ธนา ทิพย์เจริญ “Za–baai Bamboo”

Interview

ธนา  ทิพย์เจริญ

Za – baai  Bamboo

ธนา   ทิพย์เจริญ

สุรนันทน์ : ทำไมถึงคิดมาทำอะไรกับไม้ไผ่

ธนา : จริงๆ แล้วคนที่ทำไม้ไผ่ในประเทศไทยมีไม่น้อย คือเรียกว่าทำตั้งแต่เหนือจรดใต้ แต่รูปแบบจะเป็นแบบดั้งเดิมมากกว่าคือ เป็น “หัตถกรรม” ซึ่งจะเป็นพวกของใช้ชั่วคราว เช่น จะสร้างบ้านก็จะนึกถึงการสร้างแบบเป็นกระต๊อบ เราจะติดอยู่แค่นั้น

สุรนันทน์ : มีภูมิปัญหาตรงนี้อยู่

ธนา : ก็มีอยู่แล้วครับ เพราะไม้ไผ่มีอยู่ใน DNA อยู่แล้วครับ คือเติบโตได้ด้วยรายได้จากไม้ไผ่ ที่พ่อแม่ได้ใช้เลี้ยงเรามา

สุรนันทน์ : รู้ว่าจะทำไม้ไผ่อย่างไร ได้มาอย่างไร 

ธนา : ไม้ไผ่ก็เจาะ ทำบันได ทำอะไรได้หลายอย่าง เพราะเห็นตั้งแต่เด็ก แต่ว่าเมื่อได้ลงมา สัมผัสจริงๆ จังๆ เราก็รู้สึกว่า ไม่น่าจะทำได้แค่นี้ ควรทำได้มากกว่านี้ นั่นคือแค่ความคิดในตอนนั้น ความจริงผมเคยเป็น Sales มาก่อน

สุรนันทน์ : แล้วอะไรทำให้กลับไปบ้านเกิด

ธนา : ความจริงทำงานประจำ เป็น Sales ก็เหมือนกับว่า เราอยากจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง ที่เป็น Product ของเรา ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของเรา ให้คนเขาจับต้อง ให้คนเขาใช้กัน แล้วรู้สึกภูมิใจว่า เขาได้ใช้สินค้าตัวนี้ เหมือนเราไปซื้อรถมา แล้วเราภูมิใจว่าเป็นรถของเรา เราอยากจะสร้างอะไรสักอย่าง ที่ให้คนเขาได้ชื่นชม ได้ใช้

สุรนันทน์ : ทำไมไม่ผลิตของที่ขายอยู่ ทำไมกลับไปหาไม้ไผ่ ติดใจอะไร

ธนา : ตอนนั้นผมเป็น Sales ผมไม่ได้ขายสินค้า แต่ผมขายบริการ คือเป็น Sales ทางด้านขนส่ง

สุรนันทน์ : ตรงนั้นก็ได้ทักษะบางอย่างมา แต่ทำไมถึงกลับไปหาไม้ไผ่

ธนา : เราขายอากาศมานาน ขายตัวเรา ขายหน้าตาเรา ขายบุคลิกเรา แต่อันนี้คือเราขายวัตถุดิบที่เราคิด ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา ดูว่าเราจะขายได้ไหม และเดิมทีเนื่องจากที่บ้านเรามีไม้ไผ่อยู่แล้ว และชาวบ้านเขาก็ทำ เลยคิดว่าก็สวยดี ถ้าเราไปเอามาทำ หรือว่าเอามาขายน่าจะดีนะ

สุรนันทน์ : ตอนที่หยิบของชาวบ้านมา รู้ใช่ไหมว่าต้องปรับปรุง คิดว่าจะขายอย่างไร

ธนา : เอามาปรับขาย ก็ขายดีจริงๆ มีคนซื้อมหาศาล

สุรนันทน์ : ภายใต้ภูมิปัญญาเดิมก็มีคนซื้อ

ธนา : ผมเอามาแต่งขัดสีใหม่ คือซื้อมาก็มีตะปูเกาะ ผมก็เอามาขัด มาแต่ง เก็บมุม Design ใหม่

