อย่าเสียสัตย์

อย่าเสียสัตย์

ก่อนเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ปี 2535 พลเอกสุจินดา คราประยูร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชากาทหารบก และเป็นจักรกลในการทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในนาม “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ “รสช.” ได้ให้สัมภาษณ์ “รับปาก” ว่าจะไม่รับตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”

แต่ในที่สุด พลเอกสุจินดา ด้วยความ “จำเป็น” พิเศษ ในยุคที่มีสัญญาณ แต่ไม่มีใครกล่าวอ้างกันมั่วอย่างในปัจจุบัน ก็ได้เข้ารับตำแหน่งภายหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 และผลปรากฏว่า พรรคการเมือง 5 พรรคได้รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล เพราะไม่มีใครมีเสียงส่วนใหญ่เด็ดขาดอันได้แก่ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร

ไม่ว่า พลเอกสุจินดา จะคิดอะไรหรือมีความจำเป็นประการใด สาธารณชนทั่วไปมองว่า เป็นการ “สืบทอดอำนาจ” ของคณะ รสช. และในกระแสประชาธิปไตยที่ต้องการนายกรัฐมนตรี “ที่มาจากการเลือกตั้ง” การประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงได้ก่อตัวขึ้น นำไปสู่การชุมนุม การสลายการชุมนุม และการพ้นจากอำนาจของ พลเอกสุจินดาและพวกในที่สุด

ในการประท้วงมีการโจมตีว่า พลเอกสุจินดา นั้น “เสียสัตย์” และมีการยกคำขวัญที่กล่าวว่า “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์” ของ ลูกเสือไทยขึ้นมาใช้ จนติดปากคนทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาล

แปลกที่ว่าในปี 2549 เมื่อผู้บัญชาการทหารบก พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน หลังจากที่บอกว่าจะไม่ “ปฏิวัติ” แต่ก็กลับมาทำเสียเองในวันที่ 19 กันยายน ส่งผลใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องระเห็จระเหจนทุกวันนี้ และกระแสต่อต้านการปฏิวัติกว่าจะก่อตัวได้จนแข็งแรงต้องพลิกแพลงหลายตลบ อาจเป็นเพราะก่อนหน้าการรัฐประหารมีการสร้าง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ขึ้นมาเป็นกระแสค้ำยันความชอบธรรมในการล้มระบอบประชาธิปไตยไว้ และ “ชนชั้นกลาง (ขึ้นไป)” โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมินเฉยด้วยเบื่อความวุ่นวาย และอยากให้เรื่อง “จบๆ” ไป

จึงทำให้ พลเอกสนธิ จึง “เสียสัตย์” ได้??

เมื่อวันก่อน พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอกกำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอกอิทธิพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุม ผบ.เหล่าทัพ และ พลเอกทรงกิตติ แถลงถึงจุดยืนทุกเหล่าทัพต่อข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหารว่า “วิงวอนต่อสื่อมวลชนช่วยถ่ายทอดคำนี้จากกองทัพไทยไปยังประชาชนชาวไทยทุกท่าน อย่าเชื่อข่าวลืออย่าเชื่อข่าวอ้าง กองทัพไทยอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านเชื่อเถอะว่าเราจะไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านเลิกเชื่อข่าวลือเถอะ ที่บอกว่าทหารจะปฏิวัติ ไม่มีหรอก ท่านเลิกเชื่อข่าวลือทหารจะเกี่ยวข้องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เรามีสิทธิคือหนึ่งเสียงหากมีการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตามวาระก็ปลายปีนี้ก็ไปหยอดบัตรหนึ่งเสียงเท่ากับทุกคน ตามรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 4 มาตรา 70 ถึง 74 แห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ข้าราชการไม่เกี่ยวพันทางการเมือง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ทหารไม่ไปดำเนินกิจการทางการเมือง”
 
“ท่านเชื่อเถอะครับ คำพูดของกองทัพ ของทหารเชื่อถือได้ เชื่อเถอะไม่มีใครหรอกที่จะก้าวล่วงเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะกดดัน ผลักดัน ไปแอบอิงหรือให้อิงแอบ เพื่อทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของประชาชน เชื่อเถอะเสียงของท่านแต่ละเสียงมีคุณค่าต่อประเทศไทยในอนาคต”

สอคล้องกับที่ พลเอกประยุทธ์ ย้ำในการให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า จะไม่ปฏิวัติ ไม่รัฐประหาร การเลือกตั้งจะมีขึ้นตามระบอบประชาธิปไตย และทหารจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

คงต้องจับตากันต่อไปว่านายทหารรุ่นที่มีอำนาจในปัจจุบันจะ “รักษาคำพูด” หรือไม่!!

ส่วนกรณีที่มี “ยังเติร์ก” นายทหารระดับพันเอกออกมาทำอะไรบางอย่าง เสมือนระดับ พลเอก “ไม่รู้” มาก่อน และ “ตกกระไดพลอยโจน” อย่างนั้นเรียก “เสียสัตย์” ไหมเนี่ย??

 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 7 เมษายน 2554

 
 
 

โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
07/04/2011
                                                                                                                                      ………………………..

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top