นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์ “New York Marketing”

Interview

นุวีร์  เลิศบรรณพงษ์

New York Marketing

นุวีร์  เลิศบรรณพงษ์

สุรนันทน์ : ทำไมเขียน “New York Marketing” เมือง New York กับ Marketing การตลาด ไปด้วยกันหรือไม่

นุวีร์ : ไปด้วยกันครับ เป็นการตลาดที่ไม่ใช่อยู่ในตำรา คือในตำราเราเรียนมาตำราเดียวกัน จบ MBA จบที่เดียวกัน ใช้วิธีการเดียวกัน แต่นี่ใช้ไอเดียนำมาก่อน

สุรนันทน์ : ทำไมต้อง New York ทำไมไม่กรุงเทพฯ

นุวีร์ : เพราะเป็นรัฐเดียวที่ผมไปแล้วรู้สึกว่าได้อะไรกลับมา

สุรนันทน์ : คุณไปอเมริกามา

นุวีร์ : ใช่ครับ ก็ไปมาหลายที่ ญี่ปุ่น ลอนดอน แต่ผมดูแล้วว่า แต่ละเมืองเขาจะมีไอเดียแต่ละแบบไม่เหมือนกัน แต่ New York เป็นอะไรที่ผมไปทุกปี ไอเดียจะใหม่ตลอด เช่น ไอศกรีมข้าว ข้าวทุกสายพันธุ์ เป็นไอศกรีม รสข้าวบาร์เล่ห์ ข้าวมอลล์ ข้าวทุกอย่าง ไอศครีมออแกนิคส์

สุรนันทน์ : หมายความว่า คุณไป New York ทีไรคุณก็เจอสิ่งใหม่ๆ ตลอด

นุวีร์ : ใช่ครับ แล้วก็เป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้

สุรนันทน์ : ทำไมถึงคิดว่า New York แตกต่างจากที่อื่น

นุวีร์ : เพราะเป็นรัฐเดียวที่ทุกชาติมารวมกัน ส่วนมากจะหลายชาติหลายภาษาอยู่ด้วยกัน แล้วเมื่อเราเป็นมิตรกัน ไอดียจะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้น New York เป็นเบ้าหลอมจริงๆ อเมริกาเป็นต้นน้ำ

นุวีร์ : ใช่ครับ สังเกตง่ายๆ วงการโฆษณา วงการ Designer วงการแฟชั่น ทุกวงการที่เกี่ยวกับด้าน Design หรือ Art มาจาก New York หมดเลย

สุรนันทน์ : ที่อื่นก็มีคนเก่ง แต่ไม่ใช่มาถึง Creative หรือมีความคิดสร้างสรรค์

นุวีร์ : เขาบอกว่า New York เวลาหยิบก้อนหินขึ้นมา โยนขึ้นฟ้าตกลงต้องเจอ Designer หรือว่า Graphic Designer ศิลปินจะเดินกันอยู่เพียบ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ศิลปินคนนั้นจะไปอยู่อาชีพอะไร แท็กซี่ ยังมีคนผ่านการถ่ายหนังมาแล้วเลย

สุรนันทน์ : คุณนุวีร์ไปทำอะไรที่นั่น

นุวีร์ : หลังจากเรียนจบกลับมา ผมก็มีโอกาสได้ไปทุกปี ไปเรียน Work Shop บ้าง ไปเรียนโน่นเรียนนี่ เขาจะมี Education ทุกธันวาคม เราไปเรียนคอร์สสั้นๆ ประมาณ 2-3 สัปดาห์

สุรนันทน์ : เหมือนคุณไปชาร์ตแบต

นุวีร์ : ไปชาร์ตแบต แล้วเอาไอเดียมาทำงาน

สุรนันทน์ : ถ้าจะให้บอกว่าให้ตกผลึกแล้วเอามากระจายกับคนไทยได้ คืออะไร

นุวีร์ : สิ่งที่เราจะให้คนไทยได้รู้ว่างาน ความคิดสร้างสรรค์ต้องมาก่อน เรื่องเงิน คือ ของบ้านเราเวลาทำอะไรจะต้องคิดเรื่องเงินเป็นหลัก แล้วอยากจะได้กำไรเยอะๆ เช่น จะเปิดธุรกิจเราจะให้คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์น้อยมาก แต่อยากจะได้กำไรเยอะๆ แต่หารู้หรือไม่ว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจคุณได้

