“เมธีโภชนา” อาหารปราชญ์

“เมธีโภชนา” อาหารปราชญ์

บุคคลจะเป็นปราชญ์นั้นมีวิธีสังเกตง่ายเพียงดูการใช้ชีวิต  ที่คิดทุกสิ่งเป็นเรื่องสามัญไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเองมากเกินไป  ส่วนใหญ่ปราชญ์ท่านมักกินง่าย อยู่ง่าย  ใส่เสื้อผ้าก็ดูเรียบง่าย  พูดง่ายๆแล้วคือดูธรรมดาเสียเหลือเกินจนเมื่อพูดออกมานั่นเองที่เปล่งประกายแห่งอณูสมองอันล้ำเลิศออกมา  และซิกเนเจอร์แห่งปราชญ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ

สามารถหาความสุขได้ในทุกขณะ

ปราชญ์หาความสุขได้ใต้ฝ่าเท้าของตัวเองเสมอ  โดยไม่เผลอฟุ้งไปตามสัญชาตญาณอย่างแห่งโลกว่าความสุขต้องไขว่คว้าหาต้นทุนมาก  ไม่ต้องตั้งข้อแม้แค่ต้องมี “ต้นทุน” ก่อนจึงจะสุขได้

ปราชญ์อาจเดินดิน  แต่มีชีวินที่อยู่เหนือโลก

                แค่ในแต่ละลมหายใจก็สุขได้แล้ว

เป็นแนวโลกุตระ  ฟังดูเหมือนยากเพราะชีวิตที่ต้องมีสังคม  กลุ่มเพื่อนและสิ่งมากระทบจากคำพูด  นั้นยากที่จะหาความสงบได้  การสนทนาแต่ละคำก็นำเรื่องร้อนใจมาให้ปรุงหรือไม่ก็เป็นการคุยถึงเรื่องบุคคลที่สามเสียมาก  แต่ถ้าหากมีความคิดที่อยากเริ่ม “ล้างใจ” ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันสาย  ทำได้ทุกขณะแต่ถ้าหากยังรู้สึกเหนื่อยเพราะจิตไม่ “นิ่ง” ยิ่งพยายามกดมันไว้ก็ยิ่ง “ฟุ้ง”  ดังนั้นเพื่อจะแก้ปัญหายุ่งๆเลยขอแนะตัวช่วยง่ายๆไว้

ให้ลองเริ่มที่อาหารก่อนก็ดีครับ

ปราชญ์โภชนา อาหารลดอัตตา

เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนพระคริสต์ประสูติ  อาหารดีที่อร่อยลิ้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารปราชญ์เสมอไป  เพราะความสุขใจที่เกิดจากการต้อง “อร่อย” ก่อนนั้นมักทำให้ทุกข์ในภายหลัง  ดังมีคาถาศักดิ์สิทธิ์ฝากไว้ 2 คำก็คือ

อาหารอร่อยลิ้น  มักกินอร่อยโรคด้วย

โรคภัยมันก็ชอบอาหารอร่อยเหมือนเราครับ  ไม่ว่าจะเนื้อย่างติดมันนุ่มลิ้น, ไก่ทอดชุบแป้งกรอบกร๊วบ, แฮมเบอเกอร์เนื้อนุ่ม, ข้าวเหนียวมะม่วงหวานมัน หรือจะเค้กอร่อยๆ  ถ้าไม่ค่อยบันยะบันยังมักจะสั่งโรคให้มาด้วย

อาจลองช่วยกินอาหารปราชญ์สลับรสชาติกันบางมื้อบ้างก็ทำให้ชีวิตกลับมา “ติดดิน” กินสุขได้ทุกอย่างใต้ฟ้านี้  มีอาหารปราชญ์มานำเสนอดังนี้ครับ

1) กล้วย  มีแซ่วิทยาศาสตร์ว่า “ซาปิเอนตุ้ม (Sapientum)” อันแปลว่าปราชญ์ด้วยมีเหตุเพราะจอมกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่อุตส่าห์โรมรันไปถึงชมพูทวีปเกิดประทับใจกับฤาษีโยคีที่ได้เจอมากและยิ่งทราบว่าท่านเหล่านั้นกินกล้วยเป็นอาหารหลักก็ทึ่งในความสมถะ  ก็เป็นอันว่าฝรั่งรู้จักกล้วยในฐานะอาหารของผู้ทรงภูมิเป็นอย่างแรก

2) ถั่ว  อาหารง่ายๆแต่ให้พลังสมองจะถั่วไทยถั่วแขกถั่วลิสงถั่วเหลืองดีทั้งนั้น  หา “เป็ปไทด์ (Peptide)” ได้ง่ายๆในถั่วมันๆนี้เอง  อย่างนมถั่วเหลืองใส่สารพัดธัญพืชอย่างลูกเดือย,ข้าวบาเลย์,ถั่วแดง,เม็ดแมงลัก  เป็นธัญพืชหาง่ายแต่ใช้บำรุงสมองได้ดีนักแล  หรือแค่ถั่วมันๆกินแทนมันฝรั่งทอดก็มีวิตามินอีที่ละลายในไขมันช่วยไปถึงสมองได้แล้ว

