายนับครั้งไม่ถ้วนเสียชีวิต มีนักข่าวต่างประเทศตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ผลการสืบพยานสบสวน ชัดว่ากระสุนมาจากทิศทางใด แถมยังมีความพยายามบิดเบือนภายใต้แรงกดดันจากมหามิตรอย่างญี่ปุ่นที่ต้องการ “ความจริง”

รัฐบาลเหมือนตั้งคณะกรรมการ “ค้นหาความจริง” ชุดของ ดร.คณิต ณ นคร เพื่อจะได้บอกว่า “มีแล้ว” แต่ก็ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้ง ดร.คณิต เองด้วยความตั้งใจดี ต้องการที่จะใช้ให้เป็นกระบวนการสมานฉันท์ มากกว่าให้ข้อเท็จจริงปรากฏ แต่หากความจริงไม่ปรากฏ ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร??

รัฐบาล จะชุดปัจจุบันหรืออนาคต จึงต้องทำใจเป็นกลาง ให้มีการสอบสวนอย่างแท้จริง เปิดกระบวนการให้ภาคประชาชน และผู้สูญเสียได้นำเสนอข้อมูล และ “ซักค้าน” มีการสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด ตีพิมพ์ให้ประชาชนรับทราบและศึกษา ถกเถียง ใครกรทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ประท้วง เจ้าหน้าที่รัฐ หรืออื่นๆ จะต้องได้รับการลงโทษ โดยการผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

หาก “ความจริง” ไม่ปรากฏ “ความยุติธรรม” ไม่เกิด และหาก “ความยุติธรรม” ไม่มี “สันติภาพ” และ “สมานฉันท์” เป็นเพียงความฝันที่เลื่อนลอย!!

………………………….

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 11 เมษายน 2554

 

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
11/04/2011

 

 

No related posts.

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top