สุรนันทน์ : ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา แต่วันนี้ผลิตเอง จำหน่ายเอง 

ธนา : มีออกแบบเองส่วนหนึ่ง และนักศึกษาที่มาฝึกงานมาช่วยออกแบบส่วนหนึ่ง

สุรนันทน์ : มีคุณสมบัติอย่างไรที่คุณธนาคิดว่าทำให้ขายได้

ธนา : ถ้าคุณสมบัติทางกายภาพ คือลวดลาย คนเราจะซื้อไม้สักก็ชอบลวดลายไม้สัก จะซื้ออะไร ก็ชอบลวดลายของไม้ชนิดนั้น สีของไม้ชนิดนั้น ไม้ไผ่ก็มีเอกลักษณ์ที่ไม้อื่นทำไม่ได้   เป็นพื้นผิวของหน้าตา จากนั้นในเบื้องลึก จริงๆ คือ ไม้ไผ่เป็นไม้เนื้ออ่อนที่แข็งแรงที่สุด ในบรรดาไม้เนื้ออ่อน เนื่องจากไม้ไผ่เป็นเซลล์เดียวยาว มีการรับน้ำหนักดี กดไม่หัก แต่งอ จุดที่รับน้ำหนักเท่ากัน นี่คือความเป็นจริงเท่ากัน เรารู้ แต่ว่าเราไปคิดแต่ว่าไม่ทน

สุรนันทน์ : ผู้บริโภคหลายคนอาจจะติดดูเป็นพื้นบ้านหรือเปล่า

ธนา : ใช่ เพราะว่าคนไทยคิดเพียงแต่ว่า ไม้ไผ่เป็นเพียงแค่ของคนจน สร้างกระต๊อบชาวเขา สร้างกระต๊อบชาวนา มองว่าคนจนจึงจะใช้ไม้ไผ่ เลยกลายเป็นค่านิยม อย่างประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น ไม้ไผ่เป็นของทุกระดับชั้น ศิลปิน (Artist) ระดับเจ้าใหญ่ นายโตเขาก็ใช้กัน

สุรนันทน์ : และเขาก็ดูกันออกด้วยนะครับว่าคือศิลปะชั้นสูง

ธนา : ใช่ ไม้ไผ่เป็นศิลปะชั้นสูง

สุรนันทน์ : คุณธนาคิดอย่างไรว่าจะได้รับการยอมรับ 

ธนา : ผมคิดง่ายๆ เพียงว่า ผมชอบ ผมคิดว่ามีประชากรไทยสักกี่สิบล้านคน หรือสักสิบเปอร์เซนต์ที่ชอบเหมือนผม หกล้านคนแล้วนะ หรือหกสิบห้าล้านคน คือหกจุดห้าล้านคนแล้วที่ชอบเหมือนผม ในสิบเปอร์เซนต์ของหกจุดห้าล้าน ก็คือหกแสนอยากซื้อ ในหกแสนได้มาเจอผม สักสองแสนที่อยากซื้อผมก็รวยแล้ว

สุรนันทน์ : คิดง่าย

ธนา : แล้วก็จริงๆ เพราะก็เกิดอย่างนั้นจริงๆ

สุรนันทน์ : เพราะไม่เกิดตลาด

ธนา : ไม่ใช่ไม่มีตลาด แต่ไม่มีผู้ผลิต ที่จะตอบสนองความต้องการของคนตรงนั้น สิบเปอร์เซนต์ไม่ใช่น้อย ผมไม่ต้องไปขายยุโรป ขายอเมริกา ผมคิดแค่คนไทยสิบเปอร์เซนต์

