จับสลาก

soi_sawasdee

เปิดหน้าหนังสือพิมพ์เช้าวันจันทร์ เห็นภาพนักเรียนจับสลากเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2554 สำหรับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั่วประเทศแล้วสะท้อนใจ เด็กๆที่จับสลากได้ย่อมดีใจเป็นธรรมดา และคนที่คงดีใจมากกว่าคือพ่อแม่ ส่วนที่จับไม่ได้ย่อมเสียใจ เศร้าโศก อย่างที่ข่าวรายงานว่ามีทั้ง “รอยยิ้ม” และ “น้ำตา”

ซึ่งแปลกมากที่สังคมไทย “ตัดสิน” เด็กด้วยการ “จับสลาก” ไม่ใช่ “ความสามารถ” ซึ่งน่าจะต้องให้เป็นบทเรียนที่เด็กและผู้ปกครองเรียนรู้มากกว่าว่าความสามารถเป็นตัววัดผล ไม่ใช่ “โชคชะตา” หรือการ “วิ่งเต้น” และจ่ายเงิน “ใต้โต๊ะ” และ “บนโต๊ะ” แล้วแต่กรณี

ในรายงานข่าวปรากฏผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า “บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ผู้ปกครองพาบุตร หลาน มารอลุ้นการจับสลากตั้งแต่เช้า บางรายนำพวงมาลัยและดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน เด็กหลายรายพกพาเครื่องรางของขลังมาแขวน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง”

นอกจากจะไม่สอนว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องด้วยความสามารถแล้ว ยังตอกย้ำเรื่องความงมงาย กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน ซึ่งผมเชื่อว่าหากแต่ละโรงเรียนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จริง ท่านคงอยากได้เด็กเรียนดีมีความสามารถ มากกว่าที่ได้มาด้วยการจับสลากหรือกราบไหว้บนบานศาลกล่าวท่านเหล่านั้น!!

จริงอยู่ที่ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กล่าวว่า “สำหรับเด็กที่พลาดหวังจากการจับสลากจะมีการจัดสรรไปเรียนในโรงเรียนคู่พัฒนา โดยในภาพรวมการรับนักเรียนใน สพม.กทม. เขต 1 ไม่พบปัญหาและยังเหลือที่นั่งว่างสามารถรับเด็กได้อีกประมาณ 3,700 คน ในขณะที่ สพม.กทม. เขต 2 ยังมีปัญหาเด็กล้น จำนวน 1,000 กว่าคนนั้น ซึ่งได้มอบนโยบายไปแล้วว่าเด็กที่พลาดหวังจากการสอบและการจับสลากให้โรงเรียนเกลี่ยไปยังโรงเรียนคู่พัฒนา โดยเปิดยื่นคำร้องวันที่ 3-4 เมษายน และจะเร่งจัดสรรที่นั่งเรียนให้เสร็จภายในวันที่ 5 เมษายน ทั้งนี้ ขอให้ผู้ปกครองสบายใจได้เพราะเด็กที่พลาดหวังจะมีที่เรียนทุกคน”

อย่างที่โรงเรียนหอวัง ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ปีนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนหอวัง เพราะอัตราการแข่งขันน้อยมาก เนื่องจากมีเด็กในพื้นที่บริการสอบได้มากกว่าเด็กนอกพื้นที่บริการ โดยปีนี้เด็กมีสิทธิจับสลาก 189 คน และรับได้ 110 คน แต่มารายงานตัว 160 คน ซึ่งจะมีเด็กที่พลาดหวัง 50 คนเท่านั้น โดยทางโรงเรียนได้เตรียมแผนเกลี่ยไปยังโรงเรียนคู่พัฒนา 6 แห่ง”

ส่วนที่ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผู้อำนวยการได้ขึ้นประกาศบนเวทีว่า “เนื่องจากในปีนี้นักเรียนในเขตพื้นที่บริการสอบเข้าเรียนได้ถึงร้อยละ 50 ทำให้มีนักเรียนในเขตพื้นที่ที่เหลือมารายงานตัวจับสลากเพียง 139 คน ในขณะที่มีแผนรับ 140 คน จึงสามารถรับนักเรียนได้หมดโดยไม่ต้องจับสลาก” ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้สร้างความดีใจให้กับนักเรียนและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

และเป็นเช่นนี้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกับโรงเรียนดังๆ ซึ่งน่าเห็นใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ที่โรงเรียน และแม้แต่ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. เพราะ ระบบ” วางไว้เช่นนี้ ต้องมี “โควต้า” ในเด็กในพื้นที่ และนอกพื้นที่ และการ “จับสลาก” ดูจะเป็นทางออกที่รับผิดชอบน้อยที่สุด ไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันของผู้ปกครอง การฝากฝัง ฯลฯ

เรียกได้ว่าเป็นการ “ผลักภาระ” ให้ “โชค” และ “ดวง” ของเด็กเป็น “ตัวตัดสิน”!!

ผมยังคิดว่า หากจะให้ดี ต้องหาทางเลิกการจับสลากเสีย เพราะสังคมกำลังตอกย้ำค่านิยมความเชื่อที่ผิดๆตั้งแต่เด็ก ในขณะเดียวกันใช่ว่าการจับสลากจะแก้ปัญหาการจ่าย “แป๊ะเจี๊ยะ” ได้หมด ยังมีเบี้ยบ้ายรายทางอีกจำนวนมาก เด็กๆโตขึ้นมาเรียนรู้ว่าจะได้ดีมีตำแหน่ง ไม่จ่ายใต้โต๊ะก็ต้องกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหนือกว่าความสามารถ แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร

ความจริงแทนที่จะจับสลาก ก็ให้มีการสอบอีกรอบ หรือ สอบรอบเดียว แต่ไล่เรียงชื่อเด็กในพื้นที่ก่อนจำนวนหนึ่ง แล้วจึงเปิดกว้าง จะเอาผลสอบความสามารถเป็นตัวตั้ง หรือแต่ละโรงเรียนอาจมีคะแนนชี้วัดที่แตกต่าง ซึ่งอาจรวมทั้งผลสอบ ผลเรียนที่ผ่านมา กิจกรรมนอกเวลาเรียน กีฬา ดนตรี หรือทักษะพิเศษอื่นๆ ฯลฯ ด้านกระทรวงจะเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพื่อให้การสอบและคัดเลือก “เป็นธรรม”

ส่วนโควต้านั้นหากจะมีและควรเก็บไว้บ้าง ก็เพื่อให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสจริงๆ เช่นเด็กพิการ หรือเรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ ซึ่งจะเกี่ยวพันไปเรื่องการให้ทุนการศึกษาด้วย

 

บทความ ซอยสวัสดี ตอน จับสลาก โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2554

 

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top