สื่อช่วยน้ำท่วม

สื่อช่วยน้ำท่วม

คณะรัฐมนตรีได้มีมติจัดสรรงบประมาณลงช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ถึง 6.1 พันล้านบาท ซึ่งว่ากันไปแล้วไม่น่าจะเพียงพอให้การซ่อมแซมทรัพย์สินที่สูญหายทะลายไปกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ คงได้แต่พอเยียวยา และบรรเทาทุกข์เท่านั้น

และงบประมาณก้อนนี้เชื่อว่าไม่ใช่ก้อนสุดท้ายที่รัฐบาลจะต้องจ่าย เพราะในอนาคตต่อจากนี้ หากมนุษย์ยังใช้ชีวิตดั่งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ย่อมจะมีปฏิกิริยา “ต่อสู้” และเมื่อถูกกดดันมากๆ การทำลายล้างเพื่อคืนความสมดุลของธรรมชาติ นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที จนมนุษย์ที่รุกบุกเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ “อยู่ไม่ได้” หลบนี้หนีภัยไปตามๆกัน

และท่าทางระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภัยธรรมชาติต่างๆ ดูจะมา “ถี่” ขึ้น ยิ่งภายหลังที่เมื่อปี 2004 ที่มี “สึนามิ” มาคร่าชีวิตคนจำนวนมาก รวมทั้งบ้านเรือน รีสอรท์ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหาด ทำให้คลื่นซัดถึง

ยิ่งใครโดนสึนามิที่ญี่ปุ่น 3 เด้ง ก็ต้อนอนก่ายหน้าผากเป็นธรรมดา ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ล่มและรั่ว  ธรรมชาติอย่างเดียวไปพอ ต้องเสริมด้วยการบริหารงานภายในซึ่งทราบมาว่า มีที่บกพร่องต่อเนื่องมาตลอดที่โรงไฟฟ้า อันนำมาซึ่งเตาปฏิกรณ์ที่ร้าว ผิดกับอีกหลายจุดที่ต้องประสบกับภัยธรรมชาติแต่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เสีย แม้จะต้อง “ปิด” เพื่อรอการประเมินความปลอดภัย และความไม่แน่นอนในสภาพการณ์ทั่วเกาะญี่ปุ่น

ถ้าเป็นประเทศไทยที่เครื่องมือเครื่องไม้ไม่มีความพร้อม ไม่มีการซ้อมหนีภัย ไม่มีการปลูกฝังจิตสำนึกว่าภัยมาเยือนได้เสมอ ป่านนี้โกลาหลวุ่นวายกันยกใหญ่ ดูขนาดลงไปช่วยหลังเหตุเกิดพายุน้ำท่วม รัฐบาลยังล่าช้า มะงุมมะงาหราเช่นเคย ทั้งที่มีบทเรียนซ้ำซาก

และทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเวรเรื่องกรรมที่ต้องรับสภาพเสมอไป แต่มีวิธีการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและให้ความช่วยเหลือได้ หากมีการเตรียมการ มียุทธศาสตร์ และมีการวางระบบเตือนภัยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเคยได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อน้ำท่วมอีสานปีที่แล้วว่าจะมีศูนย์โน่นทำนี่

แต่ทั้งหมดยังเป็น “ศูนย์” เหมือนเดิม!!

ความบกพร่องของรัฐบาลปรากฏชัดต่อสายตาประชาชน และเมื่อมีองค์กรภาคเอกชนอย่าง “ช่อง 3” ลงไปช่วยเหลือ โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีจำกัด น้อยกว่าภาครัฐเยอะ แต่สามารถช่วยประสานงาน สื่อสาร และให้ความช่วยเหลือได้มากกว่า ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของเขาเหล่านั้นเลย จึงทำให้รัฐบาล “เสียเครดิต” ผู้บริหารประเทศถูกกล่าวหาว่า “ทำงานไม่เป็น”

ถึงขนาดมีการ “เม้าท์” กันทั่วไปว่า นายสรยุทธ สุทัศนจินดา หรือ นายกิตติ สิงหาปัด ก็เป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีได้ และอาจทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลตัวจริงด้วยซ้ำ!!

บางคนตั้งคำถามว่าแล้วสื่ออย่าง “ช่อง 3” มีหน้าที่อะไร นายสรยุทธ นายกิตติ ทำเกินเลยไปหรือเปล่า สำหรับผมแล้วผมคิดว่า ใครช่วยกันได้คงต้องช่วยกัน หาก ช่อง 3 หรือ โทรทัศน์ช่องอื่น หรือ องค์กรอื่นใด มีทรัพยากรพอช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป และผมเชื่อด้วยว่ามีอีกหลายแห่งหลายคนที่ช่วยแบบ “ปิดทองหลังพระ” คือไม่มีใครรู้ ไม่มีสื่อไปถ่าย และไม่ต้องการให้ใครรู้ด้วยซ้ำ

ซึ่งในแง่มุมนี้ “ช่อง 3” อาจ “ได้เปรียบ” และตรงต่อเป้าหมาย “การตลาด” ของเขาที่ว่าเป็น “ครอบครัวข่าวสาม” โฆษณาตัวเองเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อ “ครอบครัว” เดือดร้อน จะไม่ช่วย ใครเขาจะเปิดทีวีดูในอนาคต!!

และท่าทางจะเป็น “บทบาท” ของ สื่อยุคใหม่ ที่เข้าไปช่วยในเรื่องต่างๆอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการทำ “CSR” เอาหน้า ลดภาษีอย่างเดียว ดูตัวอย่างต่างประเทศ ใครเปิด CNN จะเห็นโฆษณาว่า CNN ประกาศที่จะช่วยเหลือเปิดโปงและแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” หรือ “Human Trafficking” โดยบอกเลยว่า CNN มีทรัพยากรและต้องการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาที่ถูกละเลยนี้

สิ่งที่ ช่อง 3 ทำอยู่จึงไม่ใช่การทำหน้าที่เกินขอบเขต และเมื่อเป็นองค์กรสื่อ สามารถนำเสนอผลงานคละเคล้าไปกับการทำงาน คง “ว่ากันไม่ได้” หากผลงานนั้นเป็น “รูปธรรม” ทำจริง

ดีกว่าพวกที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง กลับทำงานไม่ได้เรื่อง เอาแต่ประชาสัมพันธ์!!

 

 

 

บทความ ซอยสวัสดี ตอน สื่อช่วยน้ำท่วม โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2554

                                      


Related posts:

  1. ถล่มลิเบีย ในที่สุดก็เริ่มลุยกันแล้วที่ลิเบีย หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกาศเห็นชอบกับการกำหนด “No Fly Zone” และการ “Sanction” หรือ “ปิด”ลิเบีย และการที่ประเทศในโลกตะวันตกได้ประชุมกันที่กรุงปารีส...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top