แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?

ปานปรีย์

แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี?

เช้าวันนี้ ชื่อผมปรากฎเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ว่าโผล่เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็มีน้องๆ นักข่าวจากสื่อต่างๆ รวมทั้งเพื่อนนักการเมืองที่คุ้นเคยกันโทรศัพท์มาสอบถามจำนวนมาก จนผมแทบจะอธิบายซ้ำๆ ไม่ไหว จึงต้องขออนุญาตคุยกันผ่านเว็บไซต์ www.parnpree.com แทนนะครับ

ข้อเท็จจริงคือ เวลานี้ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดๆ ผมจึงไม่สามารถไปเป็นแคนดิเดทตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างแน่นอนครับ ก็ต้องขอขอบคุณสำหรับท่านที่ให้การสนับสนุน

ที่ผ่านมา ถึงแม้ผมจะหยุดงานการเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมก็ยังติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ยังคงได้พบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญเกือบทุกพรรคการเมือง และผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองด้วยความเป็นห่วงเท่านั้นครับ ยังไม่มีการตัดสินใจจะเข้าไปทำงานในพรรคการเมืองใดๆ ถึงขั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง

ผมยอมรับ ว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านให้ความกรุณา ชักชวนผมให้กลับมาทำงานการเมืองอยู่บ้าง แต่ผมก็อธิบาย ด้วยเหตุผลหลักๆ ของผมว่า

1. ผมยังไม่เห็นแนวโน้มว่า การเมืองจะดีขึ้น ถึงแม้รัฐบาลไปยุบสภาไปแล้ว และมีการเลือกตั้งใหม่
2. พรรคการเมืองยังคงจับเป็นขั้ว เพื่อเตรียมกลับมาเป็นรัฐบาลอย่างเดียว
3. ผมไม่เห็นความชัดเจนของพรรคการเมืองใด ฝ่ายการเมืองใด ที่จะประกาศออกมาชัดเจนและเชื่อถือได้ ว่าจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างจริงจัง
4. ผมเห็นว่าการยุบสภา และการเลือกตั้ง ไม่ใช่คำตอบของการปรองดอง
5. เรื่องที่ประชาชนทั้งเหลืองและแดงเรียกร้องอยู่ ยังคาราคาซัง ไม่มีความตั้งใจจริงที่จะสร้างความเข้าใจ หาวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ที่ว่ามานี้ คือส่วนหนึ่งของเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผมต้องเว้นวรรคการเมืองตัวเอง จนถึงเวลานี้ ผมยังคิดเช่นเดิมว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะกลับมาทำงานการเมืองในสภาวะที่เป็นอยู่นี้ แต่ในส่วนของการทำงานเพื่อสังคม ผมยังยินดีช่วยทำประโยชน์ อย่างที่ทำงานอยู่กับมูลนิธิ รวมทั้งงานด้านวิชาการ ที่บรรยายพิเศษในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งยังคงเสนอแนวความคิดทางด้านต่างๆ ต่อสถานการณ์ในประเทศและนอกประเทศ ผ่านบทความ ในเว็บไซต์ ที่ผมทำมาประมาณ 5 ปีแล้ว

สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองและการเมือง ผมเชื่อว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากฝ่ายการเมืองก่อน เพราะการยุบสภา การเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่คำตอบของความสมานฉันท์ มีแต่จะทำให้ปัญหาการเมืองวนเวียนอยู่กับบรรยากาศความตึงเครียด แบบช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไม่เดินไปไหน

เห็นได้ชัดคือ ยังไม่ทันยุบสภา ก็ถกเถียงกันแล้วว่า ใครได้เสียงมาก ได้เสียงน้อยกว่า ก็มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล แทนที่จะคุยกัน ให้ประชาชนสบายใจว่า หลังเลือกตั้งครั้งนี้ เริ่มนับหนึ่งสู่ความปรองดอง

ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่เห็นอนาคต แล้วไม่รู้ว่าผมจะเข้าไปช่วยอะไรได้ ก็ได้แต่ภาวนาต่อไป ขอให้บ้านเมืองของเรากลับมามีความสงบสุข คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิมครับ
Posted By : ดร.ปานปรีย์  พหิทธานุกร
File Under : General
29 มีนาคม 2554 11:55 น.

ที่มา www.thaipublicpolicy.com

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top