กกต. ลาออก

กกต. ลาออก

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งแนวคิดที่ให้มี กกต. นั้น เพื่อให้เป็น “อิสระ” จากระบบราชการและอิทธิพลการแทรกแซงของนักการเมือง โดย กกต. เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 และคงมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นองค์กรอิสระ กกต. จึงมีพลังอำนาจของตนเอง ซึ่งถึงแม้ว่าการทำงานที่ผ่านมาจะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง มีระบบการทำงานที่ยังไม่สมบูรณ์มีข้อบกพร่อง และมีช่องโหว่ในการใช้ดุลพินิจ แต่ถือได้ว่าได้ “พัฒนา” มาพอควร เป็นกลไกที่ใช้ในการควบคุมการเลือกตั้งได้ ส่วนการปฏิรูปปรับปรุงคงต้องมีกันไปเมื่อถึงเวลาอันควร

เมื่อ กกต. เป็นเครื่องมือในกระบวนการ “ประชาธิปไตย” ที่สำคัญ หากไม่มี กกต. การเลือกตั้งจะดำเนินไม่ได้ ซึ่งก็เป็น “ช่องโหว่” ใหญ่ หากมีการพิจารณาปรับปรุง กกต. น่าจะต้องดูในประเด็นนี้ด้วย เพราะเมื่อ กกต. เป็นห่วงโซ่สำคัญ ใครที่คิดจะ ตัดตอน” ระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือหยุดยั้งการเลือกตั้ง สามารถตั้งเป้าไปที่ กกต. ได้

เช่นการที่มีข่าวว่า จะมี “ใบสั่ง” ให้ กกต. บางคน หรือ ทั้งหมด “ลาออก” ซึ่งจะทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งต้อง “สะดุด” ลง ถึง นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ประกาศยุบสภาฯ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ตามที่ได้ประกาศไปแล้ว

ซึ่งหากขาดไปสักหนึ่งคนจากจำนวนทั้งสิ้นห้าคน คงยังพอทำงานต่อได้ แต่หากขาดไปมากกว่านั้น “ความชอบธรรม” ย่อมลดลง และถึงแม้จะขาดไปเพียงคนเดียว อาจมีการฟ้องร้องถึงความสมบูรณ์ของมติต่างๆได้ ทางที่ดีมีให้ครบห้าตามกฎหมายไว้ก่อนเป็นปลอดภัย

เมื่อไม่มี กกต. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ วรรค ๒ กำหนดไว้ว่า “ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้ดำเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุด้งกล่าว และให้ผู้ได้รับความเห็นชอบอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน”

โดยที่มาตรา ๒๓๑ นั้น มีความสลับซับซ้อนพอควรในการกำหนดให้มีการสรรหา โดยให้มี “คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจำนวนเจ็ดคน ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน และบุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ” โดยคณะนี้เสนอ 3 คน เสนอต่อประธานวุฒิสภา

และใน มาตรา ๒๓๑ (๒) ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาอีกจำนวนสองคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา ทั้งสองส่วนส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมตินั้น “ต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ”

ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว จะพอเห็นเค้าลางว่าหากมีการยุบสภาไป ต่อด้วยการ “ลาออก” ของ กกต. บางคนหรือทั้งหมด แม้แต่กระบวนการสรรหาก็มีปัญหา เพราะเมื่อไม่มีสภาฯก็ไม่มีประธานสภาฯ และผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งในมาตรา ๒๓๑ (๑) ท้ายวรรคแรกระบุไว้ว่า “ในกรณีที่ไม่มีกรรมการในตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่”

ซึ่งเป็นการให้อำนาจฝ่ายตุลาการไว้เต็มที่ ส่วนผู้ใช้จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวในองค์ประกอบที่ไม่ครบ คงเป็นเรื่องของแต่ละคน!!

และถ้ามี “อำนาจนอกระบบ” สามารถมากำหนดให้มีการ “ลาออก” ได้ ก็เชื่อว่าจะต้องพยายามกำหนดให้เกิดความวุ่นวายในกระบวนการที่จะสรรหาและแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากไม่ทำให้หยุดชะงักไปเลย คงทำให้มีความล่าช้าไม่ว่าในขั้นตอนการสรรหาเบื้องต้น หรือการพิจารณาของวุฒิสภา โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ “วิกฤตรัฐธรรมนูญ”

เสมือนทำ “รัฐประหาร” แต่ไม่ต้องใช้ “รถถัง” กลับมาใช้ข้อกฎหมายและการตีความแทน!!

ใครที่มีจินตนาการล้นเหลือขนาดนี้ หยุดเถอะครับ เคารพ “อำนาจ” ที่เป็นของ “ปวงชนชาวไทย” เถิด ถึงประชาธิปไตยจะดูยุ่งเหยิงบ้าง แต่นั่นเป็นธรรมชาติของการหาจุดร่วมที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน หากไม่พอใจเรื่องใดหรือไม่พอใจใครก็ตั้งพรรคมาลงเลือกตั้งแข่งกันไป ประชาชนเขาเลือกจึงเอาความชอบธรรมนั้นไปเปลี่ยนแปลงประเทศได้

อย่าทำตัวเป็น “อีแอบ” สั่งคนโน้นคนนี้ตามอำเภอใจ แล้วคิดว่าคนไม่รู้!!

บทความ ซอยสวัสดี ตอน กกต.ลาออก โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2554

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top