สุรนันทน์ : ต้องมีคนชอบไม้ไผ่แน่นอน

ธนา : ต้องมี เพราะผมยังชอบเลย แล้วจะไม่มีคนอื่นชอบบ้างเลยหรือ

สุรนันทน์ : ชิ้นแรกเป็นอะไรที่ทำออกมา ที่ Design เป็นของตัวเอง

ธนา : ตอนนี้นับชิ้นไม่ถ้วนแล้ว คือเก้าอี้ก็ Design เอง โต๊ะก็ Design เอง

สุรนันทน์ : คนเห็นตอนแรกเขาทักอย่างไร

ธนา : เขาไม่เชื่อว่าเป็น ไม้ไผ่

สุรนันทน์ : ตอนนี้มีโรงงาน โรงงานใหญ่แค่ไหน

ธนา : ก็ไม่ใหญ่มาก เพราะยังถือว่าเป็นงานฝีมืออยู่ ที่เขาเรียกหัตถอุตสาหกรรม คือบางส่วนยังต้องใช้เครื่องจักร เบื้องต้นไม้ไผ่ ต้องป้องกันเรื่องมอดแมลงต้องอบให้แห้ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีระบบอัดเคลือบน้ำยา มีระบบอบที่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่จริง ต้องมีระบบอัด เพื่อดูแลเนื้อไม้ เพื่อให้ไม้เซ็ตตัว เพื่อให้ไม่แห้งป้องกันมอดเชื้อรา

สุรนันทน์ : ไม้ไผ่ จริงๆ ลำก็แค่กลมๆ แล้วออกมาเป็นแบนๆ ได้อย่างไร

ธนา : ความจริงเป็นเทคโนโลยี บ้านเมืองอื่นเขาทำกันมานานมากแล้ว ญี่ปุ่นทำกันมานานมาก จนไหลไปที่ไต้หวัน ไปจีน ตอนนี้เวียดนามและอีกหลายประเทศ ก็บูมเรื่องไม้ไผ่ แล้วก็บูมตามๆ กัน คือประเทศอื่นเขาพัฒนาเครื่องจักรอย่างจริงจัง เขายกให้เมืองทั้งเมืองผลิตงานไม้ไผ่ รัฐบาลสามารถปล่อยสัมปทานทั้งภูเขาได้ บ้านเรา เอา OTOP ทำทั้งจังหวัด แล้วที่จีนเขาทำวิจัยเรื่องไม้ไผ่อย่างเดียว เป็นตึกห้าชั้น ผมไปกับทางป่าไม้มา เขาวิจัยเรื่องไม้ไผ่เป็นปัจจัยสี่ได้เลย เป็นเครื่องนุ่งห่ม แต่สุดยอดคือกลั่นน้ำมันดิบ  ใช้ประโยชน์ในทุกอนู  อย่างเช่นแค่ทำงานอย่างเดียวกับผมนะ บ้านนี้ครอบครัวเล็ก ๆ  เครื่องจักรสองตัว ต้องเอาไม้มาผ่า ผ่าแล้วสไลต์ สไลต์เสร็จ เขาก็ตากแห้ง เสร็จแล้วก็ส่งให้โรงงานใหญ่ แล้วทุกชิ้นส่วนเขาก็ขายได้หมด  สมมุติว่าโรงงานเล็ก จะมีขี้เลื่อย ก็มีรถมารับขี้เลื่อยไปอัด มีรถมารับอันนี้ไปเผาถ่าน คือขายได้ทุกชิ้นส่วน

สุรนันทน์ : ด้วยความเป็นธรรมชาติใช้ได้ทุกชิ้นส่วน

ธนา : เอาไปเผาเป็นคาร์บอน เอาไปถักทอเป็นเสื้อผ้า ผมเสียดายปัจจุบันบ้านเราไม่มีการทำวิจัยอะไร คือผมทำของผมคนเดียว

สุรนันทน์ : ลูกค้าเป็นใครครับ

ธนา : ถ้าพูดตรงๆ แล้วคนไทยก็ยังไม่ซื้ออยู่ดี คิดว่าสิบเปอร์เซนต์ก็ยังขายไม่ได้ ซื้อก็ยังไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฝรั่ง ฝรั่งพูดเลยว่าคนไทยมองข้าม ไม้ไผ่แข็งกว่าไม้โอ๊ค และบอกว่าไม้ไผ่ดีที่สุดแล้ว ไม้ไผ่ไทยแข็งมาก เพราะผมต้องซื้อเครื่องจักรจากจีนมาผ่าไม้ไผ่