สุรนันทน์ : ถ้าคุณทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ ยังไม่ต้องคิดเรื่องเงิน ทำไปเดี๋ยวเงินมาเอง

นุวีร์ : เดี๋ยวเงินมาเองจริงๆ ครับ ต่อยอดได้ เช่น เราจะขายส้มตำ จานหนึ่ง ใส่ 25 บาท 30 แต่ถ้าเกิดเรามีไอเดีย มี Stylist มี Food Stylist จัดจานสวยๆ สามารถขายได้ 150 บาท ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป

สุรนันทน์ : “ความคิดสร้างสรรค์” ในความคิดของคุณนุวีร์ คืออะไร

นุวีร์ : สิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาซ้ำๆ เช่น เวลาเราไปต่างจังหวัด เวลาขากลับ เขาจะขายผลไม้ ร้านผลไม้จะติดกันหมดเลย เหมือนกัน สมมติไปหัวหิน ขากลับจะขายมะนาวเต็มไปหมด แล้วเขียนว่า ร้านสุดท้าย นี่คือ ร้านสุดท้ายแล้ว อันนี้คือ ความคิดสร้างสรรค์ อาจจะไม่ใช่ร้านสุดท้ายจริงๆ ก็ได้ แต่เขาทำเพื่อให้รู้ว่า ต้องจอดแล้วนะ หรือว่าขาย มะนาว มะนาว มะนาว ร้านนี้ปลากัดดุมาก ก็จะแตกต่างขึ้นมา

สุรนันทน์ : แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหม่ สดๆ

นุวีร์ : ไม่จำเป็นครับ เพราะสิ่งใหม่ผมว่าในโลกนี้มีน้อยแล้ว

สุรนันทน์ : ทุกอย่างต้องมีคนทำมาแล้ว

นุวีร์ : ใช่ครับ เอาต้นแบบมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

สุรนันทน์ : แล้วอะไรที่ทำให้ปิ๊งขึ้นมาว่า นี่คือความคิดใหม่

นุวีร์ : สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น แล้วเรามองเห็น เกิดจากการสังเกตมากกว่าครับ พอสังเกตเสร็จเราก็รู้ว่าไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยเห็นมา เช่น The American Girl ตุ๊กตา ทำไมตุ๊กตาเขาสามารถขายได้ตัวละหมื่นกว่าบาท เพราะว่าเขาสร้างคอนเซปต์ เพื่อให้เด็กรับผิดชอบ เหมือนกับให้เด็กรับผิดชอบตั้งแต่ตอนเด็ก เผื่อในอนาคตเด็กมีลูก เด็กจะได้ไม่ทิ้งลูก เป็นคอนเซปต์เพื่อจะให้พ่อแม่ยอมจ่ายเงินตัวละหมื่นกว่าบาท

สุรนันทน์ : ความคิดตรงนี้มาจากไหน

นุวีร์ : จริงๆ แล้วไอเดียเกิดจากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์ เราจะเป็นอย่างนั้นด้วย เช่น Facebook เจ้าของ Facebook เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์หมดเลย แม้ว่าเรียนไม่จบนะ แต่เขาทำรายได้ทะลุเป็นอันดับหนึ่งของโลก หนึ่งสิ่งแวดล้อม สองคือต้องเป็นนักอ่าน ถ้าเกิดชอบอ่านหนังสือ จะมีความรู้อยู่ในนั้น

