ไว้วางใจ?

ไว้วางใจ?

btn_soi_sawasdee

จบกันง่ายๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมากับญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยมีรัฐบาลไหนล้มคว่ำคาสภาผู้แทนราษฎรเลย และโดยส่วนใหญ่แล้ว นายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคดสมัย ถึงจะปรากฏค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าทุจริตคอรัปชั่นหรือใช้อำนาจในทางที่ผิด แต่ไม่มีการ “ไล่ออก” ถึงแม้ประชาชนที่ติดตามการอภิปราย และสาธารณชนทั่วไปจะเชื่อข้อมูลของฝ่ายค้านก็ตาม

แถม “คะแนน” ความไว้วางใจที่สมาชิกสภาฯลงคะแนนให้ กลับกลายเป็นเครื่อง “ฟอก” ทั้งรัฐบาลและตัวรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อ เป็นเช่นนี้มาทุกยุคทุกรัฐบาล ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

จึงเห็นด้วยอยู่เหมือนกันว่า หากแก้กติกาในภายภาคหน้า ควรมีการพิจารณากระบวนการตรวจสอบนี้ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป้นกระบวนการของ “ลมปาก” เหนือ “หลักฐาน” และจะทำอย่างไรให้กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงมีผลสรุปออกมาให้ประชาชนรับรู้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการถอดถอนหรือกระบวนการยุติธรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พูดไปแล้ว ผ่านหายไปกับสายลม ทุกอย่างลืมเลือน ถูกหมกทิ้งไปกับกาลเวลา!!

เพราะหากเป็นเช่นนั้น ประชาชนจะไม่ได้ “บทเรียน” การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะยังคงเลือกบุคคลที่กระทำผิดเข้ามาอีก พรรคการเมืองก็หลีกเลี่ยงได้ คนผิดไม่เพียง “ลอยนวล” แต่ลอยกลับมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติต่อ

ทั้งในระยะต่อไป เมื่อประชาชน “เบื่อ” มากขึ้นเรื่อยๆ เสียงเรียกร้อง “อำนาจพิเศษ” ให้เข้ามาจัดการก็จะดังมากยิ่งขึ้น จะเปิดโอกาสให้กับนักฉวยโอกาสทางการเมืองบางคน ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจ โดยอ้างว่าจะเข้ามาดำเนินการกับผู้ที่ทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งก็ทำได้บ้างชั่วครั้งชั่วคราว และเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าเข้ามา “หากิน” เท่านั้น ไม่ใช่การ “ล้างระบบ” ทำให้เข้าที่เข้าทางอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อไว้ใน “ประกาศคณะปฏิวัติ”

การที่มีคนในตำแหน่งทางการเมือง มีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าทำผิด หรือถูกกล่าวหารุนแรงถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฟังแล้วเห็นท่าควรให้ “ออก” ซึ่งต้องให้ถือว่าไม่ใช่เป็นการยอมรับผิด แต่เป็นการลาออกหรือให้ออกเพื่อไปพิสูจน์ตนเอง แต่ไม่ทำ คนเป็นนายเบอร์หนึ่งคือนายกรัฐมนตรียังโอบอุ้ม ย่อมส่งผลต่อศรัทธาในระบบและนำมาซึ่งการล้มล้างระบบในที่สุด

บ้านเมืองที่เขาพัฒนาแล้ว จึงมีกระบวนการทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่จะ “เปลี่ยนแปลง” บุคลากรทางการเมืองที่มีปัญหา ทั้งโดยการสร้างจิตสำนึก พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและสังคมที่จะไม่ยอมรับ และกดดันให้เกิดความละอาย ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการเสียสละเพื่อให้องค์กรและระบบคงอยู่ได้ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเกาะเก้าอี้จนพังลงมากันหมดทุกคน

ส่วนคนที่ไม่ยอม และ “หน้าด้าน” การลงโทษจะแรงทั้งทางกฎหมายและความกดดันของสังคม การถอดถอนและการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญา (แผ่นดิน) จะรวดเร็ว และหากพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง จะต้องรับโทษทันที ไม่มีการอลงอาญา ส่งสัญญาณให้กับสังคมว่าจะไม่ยอมให้ใครมาใช้ตำแหน่งการเมืองหาผลประโยชน์ส่วนตน และเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งว่า ไม่มีใครหลุดรอดจากการทุจริตคอรัปชั่นได้ เขียนไป ก็ฝันไป คงจะเกิดขึ้นยากในประเทศไทยเรานี้!!

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุดสดๆร้อนๆ ข้อดีคือทำให้ทุกฝ่ายรู้ข้อมูล ถึงแม้เชื่อว่าในบางเรื่องแต่ละฝ่ายมีเรื่องเล่าของตน และมิตรรักผู้สนับสนุนคงไม่เปลี่ยนใจ แต่อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายได้พูด ใครจะตาสว่างหรือยังมืดทึบก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ไปตัดสินกันอีกทีในวันเลือกตั้ง

แต่ถึงจะเป็นการตัดสินในการลงคะแนนเสียงโดยประชาชน บางเรื่องความจริงก็ยังอาจไม่ปรากฏ และคลุมเครือไปซึ่งจะเป็นเรื่องเสียหาย ทำให้ความขัดแย้ง ความไม่ยุติธรรมไม่ได้รับการเยียวยา อย่างเช่นข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงปีที่แล้ว จึงอยากเสนอว่า เมื่อฝ่ายค้านมีเรื่องที่เรียบเรียงมาพร้อมพยานหลักฐานชุดหนึ่ง และรัฐบาลมีอีกชุดหนึ่ง น่าที่ทั้งสองฝ่ายจะส่งทุกอย่างให้ “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์ – คอป.” ของ ดร.คณิต ณ นคร เป็นผู้ตรวจสอบ

อยากรู้จัง ว่า “ความจริง” เป็นสิ่งไม่ตายจริงหรือ??

 

บทความ ซอยสวัสดี ตอน ไว้วางใจ? โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2554

 

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top