โฟกัส

 

 โฟกัส
 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานไทยแลนด์โฟกัส ที่จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  แบงค์ออฟอเมริกา เมริล ลินซ์ และ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น ต้องยอมรับว่าจัดงานได้ดีมาก และประสพความสำเร็จอย่างสูง โดยมีนักลงทุนต่างประเทศเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก การที่บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยมีผลประกอบการที่ดีมากทำให้ต่างชาติให้ความสนใจในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยเป็นอย่างสูง ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดี 
จากการสนทนากับท่านสมพล เกียรติไฟบูลย์ ประธาน ตลท. ท่านได้ให้คำแนะนำที่ดีว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะต้องเข้ามาร่วมกำหนดอนาคตของ ตลท. ให้ชัดเจน เพื่อจะได้วางแผนพัฒนา ตลท. ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และ จากการสนทนากับ คุณจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลท. ได้ให้ข้อเสนอในการพัฒนาตลท. ในสามแนวทางคือ 1) การ Demutualization ของ ตลท. 2) การพัฒนา IT Platform  ของ ตลท. และ และ 3) การเพิ่มผลิดภัณฑ์ในตลาดให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงอยากฝากให้รัฐบาลในอนาคตได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เพื่อที่จะได้พัฒนา ตลท. ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ในงานนี้ ผู้เขียนได้รับเชิญให้ร่วมสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ กับ นพ. บูรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัติย์ โดยมีผู้ดำเนินรายการคือ ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในหัวข้อเรื่อง “การเลือกตั้งของไทยและเหตุการณ์หลังจากนั้น” ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมฟังล้นห้อง 
ทั้งนี้ สื่อต่างๆได้กรุณาเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนในแง่มุมต่างๆ ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากขอสรุปความคิดเห็นโดยสังเขปดังนี้
 ปัจจุบันความเปลี่ยแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เกิดจากมีการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนจำนวนมาก และเป็นแนวเดียวกับกระแสการตื่นตัวที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแถบ อัฟริกา และ ตะวันออกกลาง ดังนั้น ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องหันมากำหนดทิศทางอนาคตของประเทศนี้ร่วมกันเพื่อให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย โดยทุกคนจะต้องเสียสละเพื่อมาหาสภาวะสมดุลที่พึงพอใจใหม่ (New Comfort Zone) เพื่อให้ประเทศนี้ได้เดินหน้าต่อไปด้วยดี ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ผู้เขียนได้เสนอความคิดว่า ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อประโยชน์ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก หากประเทศมีการบริหารจัดการที่ดีจะสามารถทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างคงที่ที่ไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ทั้งนี้เพื่อรักษาสภาวะการจ้างงานอีกทั้งการชำระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น โดยที่หนี้สาธารณะเหล่านี้ต้องชำระดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ  5% ต่อปี 
จากสถิติในหลายหน่วยงานสากลนานาชาติพบว่าประเทศไทยมีอันดับลดต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นความนสามารถในการแข่งขัน การที่ไม่ได้เป็นประเทศที่น่าลงทุนอีกต่อไป ระดับการพัฒนาไอซีทีที่ต่ำลง การทุจริตที่เพิ่มขี้น ทำให้ประเทศไทยต้องหันกลับมาพัฒนาตัวเอง โดยผู้เขียนได้เสนอ 8 แนวทางตามที่ได้เสนอไว้แล้วโดยต้องสอดประสานกันคือ การพัฒนาระบบขนส่ง ทั้งนี้ นอกจากจะเสนอการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว ยังได้เสนอให้ประเทศไทยได้ใช้ศักยภาพของที่ตั้งของประเทศ ในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (Geographic Hub) ที่จะเป็นทั้งศูนย์ผลิตสินค้า (Production Center) และศุนย์การกระจายสินค้า (Distribution Center) อีกทั้งเป็นศูนย์ให้บริการ(Service center) และเมื่อพูดถึงระบบขนส่งก็ต้องพูดถึงระบบโครงสร้างพลังงานและการจัดหาพลังงานในอนาคต โดยต้องมองให้สูงมากกว่าแค่การที่จะมาสนับสุนราคาดีเซลและก๊าซ ซึ่งคงต้องมาเน้นที่การจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติ และก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไทยกับกัมพูชา ในการหาประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในทะเลร่วมกัน และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในขณะที่ การรวมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังจะเกิด  นอกจากนี้ยังต้องมาจัดโครงสร้างการเกษตร ความสมดุลย์ระหว่างความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน อีกทั้งการจัดหาและรักษาแหล่งน้ำเพื่ออนาคต  รวมถึงการช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองและมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การพัฒนาการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามอนาคตของประเทศ  การร่วมกับทำแผนลงทุนกับประเทศที่มาลงทุนกับไทยเช่น ญี่ปุ่น และการผลิตบุคคลากรร่วมกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาระบบภาษีและระบบศุลกากรที่ยังเป็นเครื่องขัดขวางการพัฒนาอยู่ 
การร่วมปรึกษากับธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดระดับอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับการเจริญเติบโตของประเทศ การพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้มีนักท่องเทียวที่มีรายได้สูงเข้ามาและให้มีปริมาณถึง 30  ล้านคนเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน และ ท้ายสุดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นสิ่งที่สำคัญมากของประเทศที่ถูกละเลยมาโดยตลอด 
ด้านผลการเลือกตั้งนั้น ผู้เขียนขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอย่างยุติธรรม เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาปัญหาการเมืองของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากการไม่รับผลของการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าโอกาสที่ฝ่ายค้านจะชนะมีค่อนข้างสูงจากผลสำรวจและความผิดพลาดของรัฐบาล
                    นี่น่าจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติอยากโฟกัสว่าทิศทางประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เขาคงไม่อยากมาดูการเถียงกัน แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจติดลบในปี 2009 อยู่ในช่วงที่รัฐบาลตัวเองบริหารแต่โฆษกพรรคยังมั่วโทษรัฐบาลอื่น

                                                                                                                                                                                ……………………………..

            โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

Related posts:

  1. Buttery by Patty รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Style Unlimited ร่วมกับ คุณก็อต ณัฐกฤตา...

Share this story

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top