สุรนันทน์ : อ่านหนังสือแล้วก็สังเกต New York หนังสือเยอะ

นุวีร์ : ร้านหนังสือเราเข้าไปแล้วสามารถอ่านได้ทุกเล่ม ไม่มีเอาพลาสติกมาห่อ ไม่มีคนเอาไม้ปัดขนไก่มาปัด อย่างบ้านเรานี่เป็นเพชรเลยนะ หนังสือห่อพลาสติก แล้วเด็กก็ไม่กล้าเปิดดู แต่ที่นั่นดูได้ตลอดเลย แม้กระทั่งหยิบหนังสือมานั่งอ่านเขาก็ให้อ่าน ชอบเล่มไหนค่อยซื้อ แล้วเมื่อรวมสิ่งแวดล้อม รวมหนังสือ รวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเสริมไอเดีย ก็ทำให้กลุ่มนั้นกระตุ้นขึ้นมา กระตุ้นเซลล์ขึ้นมา

สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นในหนังสือเล่าอะไร

นุวีร์ : Case study ล้วนๆ เลยครับ เป็นเรื่องที่ไปเจอมา ไปเห็นมา เป็นเรื่องที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

สุรนันทน์ : ในเล่มนี้ชอบเรื่องอะไรที่สุด

นุวีร์ : ที่ชอบที่สุดก็คือ เรื่องของร้านอาหารไทย ชื่อ กลุ่มซี มีตึกชื่อ จูเลี้ยงลิ้ม จูเลี้ยงลิ้ม เป็นคน อ. นาบอน จ. นครศรีธรรมราช  เป็นเด็กที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่มีทุ่งนา มีควาย มีวัว แต่พ่อแม่เขาเห็น และเขามองว่า ถ้าลูกไม่เรียนหนังสือแล้วอยู่อย่างนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็คงไม่มีแน่นอน ก็คงเป็นเด็ก ร้านหนังสือก็ยังไม่มีเลยครับ พ่อแม่ก็เลยขายนา แล้วก็ส่งลูกชายไปเรียนที่ New York  ตอนแรกไม่ได้ไป New York  พ่อแม่ยังไม่รู้เลยว่า New York คืออะไร ลูกชายเขาขวนขวายเอง แต่อาจจะเพราะจังหวะด้วยไป New York แล้วก็ไปเรียนภาษา ตอนแรกคิดว่า เรียนแค่ภาษา ระหว่างเรียนก็ไปทำงาน ทำงานเก็บเงิน เก็บเงินแล้วก็ดึงน้องมา ดึงพี่น้องมา จากนั้นเขาก็ไปทำงานร้านอาหาร ร้านอาหารที่ New York ทำอาทิตย์หนึ่งเท่ากับบ้านเราทำงานธนาคาร 5 เดือน วันละ 300 เหรียญ และยิ่งถ้าเกิดแต่งตัวดี หน้าตาดี Tip หนัก เพราะว่าที่นั่นเขายอมจ่าย ให้ Tip ที 100 เหรียญ  ซึ่งทำให้พี่น้องเขาไปแล้วเก็บเงินกัน จากนั้นเขาเปิดร้านอาหาร ตั้งชื่อเป็น “สไปซ์กรุ๊ป” สร้างแบรนด์ แล้วจากนั้นกลุ่มนี้ก็ไปเรียนด้าน Creative Branding ไปเรียน Marketing เกี่ยวกับ Creative Marketing ไม่ใช่ MBA นะครับ เป็นอีกวิชาหนึ่ง แต่ไม่อิงตำรา Creative Marketing คือ ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ Marketing เอาไว้ตบตอนหลัง เขาก็ไปเรียน  จากนั้นเปิดร้านอาหาร มีเงินเขาก็ไปเรียนต่อ จนกระทั่งเขาเปิดร้านอาหารอยู่ใน New York ตอนนี้ 7 -8 ร้าน พลิกชีวิตเลย แล้วก็พาพ่อแม่ไปอยู่

