ถล่มลิเบีย

ในที่สุดก็เริ่มลุยกันแล้วที่ลิเบีย หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกาศเห็นชอบกับการกำหนด “No Fly Zone” และการ “Sanction” หรือ “ปิด”ลิเบีย และการที่ประเทศในโลกตะวันตกได้ประชุมกันที่กรุงปารีส อันเนื่องมาจากการที่ พันเอกโมมา กัดดาฟี ยังไม่ยอมแพ้ และใช้กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลที่เพียบพร้อมกว่ารุกไล่ฝ่ายปฏิวัติประชาชน จนเข้ามุม นัยว่ามีการเข่นฆ่าประชาชนเป็นจำนวนมาก จนประชาคมโลกต้องเข้าไปแทรกแซง

หัวหอกสำคัญ ไม่พ้น “ตำรวจโลก” สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ร่วมกับประเทศในโลกอาหรับ ที่ไม่ชอบ นายกัดดาฟี อยู่แล้ว ถึงอาจจะไม่สบายใจบ้างในการที่ประเทศมหาอำนาจใช้กำลังทหารในภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่มหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีน ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง แต่ไม่มีปฏิกิริยามากไปกว่า “เสียใจ” หรือ “Regret”

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกา โดย ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศชัดว่าจะไม่มีทหารสหรัฐฯเข้าสนามรบภาคพื้นดิน แต่จะให้การ “สนับสนุน” โดยการโจมตีฐานเรดาร์ และการสื่อสาร ตลอดจนฐานจรวดของลิเบีย ด้วยการใช้จรวด “โทมาฮอค – Tomahawk” และการทิ้งระเบิด ซึ่งกองกำลังส่วนใหญ่ของสหรัฐฯประจำการอยู่บนกองเรือใหญ่ในทะเลเมดิเทอเรเนียน

ประกอบกับกำลังส่วนอื่นๆของอังกฤษและฝรั่งเศส ตลอดจนแคนาดาและอิตาลี ทำให้ภาพเป็น “พันธมิตร” ร่วมรบ แต่ทั้งนี้หากพัฒนาการของสงคราม ที่ใช้จรวดถล่มอย่างเดียวยังไม่สามารถขับไล่ นายกัดดาฟี ได้ เห็นที “มหามิตรร่วมรบ” คงต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะใช้กำลังภาคพื้นดินหรือไม่ และใครจะเข้าร่วมบ้าง ซึ่งคงไม่ผิดไปจากที่เคยดำเนินการมาแล้วใน คูเวต และ อีรัก

ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เพราะดูท่าแล้ว ฝ่ายต่อต้าน นายกัดดาฟี ยังอ่อนแรงและไม่มีประสบการณ์พอ หากทิ้งไว้ นายกัดดาฟี จะได้เปรียบ ที่สำคัญและน่าจะเป็น “วาระซ่อนเร้น” ของมหาอำนาจ คือ “บ่อน้ำมัน” ที่อุดมสมบูรณ์ของลิเบีย ที่ประเทศต่างๆหมายปอง และต้องการให้เกิดความแน่ใจว่า นายกัดดาฟี จะไม่ระเบิดบ่อน้ำมันต่างๆ อย่างที่ นายซัดดัม ฮุสเซน เคยทำมาแล้ว

รอบนั้นกว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะ “ดับไฟ” ได้หมด ก็เล่นเอา “หืดขึ้นคอ”!!

แต่การใช้กำลังภาคพื้นดิน จะเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตพอควร เพราะสมรภูมิ “โหด” มีลักษณะเป็นทะเลทรายที่ นายกดัดาฟี ได้เปรียบ ทั้งประเทศอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยกับการช้ำลังแบบสหรัฐฯ คงจะออกมาต่อต้านมากกว่าที่เป็นในปัจจุบัน และเมื่อยกกำลังเข้าไปแล้ว ใช่ว่าจะถอนกำลังง่ายๆ ดู อิรัก และ อัฟกานิสถาน เป็นตัวอย่างที่จนบัดนี้ผ่านมาหลายปี กองทัพสหรัฐฯยังต้องตรึงกำลังหลายจุด และไม่สามารถตามล่ากำจัด “อัล เคด้า” ให้หมดไปตามที่ตั้งใจไว้ได้

และเมื่อเข้าตะลุมบอน ย่อมมีผู้เสียชีวิต ลูกหลานอเมริกันต้องไปตายต่างแดน คงไม่ทำให้ นายโอบามา ได้รับความนิยมสักเท่าใด

และไม่ใช่ทุกคนจะไม่มีคำถามคาใจกับการ “รวมหัว” กัน “รุม” ลิเบีย ของประเทศในโลกตะวันตก ถึงแม้ว่าการประชุมที่กรุงปารีสจะมีตัวแทนประเทศในตะวันออกกลางอย่าง UAE และ Qatar หรือ Morocco ที่อยู่ในอัฟริกาเหนือ แต่ทั้งหมดทุกคนรู้ว่าประเทศมหาอำนาจใหม่เก่า อย่างสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส จับมือกันแน่นอย่างน่าสงสัย และมีการตั้งคำถาม ถึง “ข้ออ้าง” ในการกำจัด นายกัดดาฟี

และมีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มี “สองมาตรฐาน” หรือไม่ เพราะ “พันธมิตร” ดูจะให้ความสำคัญกับ “ลิเบีย” แต่กลับ “ปล่อย” ให้รัฐบาลลุยฝูงชนในประเทศอย่าง บาเรห์น และ เยเมน – ทำไมไม่มีใครตอบได้ชัด ประเด็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆในระยะยาวอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะในภูมิภาคอัฟริกาเหนือ และตะวันออกกลางหรือแม้แต่ในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อ สหรัฐฯ มีนโยบายที่สนับสนุน “ประชาธิปไตย” และการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกมุมโลก

แล้วใครจะไว้ใจสหรัฐฯว่าดำเนินการไป โปร่งใส เพียงใด และใช้หลักการอะไรในการตัดสินว่าจะใช้กำลังทหารเมื่อใดและกับใคร หรือเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” ช่วยเพื่อนและกำจัดศัตรูเพื่อผลประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว

การเมืองระหว่างประเทศในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติ “ร่อยหรอ” ไม่ใช่เพียงน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงทาง “พลังงาน” ในขณะที่ความมั่นคงทาง “อาหาร” ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน

อะไรจะมาห้ามกำลังรบของ ประเทศมหาอำนาจ ให้เข้ายึดครองได้!!

บทความ ซอยสวัสดี ตอน ถล่มลิเบีย โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2554

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top