สุรนันทน์ :  ไม้ไผ่กี่ปีครับกว่าจะโตพอจะใช้ประโยชน์

ธนา : 3 ปี โตเร็ว และก็ใช้ได้ทุกชิ้นส่วน

สุรนันทน์ : ไม้โอ๊คต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีไม่ใช่หรือครับ ไม้สักไม่ต้องพูดถึงไม่มีแล้ว

ธนา : ปัจจุบันคนไทยก็โดนหลอกขายไม้สัก 10 ปี

สุรนันทน์ : คุณธนา ไม่กลับไปบอกคนปราจีนบุรีหรือว่าค้นพบแล้ว

ธนา : คนปราจีนฯ เขาทำกันอยู่แล้วครับ พูดยาก ผมไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ต้องทำเป็นอุตสาหกรรมที่ทำกันอย่างต่อเนื่อง

สุรนันทน์ : มีผนังที่ทำจากไม้ไผ่ด้วย ขายให้ใคร

ธนา : ปัจจุบันคนไทยไปซื้อที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วก็มาแปะมาติด ผมก็เลยคิดว่า ผมจะทำจากไม้ไผ่ดูบ้าง ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรมากมาย

สุรนันทน์ : เวลาไปขายฝรั่งเขามีปฏิกิริยาอย่างไร

ธนา : เขาชอบอยู่แล้ว O.K. คือซื้อเลย  ผมมีจุดเปลี่ยน คือถอยหลังไปประมาณ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก็ออกงานของกรมส่งเสริมการส่งออก มีฝรั่งผู้หญิงเดินผ่านมา ถามว่าเฟอร์นิเจอร์ของผม ที่เป็นพื้นเรียบๆ เอาไปทำพื้นปาร์เก้ได้ไหม ทำเป็นผนังเป็นบอร์ดได้ไหม ผมก็บอกคำเดียวนะว่า ไม่ได้ แต่พอจบงานแล้วกลับไปนั่งคิดว่า เขาถามทำไม ผมก็ลองทำดูก็ได้ แล้วผมก็เอาไปให้ Designer บริษัทหนึ่งเขาก็สนใจ พื้นปาร์เก้ไม้ไผ่  เสร็จแล้วเขาก็บอกเขามีโครงการจะสร้างโรงแรม  ผมก็บอกผมสู้จีนไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกของเรา  เขาบอกว่า เขาชอบแบบที่เราทำ เพราะดูเป็นของธรรมชาติดี และช่วงนั้นเฟอร์นิเจอร์ของผม ก็เริ่มขายไม่ออก ก็เลยกลับมาทำตัวนี้ ตอนนั้นเทคโนโลยีไม่มีเลย ผมก็ถามกับหน่วยงานราชการว่า ใครทำได้ก็มาช่วยผม แต่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครสามารถทำได้ ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

สุรนันทน์ : นอกจากขายให้กับรีสอร์ทแห่งนั้น วันนี้ขายที่ไหนบ้าง

ธนา : ก็มาเรื่อยๆ รีสอร์ทอื่นเห็นก็ทำตามบ้าง ไปออกงานแฟร์แล้ว ก็โชว์เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ เจ้าของโรงแรมก็มาเอาแบบนี้บ้าง

สุรนันทน์ : ต่อไปมองธุรกิจของตัวเองเป็นอย่างไร

ธนา : ถ้าพูดเรื่องไม้ไผ่ ไม่จบหรอก ถ้าจะทำต่อได้อีกเยอะแยะมากมาย

สุรนันทน์ : และจะทำต่อไหม

ธนา : ตอนนี้ยังไม่ได้คิดอะไร ก็ยังจะทำต่อ แต่ถ้าพูดถึงกำลังคนเดียว ไม่มีกำลังการวิจัย คนเดียวเหนื่อย เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว บางทีก็ใช้เงินไม่ใช่น้อย เพราะการวิจัย ต้องสูงขึ้นไม่เหมือนเริ่มต้น

 

S People by Suranand Vejjajiva, S Magazine Issue  50 February 2-8, 2011 

 

Related posts:

  1. นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์ “New York Marketing” Interview นุวีร์  เลิศบรรณพงษ์ New York Marketing สุรนันทน์ : ทำไมเขียน “New...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top