สุรนันทน์ : บทเรียนคืออะไร

นุวีร์ : สิ่งที่เขาได้ความคิดสร้างสรรค์ คือ เขาไปตั้งแต่เด็ก เขาเห็นสภาพแวดล้อมความคิดสร้างสรรค์ เขาได้เรียนรู้ว่า ถ้าเขาจะขายอาหารไทยลายกนก เหมือนกับที่ร้านอื่นเขาสู้ไม่ได้แน่ ทุกร้านเขาจะมี Food Stylist คอยแต่งจาน อินทีเรียเมนูทุกอย่าง จากนั้นเขาก็ดู Target Group เป็นหลัก

สุรนันทน์ : พิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง

นุวีร์ : แม้กระทั่งเขาจะกลับมาเมืองไทย แต่กลับมาไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาทำในเมืองไทยไม่สามารถที่จะทำได้ เขาก็ต้องกลับไปที่นั่นใหม่

สุรนันทน์ : ไปอยู่ที่ New York มีแบบนี้เยอะหรือไม่ถ้าไม่ใช่คนไทย

นุวีร์ : มีเยอะครับ นอกจากจูเลี้ยงลิ้มที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป แม้กระทั่งศิลปินบ้านเรา จบจิตรกรรม ศิลปากร ไปสมัครงานไม่ได้เลย วาดรูปก็วาดรูปตรงสะพานพุทธ สนามหลวง รูปหนึ่งเต็มที่ 500 บาท หรือ 1,000 บาท เขาก็เลยตามเพื่อนไปอยู่อเมริกา แต่ไม่ใช่ New York นะครับ เพื่อนบอกไปอเมริกาสิ ไปทำร้านอาหารดีกว่า จบศิลปินมาเกียรตินิยมด้วยนะ วาดรูป ปรากฏว่า เขาก็เก็บเงิน บินไป New York เขาก็ไปทำร้านอาหาร ล้างจาน เสิร์ฟอาหารสักพักหนึ่ง ด้วยความที่ชอบวาดรูป และเจ้าของร้านก็เห็นว่าวาดรูปสวย  ก็ให้เอามาแปะที่ผนังร้าน ปรากฏว่า ฝรั่งเห็น ขอซื้อรูปเขา เขาก็ไม่อยากขาย เขาก็ลอยๆ 2,000 เหรียญแล้วกัน ฝรั่งจ่ายเดี๋ยวนั้นเลย เขาก็ 2,000 เหรียญเลยนะ เขาก็เลยนึกว่า เขาเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ เขาก็เลยเป็นศิลปินที่โน่น มีสตูดิโอเรียบร้อย

มีอีกคนหนึ่ง ฐากูร (Thakoon) เป็น Designer ชื่อดังมาก อยู่เมืองไทยแป๊กเลย ไปอยู่เมืองนอก Thakoon นี่คือคนที่ทำงานกับหนังสือ Vogue นะครับ เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำหนังสือ Vogue แล้วก็มี ก้อย ที่เขาทำเป็น Fashion Design ที่ดังตอนนี้ เป็นคนไทยทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้คือ สมองไหล

สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นคนไทยไม่ได้แพ้คนอื่น

นุวีร์ : คนไทยเป็นคนที่เจ๋ง และละเอียด งานคนไทยวิธีคิดจะละเอียดกว่าเมืองนอกเยอะเลย เพียงแต่คนไทยติดปัญหาตรงที่ว่าไปยาก ไป New York นี่ยากมาก อเมริกาวีซ่าขอลำบาก ถ้าเราส่งกลุ่มสร้างสรรค์ไป ผมว่าเราสร้างชื่อได้เยอะเลย

สุรนันทน์ : แต่คุณนุวีร์ก็ยังกลับมากรุงเทพฯ

นุวีร์ : ผมห่วงพ่อแม่ ถ้าเกิดสมมติผมไม่ห่วงพ่อแม่ ผมกะทำที่โน่นแล้ว ตอนที่ไปเรียนต่อก็มีคนชวนไปทำเยอะ เพราะว่ามีคนไทยอยู่ที่นั่นเยอะมาก แล้วข้อดีของคนไทยคือ เป็นคนอึด ฝรั่งเวลาคิดงาน 4-5 ไอเดีย ก็เลิกแล้ว คนไทยจะคิดเยอะ แล้วก็พยายาม มีความขยันกว่า ทำให้ฝรั่งชอบ