3) คะน้า  ของเขียวหาง่ายกินให้ได้วันละ 5 กำมือ (ราว 4-5 ขีด) จะสุกหรือลวกก็ล้วนแต่ดีเพราะมี “ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane)” เป็นไม้กวาดวิเศษปัดสนิมแก่ออกจากกาย  หาได้ง่ายในคะน้า, บร็อคโคลี, กะหล่ำ และผักเขียวทั้งปวง  การกินคะน้าให้สำเร็จผลนั้นมีเทคนิกคือผัดกับน้ำมันจะช่วยดันให้วิตามินเอที่มีมากในคะน้าซึมเข้าในตัวได้เร็วขึ้น

4) มะเขือเทศ  ร่วมยาสำเร็จรูปจากธรรมชาติเสมือนถุงใส่ “แอนตี้ออกซิแดนท์” ที่ครบวงจร  นึกอะไรไม่ออกนอกจากผักเขียวแล้วก็คือมะเขือเทศครับจะเป็นลูกเล็กแบบสีดา, ราชินีก็ได้ หรือจะลูกใหญ่ก็ดีทั้งนั้น  ท่านที่ไม่ชอบสดก็หาแบบเหลวรับประทานนั่นคือซอสมะเขือเทศหรือน้ำมะเขือเทศก็ได้ครับ  รับมาดื่มสักวันละ 2 แก้วแล้วจะช่วยให้ใจกายปลอดโปร่งดีนักแล

5) ปลาทู  แค่ปลาสีเหลือบเงินที่ว่ายไปมาเป็นฝูงราวกับมีชีวิตเดียวนั้นช่วยความเป็นปราชญ์ได้ง่ายๆด้วยกรดไขมันดีอย่าง “โอเมก้าทรี” ไม่หนีไปได้  นอกจากนั้นยังมีโปรตีนย่อยง่ายจากเนื้ออีก  การกินปลาทูให้ดีนั้นถ้าได้ปลาทูสดจี๋จะดีเพราะมีมันย่องลอยอยู่เต็ม  ลองนึกถึงต้มยำปลาทูสดจะอดน้ำลายไหลไม่ได้ทั้งหอมฉุยเปรี้ยวอร่อยและมัน(ปลา)ลอยฉาบหน้าอยู่  ดูๆไปปลาใจเสาะเพราะเห็นฟ้าก็ตายอย่างปลาทูนี้น่าจะเป็นพระเอกสุดในกลุ่มอาหารโปรตีนแล้ว

ที่เลือกมา 5 อย่างว่าเป็นอาหารปราชญ์นี้เพราะนอกจากช่วยเรื่องสมองแล้วยังเผื่อแผ่ถึงจิตใจ  อย่างในพวกถั่วๆงาๆและธัญพืชทำให้ใจสบายด้วยมีธาตุ “กาบ้า(GABA)” อันเป็นเคมีสร้างสุขในสมองเช่นเดียวกับข้าวกล้องงอก  หรืออย่างน้ำมันปลาในปลาทูสดก็ช่วยลดอักเสบและซึมเศร้าลึกในจิตใจได้

ด้วยว่าปราชญ์ก็เป็นคนย่อมต้องมีอารมณ์และความรู้สึก  แต่ถ้าจะฝึกให้เป็นปราชญ์เหนือปราชญ์แล้วไซร้ต้องหมั่นรู้ใจอารมณ์อยู่เสมออย่าเผลอคิดว่า “แน่” ทีเดียวเพราะนั่นคือ “จุดเสื่อม” ของความฉลาด  อาจคิดว่าตัวเองมีดีได้แต่อย่าให้ “อวดดี”

เพราะมีคำอยู่ 2 คำในโลกที่ถ้าเห็นว่าเหมือนกันแล้วจะเกิดความวุ่นวายขึ้นนั่นคือ “อำนาจ” และ “ความฉลาด” ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันเลย  หากผู้นำคิดว่ามีแต่อำนาจที่สำคัญอย่างเดียวแล้วไซร้จะทำให้ตกจากอำนาจเร็วเท่านั้น  เพราะจริงแล้วทุกคนมีดีที่เป็นเสมือน “ทาง” ของตัวเอง  ไม่ใช่ว่าคนเป็นผู้นำต้องเก่งทุกอย่างเสมอไป  ( Mighty และ Witty อย่าให้มีบนเส้นขนาน)

S Health by Dr.Krisda, S Magazine Issue 55  March 9-15, 2011

drkrisda@gmail.com

No related posts.

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top