ตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลาง

การลุกขึ้นมาต่อสู้ของประชาชนต่อรัฐบาลในหลายประเทศในตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือยังคงความ “โรแมนติก” ในสายตาของคนทั่วโลกที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของคนที่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่างได้แต่หวังว่าความถูกต้องจะได้รับชัยชนะ ทำนอง “ธรรมะ” ย่อมชนะ “อธรรม” ฉันใดฉันนั้น

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังพลิกผัน ไม่แน่เสมอไปว่า “ประชาชน” จะได้รับชัยชนะเสมอไป ดูที่ “ลิเบีย” เป็นตัวอย่างที่ดี ถึงแม้ฝ่ายพันธมิตรนำโดยนาโต้และสหรัฐอเมริกาจะถล่มด้วยจวด ระเบิด และปืนใหญ่จนคาดว่าสามารถทำลายกองกำลังของ พันเอกโมมา กัดดาฟี ได้ถึง 1 ใน 3 ก็ตาม แต่จนแล้วจนรอด 3 สัปดาห์ผ่านไป พันเอกกัดดาฟี ยังคงอยู่ในอำนาจ และกองกำลังทหารที่ได้รับการฝึกอย่างดีครบเครื่องด้วยอาวุธทันสมัย ยังเป็นต่อเมื่อเทียบกับกองกำลังของฝ่ายกบฏ

เล่นเอาฝ่ายพันธมิตรเร่งประเมินผลเป็นการใหญ่ และคงนั่งกุมขมับกำหนด “ทางเลือก” ในการต่อสู้และ “ขับไล่” พันเอกกัดดาฟี กันต่อไป ซึ่งเรียกว่า “ยากโข” เพราะไม่ว่าจะสหรัฐฯหรือประเทศยุโรปประเทศใดประทศหนึ่ง ไม่มีใครอยากจะขยายการสู้รบให้รวมถึงการส่งกองกำลังภาคพิ้นดินของพันธมิตรเข้าไป

โดยเฉพาะสหรัฐฯ เชื่อว่าต้อง “แขยง” ด้วยยังติดการต่อสู้อย่างต่อเนื่องในอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่จบสิ้น ประธานาธิบดีโอบามาเองใช่ว่าจะ “แข็งแรง” ทาง “การเมือง” โดนรัฐสภาที่พรรครีพับลิกัน “ล้อมกรอบ” เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีภาครัฐไว้ “อยู่หมัด” ขยับไม่ได้จนกว่าจะยอมประนีประนอม ซึ่งอ่านเกมแล้ว นายโอบามา คง “ลากยาว” มากกว่า

ประเด็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ และกำลังเป็นที่ติดตามของนักคิดนักเขียน มีหลายรูปแบบ ทั้งเชื่อมั่นในชัยชนะของภาคประชาชน อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น และมีเช่นกันที่เริ่มตั้งคำถามต่างๆนานา และแสดงความคิดเห็น “เป็นห่วง” ทิศทางของการต่อสู้ และโอกาส รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมี “นักฉวยโอกาส” ทางการเมืองเข้ามาสอดแทรกบิดเบือนเจตนารมณ์ “ประชาธิปไตย”

อย่างบทความนำของนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุดพูดถึงการที่มีบางคนไม่แน่ใจว่ากระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนในตะวันออกกกลาง จะไม่จบลงด้วยความเป็นประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็น “รัฐศาสนา” โดยกลุ่ม Islamic Fundamentalists ทั้งหลาย ซึ่งถือแนวการปกครองที่เป็นเผด็จการไม่น้อยกว่าผู้นำเดิมด้วยซ้ำ

แต่ The Economist เชื่อว่าในที่สุดแล้ว “ไม่ต้องห่วง” ความเป็นประชาธิปไตยจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนและในโลกก็มีตัวอย่างหลายประเทศที่รัฐที่มีอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติและของคนส่วนใหญ่ จะบริหารงานภายใต้หลักประชาธิปไตยอย่าง ตุรกี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพราะประชาชนจะไม่ยอมให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาใช้อำนาจเผด็จการกดขี่ข่มเหง

ในอีกบทความหนึ่งมองในทางตรงกันข้ามและยกกรณีของประเทศไทยเป็นตัวอย่างเสียด้วยถึงความ “ล้มเหลว” ของระบอบประชาธิปไตยและประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางควรจะต้องเรียนรู้

โดย นาย Joshua Kurlantzick นักวิชาการที่ Council of Foreign Relations ได้เขียนเรื่อง “Thailand: A Democratic Failure and Its Lessons for the Middle East” ซึ่งยกกรณีของประเทศไทยที่ดูเหมือนจะเดินบนถนนสายประชาธิปไตยอย่างมั่นคงภายหลังความเปลี่ยนแปลงจากการลุกขึ้นมาประท้วงและต่อสู้ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 2535 (พฤษภาทมิฬ) เข้าสู่ประชาธิปไตยในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อาจมีการใช้อำนาจเกินเลยบ้าง แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะเลือกไม่ต่อสู้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

นาย Kurlantzick เขียนว่าชนชั้นกลางในประเทศไทยไม่อดทนพอและเลือกที่จะสนับสนุนการเดินขบวนขับไล่รัฐบาล การเรียกร้องประชาธิปไตยที่ จำกัด” เฉพาะกลุ่ม และในที่สุดก็นำมาสู่การรัฐประหาร ทหารได้ทำลายประชาธิปไตยไทย และประเทศเดินไปสู่ความขัดแย้ง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในใจกลางเมืองหลวง มีการเผาอาคาร ดูแล้วไม่ผิดกับเมืองอย่างคาบูลหรือแบกแดด

คำเตือนต่อประเทศในตะวันออกกลางคือ เมื่อล้มล้างเผด็จการแล้ว จะต้องไม่ทิ้งการปฏิรูปอย่างเด็ดขาด และอย่าไปพึ่งคนๆเดียว ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนๆนั้น เพราะจะทำให้เห็นข้อบกพร่องและเสื่อมศรัทธาในระบบ ตลอดจนการดำเนินนโยบายที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่นโยบายประชานิยมที่ในที่สุดแล้วเป็นตัวบั่นทอนประชาธิปไตยเสียเอง!!

 

บทความ ซอยสวัสดี ตอน ตะวันออกกลาง โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2554

Related posts:

  1. Long Table ตอนที่ 2 Long Table ตอนที่ 2 รายกาารคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Style...
  2. Long Table ตอนที่ 1 Long Table ตอนที่ 1 รายกาารคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Style...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top