สุรนันทน์ : กรุงเทพฯ จะเป็นได้หรือไม่ที่ว่า “เมือง Creative”

นุวีร์ : เขาก็พยายามอยู่นะครับ แต่เป็นแค่จุดเล็ก เพิ่งเริ่ม แล้วอีกอย่างการที่จะให้กรุงเทพฯ เป็นเหมือน New York ต้องเริ่มจากสภาพแวดล้อมก่อน เรื่องหนังสือนี่สำคัญ ต่อให้มี E-Book ต่อให้มี Internet หนังสือก็ยังสำคัญอยู่ เวลาเปิดหนังสือ เสน่ห์ต่างกัน

สุรนันทน์ : ตอนที่ไปอยู่กับฝรั่ง ฝรั่งเขาคิดอย่างไรถึงแตกต่างกับเรา

นุวีร์ : คนไทยกับฝรั่งไม่ต่างกันเลยนะครับ คนไทยเก่งกว่าด้วย เพียงแต่ฝรั่งเขามีความกล้า และที่สำคัญเขามี Presentation สังเกตหรือไม่ครับฝรั่งบางทีไอเดียไม่ดี แต่พูดเก่ง พรีเซ็นต์ เก่ง เพียงแต่คนไทยไม่ค่อยกล้าเท่าไร เหมือนกับถูกสั่งสอนมาตั้งแต่ตอนเด็ก วาดรูปเลยเส้นโดนตีมือ เด็กที่วาดรูปนอกกรอบเจอตีมือหมด

สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้น เราก็ต้องปล่อยให้ความคิดนั้นออกมา

นุวีร์ :  เด็กรุ่นใหม่ ผมว่าใกล้เคียงกับฝรั่ง เพราะมีความคิด มีความกล้าขึ้น เพียงแต่ว่าสภาพแวดล้อมต้องเอื้อเขา

สุรนันทน์ : ส่งไปอยู่ New York จำเป็นหรือไม่

นุวีร์ : ไม่ใช่ว่าเราจะบ้าฝรั่งนะครับ เพียงแต่ว่าเราอยากจะบอกว่า ประเทศไหนที่ดีเราก็เลือกสิ่งดีๆ เขามา เรื่องไม่ดีก็มีเยอะ แต่ New York เป็นเหมือนกับโรงเรียนความคิดสร้างสรรค์เลย แม้กระทั่งไปกินกาแฟก็ยังมีความคิดสร้างสรรค์ แม้กระทั่งพนักงานเสิร์ฟยังมีลุคเลย คือถ้าเกิดบ้านเราขายกาแฟถ้วยละ 20-30 บาท ก็เสื้อยืดสกปรกเลย กางเกงยีนลาก ของเขาคือ คอเต่าเท่ห์ๆ กางเกงสีเทาเท่ห์มาเสิร์ฟ คือ มีลุคหมดเลย ทำให้กาแฟแก้วนี้ขายแก้วละ 15-20 เหรียญได้

สุรนันทน์ : กรุงเทพฯหรือประเทศไทยเราจะทำ Marketing อย่างนั้นได้หรือไม่

นุวีร์ : เท่าที่เห็นทำได้นะครับ เพียงแต่ว่าปัญหาของเด็กรุ่นใหม่เก่ง แต่สมมติไปอยู่ในบริษัทที่ผู้ใหญ่ไม่เอาด้วย โอกาสที่เด็กรุ่นนี้จะหมดไฟเยอะ เช่น ธนาคารเมื่อก่อนนี้จะต้องใส่เสื้อใหญ่ๆ ใส่เนคไท ใส่กางเกงผ้ามีจีบ ตั้งแต่ KTC เปลี่ยน เปลี่ยนตั้งแต่หัว หัวเปลี่ยนใส่ยีนส์ได้ เป็นเท่ห์ได้ ทุกธนาคารทำตามหมด เป็นเทรนด์หมด ต้องสภาพแวดล้อมเอื้อด้วยครับ ถ้าเกิดว่าไปที่ KTC ออฟฟิศเขาก็ไม่เหมือนออฟฟิศนะ ห้องประชุมก็เป็นโต๊ะปิงปอง หรือไม่ก็ DTAC ห้องประชุมเขาก็จะเป็นแบบโซฟานั่ง

สุรนันทน์ : คุณนุวีร์สอน Marketing ด้วยใช่หรือไม่ครับ

นุวีร์ : สอน Creative Marketing ครับ ไม่ใช่ Marketing แบบในตำรา

สุรนันทน์ : แล้วสอนอย่างไร

นุวีร์ : ส่วนมากผมจะใช้ Case Study มาวิเคราะห์

สุรนันทน์ : Creative สอนกันได้หรือไม่

นุวีร์ : สอนกันได้ ทุกคนผมว่า Creative หมด เพียงแต่ว่าเขาอยู่สภาพแวดล้อมแบบไหน โชคดีที่ตอนเด็กๆพ่อแม่ผมเลี้ยงแบบ เหมือนกับปล่อย อยากเรียนก็เรียน อยากทำอะไรก็ทำ เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้ผ่านพอ คือ ไม่บังคับผม แต่วิชาที่ผมจะเด่นก็คือ ศิลปะ เพียงแต่ว่าให้เรียนจบ ให้เรียนผ่าน แต่ไม่ถึงกับว่าต้องสอบได้หมอ จะต้องวิศวะ จะต้องเกียรตินิยม ขอให้ผ่านและขอให้เป็นคน

สุรนันทน์ : คุณนุวีร์ว่าหนึ่งห้องเรียนของคุณทำให้ทุกคนเป็น Creative ได้หรือไม่

นุวีร์ : ตอนแรกจะต้องให้กำลังใจเขาก่อน เพราะเด็กเข้ามาจะมองว่า ผมไม่ได้ Creative คือ คิดงานไม่ออกเลย ไม่มั่นใจตัวเองเราต้องเสริมความมั่นใจเขาก่อนว่า คุณเก่งนะ แต่คุณไม่รู้ว่าเก่งด้านไหน

สุรนันทน์ : ปลดปล่อยได้หรือไม่ สมมติสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ แต่เรารู้ว่าคนไทยเก่ง ปลดปล่อยพันธนาการอย่างนี้ทำอย่างไร

นุวีร์ : อยู่ที่ตัวบุคคลนั้นด้วย ว่าเขาจะกล้าที่จะฉีกหรือไม่ ต้องอ่านมาก ฟังมาก เห็นมาก แต่อย่าพูดมาก คนไทยชอบพูดมาก วิจารณ์เก่ง แต่ไม่ทำ จริงๆ แล้วคนมีความฝันต้องลงมือทำ ทำผิดทำถูกช่างมัน

S People by Suranand Vejjajiva, S Magazine Issue 47 January 12-18, 2011

Related posts:

  1. Food Stylist สุทธิพงษ์ สุริยะ ตอนที่ 2 Food Stylist ตอนที่ 2 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Saturday...
  2. Food Stylist สุทธิพงษ์ สุริยะ ตอนที่ 3 Food Stylist ตอนที่ 3 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ช่วง Saturday...
  3. ทำแกงเขียวหวานกับ อ.ขาบ Food Stylist ตอนที่ 2 ทำแกงเขียวหวาน กับ อ.ขาบ Food Stylist ตอนที่ 2 รายการคุยกันวันเสาร์ กับ สุรนันทน์...
  4. Creative ตอนที่ 1 Creative ตอนที่ 1 รายการ S Magazine ช่วง S Ideas by...
  5. Creative ตอนที่ 2 Creative ตอนที่ 2 รายการ S Magazine ช่วง S Ideas by...

Share this story

Comments are closed.

Copyright © 2012 Bangkok Voice News, Blog and Internet TV. All rights reserved.Top